Friday, September 20, 2013

อัตลักษณ์ อัตตาลักษณ์

บทความตอนนี้คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบตัวตนของใครหลายคน เพราะมันเป็นเรื่องของอัตตาโดยตรง เป็นเรื่องของอัตตาอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนได้คำใหม่เป็นอัตลักษณ์ (อัตตา-ลักษณะ หรือ ลักษณะของอัตตา) หรือเรียกภาษาอังกฤษว่า Identity อย่าง brand identity ก็คือ อัตลักษณ์ของสินค้าอะไรประมาณนั้น

คนทุกวันนี้พยายามอย่างมากมายเหลือเกินที่จะสร้างอัตลักษณ์เฉพาะตัวให้กับตัวเอง นัยว่าไม่อยากเหมือนคนอื่น อยากโดดเด่นโดดเด้งมากกว่าคนอื่น อยากเป็น somebody อยากให้สปอตไลท์ส่องตัวเอง อยากดัง ก็เลยพยายามจะไป ทำผิวขาวกลูต้า หน้าเด้งโบทอก บิ๊กอายตาโต ทำอกอึ๋มให้ดูสะดุดตา ใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนม ขับรถหรูๆให้ผู้คนยำเกรงในวาสนาบารมี โดยหารู้ไม่ว่า อัตลักษณ์เหล่านั้นมันก็คืออัตลักษณ์สำเร็จรูปที่มีคนคิดให้ เป็นอัตลักษณ์ที่สังคมส่วนใหญ่...ซึ่งเป็นสัตว์โลกผู้มีโมหะเป็นเจ้าเรือนยอมรับกันเองแบบหลงๆงงๆ และคนที่เอาเอกลักษณ์เหมาโหลแบบที่ว่าดูดีนี้ไปใช้ ก็มีเยอะจนมันไม่เป็นเอกลักษณ์หรอกนะ ที่เป็นเอกลักษณ์ขึ้นมาได้ ก็เพราะเธอรู้สึกไปเองว่ามันมีคุณค่ามีเอกลักษณ์เท่ากับเงินที่จ่ายไปแพงๆนั้นแล้ว

ก็ไม่ต้องไปหาอัตลักษณ์ให้ตัวเองหรอกนะ เพราะยิ่งแสวงหาก็ยิ่งโหล หน้าโหลๆ เสื้อโหลๆ นาฬิกาโหลๆ ร้องเท้ากระเป๋าโหลๆ เอาสินค้าโหลๆที่เขาทำมาขายเป็นร้อยเป็นพันชิ้น หรือแม้แต่ไม่กี่ชิ้นในโลก มาใส่ตัว แล้วก็หลงภูมิใจไปเอง ซึ่งมันก็ไม่ได้ช่วยให้มีอัตลักษณ์มากขึ้นหรอกนะ แต่มันก็จะยิ่งโหล เพราะถึงที่สุดแล้ว ทุกผู้ทุกนามก็ล้วนแล้วแต่มีอัตลักษณ์ของตนอยู่แล้ว แบบไม่เคยซ้ำใคร ไม่ต้องไปเอาสินค้าชิ้นเดียวในโลกมาการันตีว่าตัวเองมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวหรอก

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มันพอดีอยู่แล้ว ไม่ขาดไม่เกินอยู่แล้ว มันมีเอกลักษณ์ของมันอยู่แล้ว มันมีอัตลักษณ์ของมันอยู่แล้วโดยลักษณะกรรมทั้งหลายที่ประกอบขึ้นมาเป็นชีวิตแต่ละชีวิต ไม่ต้องไปดิ้นรนหาอะไรให้เป็นอัตลักษณ์ซ้อนลงไปให้เมื่อยอีก...มันดัดจริต

และในความมีเอกลักษณ์ของกรรมทั้งหลายในแต่ละบุคคลนั้น ก็จะประกอบไปด้วยกรรมย่อยๆที่เหมือนชิ้นสินค้าที่ผลิตออกมาเหมือนกันไปหมด ซึ่งกรรมที่เหมือนๆกันนี้เองที่ถูกนำมาร้อยเรียงกันอย่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนเป็นรูปธรรมชีวิตที่ดำรงอยู่แค่ชั่วคราว ทำให้จังหวะของแต่ละชีวิตไม่เหมือนกัน แต่โดยความเป็นจริงแห่งสัจธรรมแล้ว อัตลักษณ์ทั้งหลายที่หลงยึดถือ ยึดติด มันก็ไม่มีจริง แล้วจะเอาอัตลักษณ์หรือเอกลักษณ์อะไรไปภูมิใจอีกเธอทั้งหลาย ในเมื่อมันก็เป็นเรื่องคิดเอาเอง ปรุงแต่งเอาเอง ยึดเอาเอง ทั้งนั้น

การที่หลงคิดเอาว่าตนไม่มีเอกลักษณ์ แล้วไปดิ้นรนหาเอกลักษณ์ สร้างอัตลักษณ์ให้ตนนั้นมันก็เป็นความหลง เป็นตัณหาความอยากสนองอัตลักษณ์ของตนเท่านั้น ไม่ได้รับประกันว่าเธอทั้งหลายจะมีเอกลักษณ์จริง เพราะอัตลักษณ์หรือเอกลักษณ์นั้น เป็นเรื่องของการรับรู้ ทิฏฐิ การตัดสินและการยอมรับจากบุคคลอื่น...อาจจะไปขึ้นกับเจ้าของสินค้าด้วยก็ได้นะว่าเขาจะให้เรามีอัตลักษณ์อย่างไร ต้องจ่ายค่าอัตลักษณ์ที่เขาออกแบบมาเท่าไหร่

การที่เราพยายามจะไปมีเอกลักษณ์หรือสร้างอัตลักษณ์ขึ้นให้ตัวตนของเรา เพื่อเรียกร้องความสนใจ มันก็คือความพยายามให้คนอื่นมองเราอย่างที่เราอยากให้เขามอง อยากให้คนอื่นชื่นชม อยากให้คนอื่นสนใจ อยากให้คนอื่นให้ค่าให้ความหมาย ว่าสวย ว่าหล่อ ว่าฉลาด ฯลฯ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เหนื่อยเปล่าและโมฆะโดยสิ้นเชิง

สุดท้ายปลายทางของความพยายามสร้างอัตลักษณ์นั้นก็คือความว่างเปล่า ความอ้างว้างทางอารมณ์อันกว้างใหญ่ไพศาลและวังเวงเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งจะผลักดันให้เธอหาทางสร้างอัตลักษณ์ใหม่ไปอีกเรื่อยๆ

ขอให้รู้ความจริงเอาไว้เถิดที่รัก ว่าไม่มีใครสนใจใครจริงหรอกนะ ทุกผู้ทุกนามล้วนมองและรับรู้สิ่งต่างๆ เพื่อสนองตัณหาของตนทั้งนั้น เขาเหล่านั้นมองหาสิ่งที่จะมาสนองอัตลักษณ์ของตนอยู่ตลอดเวลาเหมือนเธอเอง ไม่ได้สนใจเธออย่างที่เธออยากให้เขาสนใจจริงๆหรอก นี่ไงถึงบอกว่ามันเหนื่อยเปล่า เพราะเขาทั้งหลายก็ตูดหมึกพอๆกับเธอนั่นแหละ ไม่เชื่อเธอลองใส่เสื้อผ้าขาดมีรูออกไปเดินริมถนนสิ เธอก็จะพบว่าไม่มีใครสนใจรูเสื้อที่เธอหลงกังวลไปเองเลย(ยกเว้นรูใหญ่จนลมโกรกเข้าไปได้) เพราะทุกคนก็จะคอยแต่สาละวนอยู่กับตัวเอง สาละวนกับการสร้างตัวตนในอินเตอร์เน็ต การสร้างตัวตนผ่านจอมือถือ ฯลฯ เพราะเขาเหล่านั้นก็พยายามที่จะให้คนอื่นสนใจตัวเองเหมือนกัน และคนที่พยายามจะให้คนอื่นสนใจตนเอง ก็จะไม่ได้สนใจคนอื่นอย่างแท้จริงหรอกเธอทั้งหลาย

ความพยายามจะเอาความชอบใจของผู้คนทั้งหลายมาเป็นประมาณในการใช้ชีวิตนั้น มันก็ไม่ต่างอะไรกับกรงขังตัวเธอเองเอาไว้เลย การเอาความคิดคนอื่น เอาคาดหวังลมๆแล้งๆเอาแน่ไม่ได้ เอาความนิยมของสังคมมาเป็นประมาณในการใช้ชีวิต เอามันมาครอบกักขังตนไว้ ก็จะรังแต่จะคับแคบอึดอัดกดดันชีวิตไปเสียเปล่าๆ กับแค่การยึดในกายในใจเรา หมกมุ่นกับตัวเองก็แย่พออยู่แล้ว นี่ยังเอากรงมาครอบตัวเองไว้อีก...เธอจะบ้าเหรอที่รัก...ตูดหมึกไปมั๊ย

หรือบางคนเอากระแสสังคมมาเป็นประมาณในการผลักดันตนเองให้กลายเป็น somebody ขึ้นมา สุดท้ายก็เห็นแบกเอาไว้ไม่ได้สักคน เพราะการแบกความคาดหวังของสังคมคนตูดหมึกนั้นมันเครียด กดดัน และมีแต่เรื่องราวบ้าๆบอๆตามมาอีกเพียบ จนบางคนโดนความคาดหวังที่คนอื่นมีให้ ทำร้ายเอาอย่างโหดร้าย ก็มีให้เห็นมากมาย เพราะเขาเหล่านั้นรับรู้สิ่งต่างๆเพียงเพื่อสนองตัณหาความอยากรู้ อยากเห็น อยากวิจารณ์คนอื่นเพื่อให้ตนรู้สึกว่าเป็นคนดีกว่าเหยื่อที่ตนกล่าวถึงเท่านั้นเอง ไม่ได้สนใจคุณค่าอะไรของเธอจริงๆ

เมื่อเธอทั้งหลายเข้าใจความตูดหมึกของคนในสังคมได้ดังนี้แล้ว ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล ก็ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง ไม่ต้องห่วงว่าใครจะมองเธออย่างไร ชอบหรือไม่ชอบอย่างไรอีกต่อไป ก็ปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมันเองโดยไม่ต้องดิ้นรนอะไร อย่าไปคิดว่าจะต้องหาอัตลักษณ์ของตนอย่างไรอีก เพราะในสังสารวัฏนี้มันไม่มีอะไรที่เป็นอัตลักษณ์หรือเอกลักษณ์จริงอยู่แล้ว ทุกอย่างถูกทำซ้ำใช้ซ้ำมาแล้วนับกัลป์นับกัปป์ไม่ถ้วน จนไม่มีอะไรใหม่แล้ว

ปล่อยเลย แล้วมันก็จะหมดความดิ้นรนทางใจ หมดความดิ้นรนภายในและภายนอก เป็นอิสระจากกายใจของเธอไปเอง เมื่อนั้นเธอทั้งหลายก็จะเข้าถึงอิสรภาพที่แท้จริง ซึ่งมันไม่เนื่องด้วยเหตุปัจจัยทั้งหลายภายนอกภายในแม้แต่นิดเดียว

1 comment:

  1. ช่วงนี้ออกแบบซีดีให้หลวงพ่ออยู่ 3 ชุดครับ เลยยุ่งๆหน่อย แล้วก็ขอแจ้งเอาไว้ตรงนี้ก็แล้วกันว่า ผมจะเดินทางไปวัดร่มโพธิธรรม วันที่ 5-6-7 ต.ค. 56 นี้ครับ ท่านใดไปวัดช่วงวันดังกล่าวแล้วอยากจะเจอผมก็โทรหาเอาก็แล้วกันครับ

    ReplyDelete