Monday, September 16, 2013

ทำไมการทำหมู่สงฆ์แตกแยกจึงเป็นอนันตริยกรรม?

เชื่อว่าส่วนใหญ่คงจะรู้กันแล้วว่าการทำหมู่สงฆ์แตกแยกเป็นอนันตริยกรรม

แต่จะมีใครรู้ไหมว่าทำไมถึงเป็นอนันตริยกรรม?

ก่อนอื่นต้องแจงก่อนว่า อนันตริยกรรม ตามที่เข้าใจว่าห้ามนิพพานกันเลยนั้น ไม่ใช่ซะทีเดียวนะครับ แต่เป็นกรรมที่ส่งผลนานมากจนแทบจะเป็นอนันต์ คือแทบจะหาจุดจบไม่เจอกันเลยทีเดียว

อย่างพระเทวทัตที่ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อเลือด ก็เป็นอนันตริยกรรม แต่ที่สุดก็ได้รับคำพยากรณ์ว่าจะสำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในการอนาคต(ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ แต่รู้ว่านานมากๆ)

แล้วทำไมการทำหมู่สงฆ์แตกแยกจึงกลายเป็นอนันตริยกรรมได้?

การแตกแยกที่ว่านั้น ไม่ได้หมายถึงการแตกแยกเพราะการทะเลาะเบาะแว้งด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างลาภ ยศ บรรดาศักดิ์ ผลประโยชน์ในหมู่สงฆ์นะครับ อย่างนั้นมันจิ๊บจ๊อย แค่ไปใช้กรรมในนรกตามเหตุที่สร้างไว้เท่านั้นเอง แต่อนันตริยกรรมที่ว่านั้น ต้องเป็นกรรมที่ทำให้เกิดการแตกแยกในแนวทาง ในวัตรปฏิบัติที่แต่ละฝ่ายมุ่งแต่ยึดเอาว่าสิ่งที่ตนสอนนั้นดีกว่าสำนักอื่น จนเป็นเหตุให้เกิดการแบ่งแยกเป็นสำนัก เป็นนิกาย เป็นลัทธิขึ้นมา ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว องค์คุรุทั้งหลายที่เรายกให้ท่านเป็นต้นนิกาย ท่านก็ไม่ได้แบ่งแยกหมู่สงฆ์ออกจากกันนะครับ ท่านก็มีอนุสัยในการสอนศิษย์แตกต่างกันไปตามอนุสัยเดิมของตน และโดยความเป็นจริงท่านก็ใช้ธรรมทั้งหมดในการสอนศิษย์แบบไม่แบ่งแยกแตกต่างอะไร เพราะเข้าใจอยู่แล้วว่าศิษย์แต่ละคนมีพื้นฐานกรรมมาต่างกัน จะมาให้ธรรมเหมือนกันหมดไม่ได้ เพียงแต่ศิษย์ที่มาเจอท่านอาจจะมีลักษณะของกรรมที่คล้ายและสัมพันธ์กับท่าน จนท่านต้องสอนในลักษณะจำเพาะเดิมๆซ้ำๆ เพราะแก้ทางกันได้ ทำให้คนภายนอกที่มองเข้าไปวิเคราะห์และจัดหมวดหมู่ด้วยการแปะป้ายว่า นี่เป็นแนวเซน นี่เป็นมหายาน นี่เป็นเถรวาท ฯลฯ กันเอาเอง โดยที่คุรุที่เป็นผู้สอนก็ไม่ได้รับรู้การแบ่งแยกหมวดหมู่อะไรด้วยเลย เพราะท่านไม่ได้แบ่งแยกแตกต่างในความเป็นนิกาย พอพระสงฆ์รุ่นหลังๆ มายึดเป็นแนวทาง ก็พยายามไปทำให้แนวทางนั้นกลายเป็น "วัตรปฏิบัติ" ในสายตน กลายเป็นสิ่งยึดติดของศานุศิษย์ จึงเกิดเป็นการแบ่งแยกเป็นนิกายขึ้น อนันตริยกรรมจึงเกิดขึ้นตรงนั้นเอง ไม่ได้เกิดจากองค์คุรุต้นธรรมแต่อย่างใด

ซึ่งการแบ่งแยกหมู่สงฆ์ที่เป็นอนันตริยกรรมนั้น มันก็คือการไปแบ่งแยกธรรมของพระพุทธเจ้าที่มีถึง 84000 พระธรรมขันธ์ออกเป็นแนวทางย่อยๆ ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วจะไปแบ่งแยกไม่ได้ เพราะมันกลายเป็นการแบ่งแยกธรรมตามจริต ตามอนุสัย ตามทิฏฐิความเชื่อของตนไปแล้ว อนันตริยกรรมนี้มันก็คือกรรมที่ไปปรามาสองค์คุณองค์ธรรม สร้างแง่สร้างมุมให้แก่พระธรรมอันเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ จนกลายเป็นทิฏฐิในธรรมปิดบังเนื้อหาสัจธรรมแท้ๆอันแบ่งแยกไม่ได้ไปโดยสิ้นเชิง

ผู้ที่มีส่วนร่วมในอนันตริยกรรมนี้จึงมีกรรมมาบดบังจากนิพพานตลอด เพราะมีแง่มุมว่าสำนักโน้นดีกว่า สำนักนี้ แนวทางนี้ดีกว่าแนวทางโน้น เลยไม่เข้าใจเนื้อหาสัจธรรมจริงๆ ได้แต่ใช้แนวทางของสำนักตนในการสอนลูกศิษย์ ทำให้ติดอยู่ในแง่มุมเดิมๆนั้น ไม่กว้างขวางในธรรมทั้งหลาย เมื่อไปเกิดในภพชาติใหม่ๆ ก็จะไปตกอยู่ในท่ามกลางทิฏฐิของการแบ่งแยกนั้น และหลงเข้าไปยึดเป็นแนวทางของตนเองตลอดเวลา

ไม่เท่านั้น บรรดาศิษย์ทั้งหลายที่เดินตามอาจารย์ ก็จะมีผลกรรมส่งไปปิดบังอาจารย์ผู้สอนตลอดไม่ว่าจะกี่ภพกี่ชาติผ่านไปก็ตาม(ลองนึกจำนวนคนที่หลงแบ่งแยกนิกาย คูณด้วย จำนวนของภพชาติของแต่ละคนดูแล้วจะรู้ว่ามันใกล้เคียงคำว่าอนันต์แค่ไหน) ผู้ที่แบ่งแยกสงฆ์ออกจากกันโดยความเป็นนิกาย เป็นสำนัก เป็นแนวทาง จึงต้องพบกับกรรมที่บังสัจธรรมอยู่ตลอดเวลา ข้ามกัลป์ ข้ามกัปป์ ข้ามพุทธันดรไปแล้วมากมาย แต่ก็ไม่สามารถที่จะจบให้ตนเองได้เลย แม้จะพบสัจธรรมแท้ๆอยู่ตรงหน้าแล้วก็ตาม

ส่วนการแตกแยกของสงฆ์ในลักษรณะการทะเลาะเบาะแว้ง แบ่งพวกทะเลาะเบาะแว้งชั่วครั้งชั่วคราวนั้น ไม่ใช่อนันตริยกรรมครับ เป็นกรรมธรรมดา หากไม่มีการเข้าไปแบ่งธรรมตามลักษณะอนุสัยของตนก็ไม่ได้เป็นอนันตริยกรรม แต่ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์หรือฆราวาสก็ตาม ไม่ควรที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอนันตริยกรรมเลย จะศึกษาพระธรรมก็ทำไปโดยที่ใจไม่ต้องไปแบ่งแยกอะไร ไม่ต้องไปแบ่งแยกว่าเราจะศึกษาเถรวาท ศึกษามหายาน ศึกษาเซน ศึกษาวัชรยาน ไม่ต้องไปสนใจการจัดหมวดหมู่ใดๆ เพราะที่สุดแล้วธรรมทั้งหลายของแต่ละสำนัก แต่ละสายก็เคยเป็นหนึ่งเดียวกันมา ก่อนที่จะถูกแบ่งแยก และการที่แบ่งแยกธรรมออกไปเป็นสายเป็นนิกายนี่เอง ที่ทำให้นิพพานกลายเป็นเรื่องยากจนถึงขั้นหลงกันได้เลย

เพราะอะไร?

เพราะเวลาที่พระพุทธองค์ทรงให้ธรรมกับใคร พระองค์ท่านก็จะพิจารณาเห็นความเหมาะสมในกาละและเทศะนั้นๆว่าควรให้ธรรมเช่นใด อย่างบางคน พระองค์ท่านก็จะให้ธรรมแบบสมุจเฉทเด็ดขาด เพราะอินทรีย์พละทั้งหลายพร้อมมูลอยู่แล้ว สามารรถบรรลุธรรมอย่างฉับพลันได้ทันที พระองค์ท่านไม่ได้มีเงื่อนไขว่าให้ทุกคนไปเดินจงกรมนั่งสมาธิเสียที่ไหน สิ่งที่พระองค์ท่านทำอยู่เสมอคือกล่าวสัจธรรมความจริงให้พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังเพื่อที่จะคลายจากสมมติ โมหะ ตัณหา อุปาทาน ที่ปิดบังความจริงอยู่ โดยที่พระองค์ท่านไม่เคยแบ่งแยกธรรมออกจากกัน ส่วนการที่พระสงฆ์แต่ละรูปจะไปเดินจงกรม นั่งสมาธิเองนั้นก็เป็นเรื่องของกรรมส่วนบุคคล คนเราเวลาจะใช้กรรมน่ะ ขนาดพระพุทธเจ้ายังห้ามไม่ได้เลยครับ

และเหตุที่พระองค์ท่านไม่ได้แบ่งแยกธรรมเหล่านี้ออกเป็นสำนัก เป็นนิกาย จึงทำให้พระองค์ท่านจึงไม่ติดแง่มุมใดในการถ่ายทอดธรรม พระองค์ท่านจะใช้ธรรมในลักษณะไหนก็ได้ ตามเหตุปัจจัยอันควรแก่บุคคลนั้นๆ ในขณะที่ชาวเถรวาทจะไม่ใช้ธรรมของมหายาน ส่วนฝ่ายมหายานก็ไม่ใช้ธรรมของเถรวาท เซนก็ไม่ใช้แนวทางของวัชรยาน อันส่งผลให้ติดขัดในธรรมทั้งหลายไปหมด เพราะสภาวะของแต่ละบุคคลตั้งแต่เริ่มคลี่คลายไปจนถึงการจบภพจบชาติโดยเด็ดขาดนั้น ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยธรรมอันเหมาะสมตามลำดับขั้นไป จะใช้ธรรมแบบเดิมๆที่สำนักของตนยึดถือเอาอย่างเดียวไม่ได้

เหตุนี้เองที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ จึงมักจะประกาศเสมอว่าวัดร่มโพธิธรรม ไม่มีสาย ไร้สาย ไม่มีนิกาย ไม่แบ่งสำนัก เพราะท่านใช้ธรรมทุกอย่างในการโปรดสัตว์อย่างกว้างขวางโดยไม่แบ่งแยกธรรมเดิมแท้ออกจากกัน เวลาท่านจะให้ธรรมกับใคร ท่านก็จะให้อย่างเหมาะสมแก่บุคคลนั้นๆตามสภาวะนั้นๆไปเอง ซึ่งตั้งแต่ที่ผมได้เจอกับหลวงพ่อฯท่านมา ผมก็เห็นท่านให้ธรรมหมดทุกแนวครับ บางทีก็ไล่ให้ศิษย์ไปเดินผ่อนคลายบ้าง(เดินจงกรมนั่นแหละ แต่เดินแบบผ่อนคลายไม่ตั้งเอา จึงใช้คำว่าไปเดินทิ้งซะบ้าง) พาเคลื่อนไหวทำงานไม่ให้แช่ให้จมบ้าง พูดสัจธรรมให้ฟังบ้าง เปิดให้มีการสนทนาบ้าง ให้ธรรมแบบสมุจเฉทบ้าง พูดให้กำลังใจบ้าง กล่าวธรรมของมหายานบ้าง วัชรยานบ้าง อ้างอิงเถรวาทบ้าง เพื่อสรุปสัจธรรม แล้วแต่เนื้อหาของคนฟังว่าจะรองรับได้แค่ไหนอย่างไร สภาวะเป็นอย่างไรในตอนนั้น แต่สุดท้ายท่านจะสรุปจบให้เสมอ ไม่ปล่อยให้เป็นธรรมปลายเปิดไปคิดต่อกันเอาเองโดยเด็ดขาด ส่วนคนฟังจะจบตามหรือไม่จบตามท่านได้หรือไม่ มันก็ขึ้นอยู่กับกรรมของคนฟังเองด้วย แต่อย่างน้อยสัญญาที่ท่านฝากเอาไว้ มันจะเหมือนกุญแจไขรหัสนัยแห่งนิพพานที่จะทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อถึงวาระที่จะได้ตรงต่อสัจธรรมไปเอง ซึ่งบางคนตอนฟังท่านก็ไม่เข้าใจหรอก แต่พอเอาไปฟังอีกรอบ สองรอบ สามรอบ ก็จะแจ้งตามได้ คลี่คลายออกเองทันที บางคนฟังสัจธรรมแล้วก็หายไปเป็นปี พอวันนึงคำๆนั้นที่หลวงพ่อท่านได้ให้ไว้ เกิดผุดขึ้นมาในใจเอง ก็แจ้งได้เช่นกัน

นอกจากนั้นท่านก็ยังนำการขอขมากรรม การอโหสิกรรมมาใช้ในการปลดเปลื้องพันธนาการแห่งกรรมทั้งหลายอย่างที่ไม่เคยมีใครนำมาใช้ด้วย โดยไม่ได้สนใจว่าใครจะมองท่านหรือตัดสินท่านยังไงด้วยซ้ำ การโปรดสัตว์ของหลวงพ่อฯท่านจึงกว้างขวางไร้ขอบเขตตามเนื้อหาสัจธรรม อันไม่เป็นที่คุ้นเคยตามวิถีที่ทำๆกันมาในการเลือกสำนัก และเนื้อหาของท่านก็พาจบให้อย่างเดียว สรุปโลก สรุปธรรมอย่างเดียว ตัดตรงไปที่เนื้อหาแบบไม่อ้อมค้อม เหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจ ส่วนถ้าจบเป็นแล้วจะโปรดสัตว์หรือไม่โปรดสัตว์ก็แล้วแต่บุคคล

ลองพิจารณาดูครับว่า ถ้าวัดร่มโพธิธรรมประกาศตัวเป็นมหายาน เป็นเซน ชาวเถรวาทจะฟังไหม นิกายอื่นๆจะฟังไหม ถ้าประกาศตัวเป็นเถรวาท มหายานจะฟังไหม สายอื่นๆจะฟังไหม แล้วชาวเถรวาทจะจำเนื้อหาเดิมๆมาปิดบังตัวเองตอนฟังสัจธรรมอีกไหม เนื้อหาสัจธรรมที่หลวงพ่อท่านถ่ายทอดจึงไม่มีแบ่งแยกนิกาย แต่สามารถฟังทะลุทะลวงได้ทุกนิกาย ล้างแง่ล้างมุมในคำสอนของแต่ละนิกาย ให้เข้าตรงถึงเนื้อหาสัจธรรม โดยไม่ต้องไปติดทิฏฐิความเป็นนิกายใดๆ ท่านสามารถอธิบายเนื้อหาของทุกนิกายได้ชนิดเถียงไม่ออกจริงๆ เพราะสิ่งที่ท่านถ่ายทอดมานั้น เป็นสัจธรรมที่เป็นเนื้อหาดั้งเดิม ก่อนที่จะเกิดการแบ่งแยกเป็นนิกาย จนเลยเถิดมาจนถึงทุกวันนี้

ผู้ที่ฟังสัจธรรมเข้าใจจริงๆนั้น ในใจเขาไม่ได้แบ่งแยกหรอกว่าจะเป็นเถรวาทหรือมหายาน ขอให้เป็นสัจธรรมแท้ๆเท่านั้น ผู้ฟังจะรู้ได้เองกับตัวตรงนั้นเดี๋ยวนั้น โดยไม่ต้องเอาทิฏฐิความเป็นนิกายมาแบ่งแยกจัดหมวดหมู่ก่อนทำความเข้าใจแต่อย่างใด

ส่วนใครที่ฟังสัจธรรมโดยอ้างอิงจากความรู้เก่าๆเดิมๆที่เข้าใจผิดมา ก็จงละทิ้งทิฏฐินั้นเสีย และขอขมากรรมในส่วนที่เคยวิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ ปรามาสองค์คุณองค์ธรรม หลงแบ่งแยกสัจธรรม จนเกิดทิฏฐิในการแบ่งแยกแตกต่างในพระธรรมทั้งหลายบนพื้นฐานของความเป็นนิกายลงเสีย แล้วจะฟังสัจธรรมเข้าใจไปเอง

No comments:

Post a Comment