Tuesday, September 24, 2013

ว่าด้วยเรื่องถูกๆผิดๆ

หลายๆท่านคงจะเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า "ในโลกนี้ไม่มีถูกไม่มีผิด" ซึ่งประโยคนี้เองที่ทำให้หลายคนทั้งสับสน งุนงง ไปจนถึงเกิดการปฏิฆะเอาได้ง่ายๆ

ถ้าจะพูดกันให้ถูกต้องจริงๆ ก็ต้องพูดว่า "ในโลกนี้ไม่มีอะไรถูกจริงและผิดจริง ทุกอย่างเป็นไปชั่วคราวเท่านั้น ถูกก็ยึดไม่ได้ ผิดก็ยึดไม่ได้ ไม่มีถูกไม่มีผิดก็ยึดไม่ได้" ซึ่งประโยคที่ว่านี้หมายถึงให้วางใจกับสิ่งต่างๆที่ผ่านไปแล้ว ไม่ต้องไปยึดไปดิ้นรนที่จะแก้อะไรอีก ผิดก็ผ่าน ถูกก็ผ่าน ถ้าไม่ยอมผ่าน จะกลับไปแก้ มันจะเป็นกรรมใหม่ซ้อนขึ้นมาไม่รู้จบ แล้วก็ไม่ต้องไปเกร็งกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึงมากจนเกินไป เพราะการที่ไปเกร็ง ไปกลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึงก็เป็นกรรมอีกเช่นกัน พูดง่ายๆคือ ประโยคที่ว่านี้มีไว้พูดให้ผู้ฟังคลายจากการเกร็งและความรู้สึกผิดบาปที่กำลังตอกย้ำอยู่ ณ ตอนนั้นเท่านั้น

แต่ถ้าเราไปยึดว่าโลกนี้ไม่มีถูกไม่มีผิดตามตัวอักษรจริงๆ แล้วดันไปทำกรรมชั่ว แบบนี้ก็ยังไม่ใช่นะครับ เพราะถึงที่สุดแล้ว ทุกสรรพชีวิตบนโลกธาตุนี้ก็ยังตกอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์และกฏแห่งกรรมที่ควบคุมและบังคับทุกอย่างให้คืนสู่เนื้อหาดั้งเดิมแท้อยู่โดยตลอดไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ทำกรรมชั่วเอาไว้ ตอนไม่ได้รับผลมันก็พูดได้หรอกว่าไม่มีอะไรผิดอะไรถูก แต่พอรับผลของกรรมเข้าเมื่อไหร่ อารมณ์มันก็จะเปลี่ยนทันที เกิดทุกขเวทนาทันที ถึงตอนนั้นก็จะได้รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูกด้วยตัวเอง(แต่ก็ยึดไม่ได้นะ)

เนื้อหาสัจธรรมจริงๆนั้นก็คือความไม่ยึดติด แม้การไปยึดติดว่าในโลกนี้ไม่มีถูกไม่มีผิด ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่จะยึดเอาได้ เพราะในความเป็นจริงของสังสารวัฏแล้ว สัตว์โลกก็ยังทนทุกข์ เวียนว่ายตายเกิดอยู่อีกมากมาย เพราะผิดธรรม คือไปกระทำกรรมที่ผิดไปจากธรรมเดิมแท้จนก่อเกิดเป็นกรรม เป็นภพ เป็นชาติ ทำเกินกว่าเหตุปัจจัยที่มีที่เป็น ณ เวลานั้น จนกลายเป็นมานะในธรรมทั้งหลาย จนกลายเป็นตัวตน จนเกิดทุกข์ขึ้นมา ถ้าเข้าใจประโยคที่ว่า "ในโลกนี้ไม่มีถูกไม่มีผิด" โดยที่ไม่เข้าใจบริบทและเนื้อหาที่แท้จริงของมัน ก็อาจจะหลงตีความเอาเองได้อีกว่า ในเมื่อไม่มีอะไรผิดอะไรถูกอยู่แล้ว องค์พุทธะก็ไม่มีกิจต้องลงมาโปรดสัตว์ให้พ้นจากทุกข์น่ะสิ เพราะโดยความเป็นจริง สภาวะทุกอย่างเกิดจากเหตุและปัจจัยของมันเอง แล้วจะดับลงเองเมื่อเหตุและปัจจัยหมดลง ไม่มีอะไรเป็นตัวตนจริง ไม่มีใครทุกข์จริงซะหน่อย

แต่ในความเป็นจริง"ตามทิฏฐิ"ของสรรพสัตว์ทั้งหลายแล้ว ทุกข์ของเขาเป็นของจริง ก็เพราะเขาทุกข์จริงๆ พุทธองค์จึงทรงลงมาประกาศสัจธรรมเพื่อนำพาให้สรรพสัตว์ได้หลุดพ้นจากทุกข์ ซึ่งเมื่อแจ้งในสัจธรรมแล้ว เขาเหล่านั้นจะรู้เองว่า ทุกข์ก็ของมันเอง ไม่มีเราเข้าไปทุกข์อะไรเลย แม้ว่าไม่มีใครทุกข์จริงอยู่แล้ว แต่องค์พุทธะก็ต้องโปรดสัตว์ให้ได้แจ้งในความจริงตรงนั้นเสียก่อน ไม่อย่างนั้นสรรพสัตว์ทั้งหลายก็จะได้แต่วกวนไปเรื่อยๆไม่รู้จบ

ความถูกผิดนั้นจึงมีสองมิติ คือ โดยความเป็นจริงแล้ว ไม่มีอะไรถูกจริง ไม่มีอะไรผิดจริง ทุกอย่างล้วนว่างเปล่าจากความหมาย ความมี ความเป็นอยู่แล้ว ไม่ยึดกันอยู่แล้ว อันนี้คือนัยแห่งเนื้อหาสัจธรรม หรืออริยะ  นัยที่สองคือ ถูกผิดมีโดยสมมติ แต่สุดท้ายก็ยึดไม่ได้เช่นกัน เพราะมันไม่ใช่ความเป็นจริงแห่งสัจธรรม มันเป็นความถูกผิดอันเป็นสมมติ ซึ่งสัมพันท์อ้างอิงกับโมหธรรมอื่นๆในการตัดสินว่าถูกหรือผิด ดังนั้นเวลาจะสะท้อนเนื้อหาสัจธรรมโดยที่ไม่มีแง่มุมตกค้างให้กับผู้ฟัง ก็ต้องบอกว่า ไม่ใช่ที่ถูกหรือผิด เพราะถูกหรือผิดก็ยึดไม่ได้ทั้งคู่ สุดท้ายแล้วก็โมฆะทั้งคู่ แต่ถ้าไปพูดว่า มันไม่มีถูกไม่มีผิด โดยอนุสัยของผู้คนก็จะไปยึดเข้าทันที พอยึดว่ามันไม่มีถูกผิดเข้า ก็อาจจะหลงไปสร้างกรรมใหม่ๆขึ้นอีกโดยชะล่าใจ และลืมไปว่าสุดท้ายก็ยังมีกฏแห่งกรรมและไตรลักษณ์ควบคุมอยู่โดยเบ็ดเสร็จ

สำหรับอริยะแล้วแม้จะนอกเหนือถูกผิด ไม่ยึดในสิ่งที่ถูกหรือผิดแล้วก็ตาม ท่านทั้งหลายก็ไม่ได้ทำทุกอย่างตามอำเภอใจ แต่ยังคงระวังกรรมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ป้องกันกรรมให้กับสัตว์โลกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยท่านจะทำกรรมตามเหตุปัจจัยพอแค่อาศัยสำหรับธาตุขันธ์และการโปรดสัตว์เท่านั้น หากสร้างกรรมมากเกินไป เกินกว่าบารมีตนจะรองรับได้ เกินกว่าแค่เป็นธรรมอาศัย ก็จะกลายเป็นผิดธรรมและกลายเป็นกรรมกับสรรพสัตว์อีกมากให้ต้องมาไล่แก้ไขไม่รู้จบ แล้วก็อาจจะต้องกลับไปเป็นสัตว์เสียเอง การนอกเหนือถูกผิดของเหล่าอริยะจึงไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ท่านทั้งหลายทำตามอำเภอใจแต่อย่างใด

การสะท้อนสัจธรรมให้ตรงกับสภาวธรรมของผู้ฟังก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะธรรมแต่ละข้อก็ไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน ทุกวาระ ถ้าจะสะท้อนเนื้อหาสัจธรรมให้หมดจด ก็จะต้องสะท้อนให้จบในตัวมันเอง ล้างตัวมันเอง ไม่ให้มีอะไรเหลือยึด ไม่ปล่อยความสงสัยให้คาอยู่กับผู้ฟังผู้อ่าน เพราะเดี๋ยวกรรมนั้นจะสะสมมากๆเข้าแล้วสะท้อนกลับมาปิดบังผู้ถ่ายทอดจากสัจธรรมเสียเองในท้ายที่สุด

No comments:

Post a Comment