Thursday, September 5, 2013

การใช้กิเลสเป็นโพธิ

การใช้กิเลสเป็นโพธิเป็นหลักธรรมที่พูดกันถึงในคนกลุ่มเล็กๆ แต่ก็ได้สร้างความสับสนมากมายให้คนที่ยังไม่แจ้งในเนื้อหาสัจธรรมเป็นอย่างมาก จนถึงขนาดที่มีผู้คนมากมายเอาวลีนี้มาเตะเข้าประตูตัวเอง เจริญกิเลสตัณหากันเต็มที่หวังว่าจะบรรลุธรรม แล้วไปเรียกสิ่งนี้ว่าวัชรยานบ้าง ตันตรยานบ้าง จนกลายเป็นวิถีทางที่คับแคบ จำกัดอยู่แนวทางเดียว แบบนี้เรียกว่าตีความเข้าข้างตัวเองนะครับ มั่ว การใช้กิเลสเป็นโพธิ ไม่ได้มีความหมายว่าให้ไปเจริญกิเลสเลยแม้แต่นิดเดียว

โดยปกติแล้วสรรพสัตว์หรือผู้คนทั้งหลาย เขาใช้กิเลสเป็นกันอยู่แล้วไม่ต้องไปสอนตอกย้ำก็ได้ เพราะถ้าไปบอกผู้คนทั้งหลายให้ใช้กิเลสเป็นโพธิ เขาก็จะไปมัวเมาตอกย้ำกับกิเลสตัณหาอุปาทานของตนให้มากขึ้น ทีนี้ก็จะกลายเป็นกรรมกับทั้งคนสอนและคนที่เอาไปใช้แบบผิดๆ คำสอนเรื่องการใช้กิเลสเป็นโพธิ จึงไม่ใช่คำสอนสำหรับปุถุชนทั่วไปที่ยังตกอยู่ใต้อำนาจกิเลส ตัณหา อุปาทาน แต่มันเป็นคำสอนเฉพาะสำหรับเหล่าอริยบุคคลบางกลุ่ม หรือพูดง่ายๆว่าให้บรรลุธรรมก่อน เมื่อถึงวาระอันเหมาะสมก็จะได้ยินวลีนี้เอง(หรือบางท่านอาจจะไม่เคยได้ยินเลยก็ได้)

การใช้กิเลสเป็นโพธิ นั้นมีสองนัยยะ แต่ทั้งสองนัยยะก็เกี่ยวเนื่องกับการโปรดสัตว์ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ได้เอามาใช้เพื่อตนเองแต่อย่างใด นัยยะแรกคือการใช้กิเลสตัณหาในการน้อมสรรพสัตว์เพื่อเข้าหาสัจธรรม นัยยะที่สองก็คือการใช้กิเลสเป็นเครื่องอาศัยในการดำรงขันธ์เพื่อการโปรดฯ

อริยบุคคลระดับพระอนาคามีหรือพระอรหันต์นั้น หากไม่ดำริขันธ์เพื่อโปรด ท่านก็จะดับของท่านไปเรื่อย จนไม่มีกะใจในการทำกิจโปรดฯ เปรียบเสมือนคนที่ใส่ชูชีพลอยคออยู่ในทะเล เมื่อชูชีพพยุงให้ลอยพ้นน้ำแล้ว ลอยตัวสบายแล้ว ก็ไม่อยากจะดำกลับลงไปอีก แตกต่างจากสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ไม่มีชูชีพ พอบอกให้ใช้กิเลสเท่านั้นแหละ พี่ท่านทั้งหลายก็ดำน้ำลงไปเจริญกิเลสเป็นการใหญ่แล้วนึกว่ามันจะเป็นโพธิ ซึ่งส่วนมากดำหายครับ(ฮา) แต่พระอริยบุคคลทั้งหลายที่จะดำริโปรดสัตว์จะต้องอาศัยกิเลส ตัณหา เป็นธรรมอาศัยในการโปรดสัตว์อย่างเลี่ยงไม่ได้

ถึงตรงนี้ เนื้อหาก็จะหมิ่นเหม่สำหรับคนที่จ้องจับผิดแล้วครับ แต่ฟังก่อน การที่จะให้พระอริยะดำริโปรดสัตว์นั้น ท่านต้องอาศัยตัณหาในการขับเคลื่อนทำกิจ ไม่งั้นก็จะดับอยู่ท่าเดียว ถ้าดับสนิทจริงๆ สรรพสัตว์ที่ทนทุกข์ทั้งหลายก็จะพลาดโอกาสที่จะได้ฟังสัจธรรมไปเสียได้ ดังนั้นท่านจึงต้องดำริขันธ์ ดำริการปรุงแต่ง ดำริตัณหาขึ้นมาขับเคลื่อนขันธ์ เพียงแต่ความแตกต่างระหว่างตัณหาของพระอริยะ กับปุถุชนนั้นอยู่ตรงที่ ปุถุชนนั้นใช้ตัณหาตลอดเวลา ไม่มีเวลาใดเลยที่จะว่างจากตัณหา เพราะติดในตัณหาจนเกิดเป็นจริตราคะเหนียวแน่นเหนียวหนืดจนจบไม่เป็นยุติไม่ได้

ส่วนตัณหาของพระอริยะนั้นเป็นแค่ธรรมสำหรับอาศัยชั่วคราวเท่านั้น ไม่มีการติดพัน ใช้แล้วก็เลิกใช้ได้ทันทีโดยอัตโนมัติไม่มีแถม เปรียบเหมือนการผ่อนลมในชูชีพออกนิดนึงเพื่อที่จะสามารถดำน้ำลงไปทำกิจโปรดสรรพสัตว์ได้ง่ายขึ้น(ไม่เชื่อลองพยายามดำน้ำโดยการใส่ชูชีพสิครับ ยากมาก) หากไม่อาศัยตัณหาในการขับเคลื่อนทำกิจ การโปรดสัตว์ก็ไม่เกิดขึ้นครับ ซึ่งทีนี้ในการทำกิจโปรดสัตว์ แน่นอนว่าจะต้องอาศัยรูปแบบบ้าง อาศัยสถานการณ์บ้าง และต้องไปอยู่ในหมู่สรรพสัตว์บ้าง ในการล่อเป้าเพื่อที่จะได้โปรดกันแบบเนียนๆ

ที่สำคัญคือการดำริใช้ธรรมอย่างตัณหา ในการโปรดของพระอริยะนั้น เป็นการดำริแบบที่ไม่มีโมหะอวิชชาเป็นตัวตั้ง ใช้เพราะรู้ว่ามันเป็นตัณหา ใช้เพราะรู้ว่ามันขับเคลื่อนกิจได้ แต่ไม่ติดตัณหานั้น ไม่ถูกตัณหาครอบงำ จึงไม่เกิดเป็นสังสารวัฏขึ้น กรณีนี้ตัณหาจึงเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในการโปรดสัตว์เท่านั้น เปรียบเหมือนการเล่นกับงูพิษ ซึ่งปุถุชนทั่วไปที่ไม่ใช่หมองู พอไปเล่นกับงูแล้วก็จะโดนงูกัดบ้าง งูรัดบ้างทำร้ายเอาบ้าง แต่สำหรับพระอริยะแล้ว ก็เหมือนสำเร็จวิชาเป็นหมองู สามารถเล่นกับงูพิษได้โดยที่ไม่ถูกกัดนั่นเอง

การใช้กิเลสเป็นโพธิจึงเป็นเรื่องของผู้ที่บรรลุธรรมแล้วเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ใช่ผู้บรรลุธรรมทุกท่านจะถูกสอนให้ใช้วิธีนี้นะครับ ท่านใดที่เคยมีกรรมอนุสัย จริตราคะกับกิเลสตัณหาในลักษณะใดมากๆ ก็ควรจะห่างๆตัณหาราคะในลักษณะที่ตนแพ้ทางเอาไว้ดีๆ เพราะพระอริยะที่ยังไม่ถึงระดับมหาบารมีนั้น ยังไม่สามารถก้าวข้ามวาสนาหรืออนุสัยเก่าที่สะสมมานานได้ หากใช้กิเลสตัณหาในลักษณะที่ตนแพ้ทางอยู่บ่อยๆ ก็อาจจะไปปลุกอนุสัยกิเลสเก่าๆให้กำเริบขึ้นมาได้ แต่สำหรับพระอริยะแล้วติดก็ติดไม่นานครับ พอท่านรู้ตัว ท่านก็ดับล้างเอาได้ในภายหลังได้ไม่ยากเลย

ผู้ที่จะสามารถใช้กิเลสเป็นโพธิได้ดีก็คือ พระอริยะที่กรรมกิเลสเบาบาง และไม่มีกรรมหนักที่เคยขัดขวางสัจธรรม และมีปัญญาพอที่จะดูแลตัวเองไม่ให้ใช้กิเลสตัณหาเกินความจำเป็นมากไปกว่าการโปรดสัตว์ได้ ซึ่งต้องย้ำไว้ก่อนว่า การใช้กิเลสตัณหาในการโปรดสัตว์นี้จะพอดีไปเองเมื่อเราปล่อยให้มันเป็นอัตโนมัติตามเหตุปัจจัยครับ

ด้วยเหตุผลที่ว่ามานี้เอง การใช้กิเลสเป็นโพธิจึงไม่ได้เหมาะกับทุกคน อย่างพระสงฆ์หากใช้ตัณหาในการโปรดอย่างไม่เหมาะสม ก็จะเกิดเป็นโลกวัชชะ(โลกติเตียน) เอาได้ เปรียบเหมือนกับน้ำนั่นแหละครับ จะอยู่ในภาชนะทรงไหนก็เข้ากับทรงนั้นๆได้พอดีไม่มีขาดเกินและไม่มีความอึดอัดบีบคั้นจากแง่มุมทิฏฐิที่ไม่สามารถเข้ากับสมมติรอบตัวได้

ส่วนพระอริยะที่อยู่ในรูปแบบฆราวาส ก็ต้องใช้กิเลสตัณหาเป็นธรรมอาศัยให้เหมาะกับรูปแบบของตนไปก่อน หากยังมีกรรมวิบากอยู่ตรงไหนก็ใช้ไปแบบแค่อาศัยเพื่อโปรดสัตว์กลุ่มที่ท่านสัมผัสสัมพันธ์ก่อน เพราะโดยรูปแบบของฆราวาสแล้ว เมื่ออกไปพบเจอผู้คน เขาก็จะตัดสินกันด้วย เสื้อผ้าหน้าผม รถยนต์ เงินในกระเป๋า ฯลฯ พระอริยะที่เป็นฆราวาสทั้งหลายซึ่งอาศัยนแวดวงต่างๆ ก็ต้องเล่นบทบาทให้เนียน เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่พระอริยะท่านเนียนไปกับสังคมกลุ่มนั้นๆได้สำเร็จ ผู้คนทั้งหลายก็จะเปิดใจฟังสัจธรรมไปเอง แบบนี้ก็คือการใช้กิเลสเป็นโพธิเหมือนกัน

หรือบางท่านก็จะเล่นบทยาจก อยู่แบบสมถะเรียบไร้เหมือนพระสงฆ์เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี(แบบอย่างที่ดีทรงพลังการการพูดสอนมากมายครับ) และสามารถน้อมผู้ที่ยังติดในรูปแบบหรือมาตรฐานความดีงามที่สังคมตั้งกันเอาเองได้ เรียกว่าอะไรก็ได้ที่น้อมให้ผู้คนเข้าหาสัจธรรมก็จะสามารถทำให้เราเข้าถึง เปิดใจผู้คน ลดกำแพงทิฏฐิ และโปรดฯผู้คนได้ทุกระดับชั้น

สำหรับผู้คนที่ยังติดกิเลสอยู่ไม่ยอมฟังสัจธรรม เราก็อาศัยกิเลสของเขานี่แหละเป็นตัวน้อมเขาเข้ามา จะน้อมเขาได้เราก็ทำตัวเหมือนกับเขา ทำเนียนคุยเรื่องเดียวกับเขา เข้าไปในแวดวงของเขา เดี๋ยวเขาจะเริ่มน้อมเข้ามาเอง เมื่อฟังสัจธรรมจนเข้าใจแล้ว เขาก็จะไม่ติดขัดข้องคาในธรรมที่เราอาศัยมาน้อมเขาไปเอง

สิ่งเหล่านี้ ผู้โปรดสัตว์จะได้เรียนรู้ด้วยตัวเองเป็นลำดับไป และสามารถใช้ตัณหาในการดำริโปรดไปโดยอัตโนมัติ ว่าจะน้อมนำสรรพสัตว์แต่ละกลุ่มให้เข้าหาสัจธรรมได้อย่างไร ทักษะน้เป็นลีลาธรรม(ตามบารมี)เฉพาะตัวอย่างหนึ่งในการโปรดฯ ซึ่งบางทีก็ทำให้ผู้ที่สนใจสัจธรรมรู้สึกขัดแย้งกับพฤติกรรมการโปรดฯของพระอริยะบางองค์ได้ว่าไม่ตรงต่อสัจธรรม ซึ่งจริงๆเราจะไปตัดสินปราฏการณ์ที่ท่านสร้างขึ้นเพื่อน้อมหมู่สัตว์ไม่ได้

จังหวะในการน้อมผู้คนเข้ามาแบบนี้ จะเรียกว่าการฮุคก็ได้ เหมือนเพลงมีท่อนฮุคเพื่อให้จำติดหูติดตาติดใจได้ง่าย เมื่อฮุคจนอยู่แล้ว เดี๋ยวเขาจะตามมาฟังเนื้อหาจริงๆไปเอง สำคัญตรงจุดนี้แหละคือต้องให้เปิดใจก่อน

แต่อย่างไรก็ตามผู้โปรดฯก็ต้องชัดเจนแจ่มแจ้งในสัจธรรมเองด้วย ไม่ใช่มานั่งเทียนเขียนเนื้อหาชวนวิจัยวิจารณ์ เพราะผู้คนทั้งหลายเขาไม่ได้โง่นะครับ เขารู้ว่าเนื้อหาที่ถ่ายทอดนั้น จริงหรือไม่จริง มันสัมผัสได้เองว่าใครเก็กท่าพูด ใครเค้นคำ ใครใช้ความพยายามมากเกินไปในการถ่ายทอดจนมีกระแสกดดันตกค้างแผ่ออกมาจากสื่อ ใครพูดออกมาจากข้างใน ใครจำคำคนอื่นมาพูด เวลาฟังหรืออ่านแล้วมันล้างหรือชวนสับสนพาไปวนเปรียบเทียบเทียบเคียง สิ่งเหล่านี้เราไปปิดบังผู้คนไม่ได้หรอกครับ มันต้องตรงเนื้อหาสัจธรรมจริงๆ ตรงแล้วมันก็ไม่ต้องดัดจริตในการสื่อมากนัก ขนาดที่ว่าแม้เขาจะไม่รับเนื้อหาตั้งแต่ทีแรก แต่เขาก็จะเถียงไม่ออก แล้วจะจำเอาเนื้อหานั้นติดตัวไป รอถึงวาระที่เขาจะแจ้งตรงต่อสัจธรรม เนื้อหาที่กระแทกใจเขาไปตั้งนานแล้ว ก็จะปรากฏขึ้นมาแล้วไขรหัสนัยเฉพาะตัวของเขาให้ออกมาเอง

ก็ขอฝากเอาไว้ว่า ไม่ต้องรีบไปใช้กิเลสเป็นโพธิหรอก รีบร้อนเกินไปเดี๋ยวตัณหามันสนตะพายไปก่อกรรมทำเข็ญ ไปวนเวียนว่ายตายเกิดเป็นภาระให้มหาบารมีตามเก็บอีกจะหาว่าไม่เตือน

1 comment:

  1. ช่วง 2-3 วันจากนี้ไปจะทำการล้างเครื่องคอมเพื่อลง OS ใหม่ครับ ไม่ได้ maintenance เครื่องมานานแล้วเครื่องอืดมากๆครับ อาจจะเว้นการเข้าเน็ตสักพักหนึ่งครับ

    ReplyDelete