Monday, September 2, 2013

พลังงานแทรก

เมื่อโดนภูมิต่ำแทรก จิตภายในก็เป็นแบบนี้ได้เหมือนกัน
ขอหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดหน่อย เพราะช่วงที่ผ่านมามีกระแสพลังงานจากภาคส่วนต่างๆลงมาแทรกในหมู่ผู้คนมากมาย เป็นพลังงาน(กรรม)เก่าที่ตกค้างอยู่ในโลกบ้าง เป็นพลังงานที่ลงมาจากกลุ่มมารบ้าง มาจากนอกโลกบ้าง แทรกซ้อนให้เกิดกรรมไปทั่ว หากไม่รู้จักชำระล้างแล้ว บางทีกรรมที่เกิดขึ้นก็อาจจะบังพระสัจธรรม ไปจนกระทั่งกล่าวหมิ่นองค์คุณเบื้องสูงก็มี

อย่างเมื่อวันก่อนเจ้าตัวเล็กที่บ้าน ขณะที่กำลังนั่งดูการ์ตูนด้วยกันอยู่ อยู่ๆเขาก็ร้องไห้ออกมาแบบไม่มีเหตุอะไรเลย แล้วก็บอกว่า อยากร้องไห้ แต่นโมไม่ได้เศร้านะ แค่อยากร้องเขาก็ร้องเลย เขาเองก็ไม่รู้ว่าร้องทำไมมันไม่มีเหตุเลย (แต่เหตุการณ์นี้เป็นในช่วงที่สนทนาธรรมกับญาติธรรมท่านนึงจบพอดี ไม่รู้ว่าพลังงานนั้นแทรกเข้ามาทางโทรศัพท์หรือเปล่า) ตอนนั้นก็รู้เลยว่าถูกแทรกแล้ว(แต่สัมผัสได้ว่าไม่ใช่มารนะ) ผมก็เลยจะพาหยาดน้ำ แต่เขาไม่ยอม ผมจึงหยาดให้ สักพักเขาก็คลายออกเอง เคลียร์ออกไปเอง

เรื่องพลังงานแทรกนี้มีอยู่มานานแล้วครับ จะมาในรูป ผีสิงบ้าง ผีแทรกบ้าง มารแทรกบ้าง ปอบบ้างฯลฯ ทั้งนี้ทั้งนั้น พลังงานแทรกเป็นการเรียกการแทรกแซงธาตุขันธ์โดยจุดประสงค์ใดจุดประสงค์หนึ่งที่ไม่ใช่การโปรดสัตว์ อาจจะเป็นการทวงแค้น ป่วนศาสนา ขัดขวางการโปรดสัตว์ ชำระกรรม ฯลฯ

ส่วนการผ่านญาณจากองค์คุณเบื้องสูงจะผิดแผกแตกต่างกัน ไม่นับเป็นการแทรกเพราะพลังงานแทรกนั้น เขาแทรกลงในบุคคลเพราะมีกรรมสัมพันธ์ร่วมกันเพื่อการชำระกรรมบ้าง ต้องการให้โปรดฯบ้าง สำคัญคือต้องมีเชื้อกรรมในการที่เขาจะเข้าไปแทรกหรือครอบงำเอาได้ แต่การผ่านญาณวิถีขององค์คุณเบื้องสูงจะเป็นไปเพื่อการโปรดสัตว์เท่านั้น และจะผ่านญาณมายังธาตุขันธ์ของผู้ที่มีเนื้อหาในการโปรดโดยตรง ซึ่งผู้โปรดสัตว์หนึ่งท่าน อาจจะรองรับญาณวิถีขององ์คุณเบื้องสูงเป็นจำนวนมาก เป็นไปอย่างกว้างขวาง ไม่จำเพาะเจาะจงว่าจะยอมให้องค์คุณผ่านแค่องค์เดียว ซึ่งกรณีที่ธาตุขันธ์ใดยอมให้องค์คุณผ่านได้เฉพาะองค์เดียวเหมือนการจองเอาไว้ แบบนี้ชาวบ้านเรียกกันว่า การเข้าทรง หรือการประทับทรง ซึ่งเนื้อหาการโปรดสัตว์ก็จะแตกต่างกันไป กว้างขวางหรือคับแคบตามบารมีธรรม

สำหรับองค์ทรงนั้น ไม่ใช่ว่าองค์ทรงทั้งหมดจะเป็นเทพหรือองค์คุณเบื้องสูงหมดนะครับ บางทีก็มีมารแอบแฝงมาบ้างก็เป็นไปได้ สังเกตง่ายๆคือ ญาณวิถีขององค์คุณเบื้องสูงที่ผ่านมาโปรดฯ จะพาสรรพสัตว์ให้จบความเป็นสรรพสัตว์อย่างเดียว ยุติดกรรมให้อย่างเดียว ท่านจะไม่พาวน องค์คุณของเทพเทวาหรือพรหมบางส่วนอาจจะใช้องค์ทรงในการสร้างบารมีบนโลก ก็จะเป็นไปแบบการช่วยเหลือทางโลก ให้คลี่คลายจากทุกข์ได้ชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ได้พายุติกรรมเหมือนองค์คุณเบื้องสูง ส่วนถ้าใครพูดสัจธรรมเพื่อความน่าเชื่อถือ แต่แอบแทรกลักษณะของการพาวน พาติด พาตั้งเอาอยู่เรื่อยๆ เล่นกับอุปาทานของคนฟังอยู่เรื่อยๆ เพื่อสร้างความสับสนในข้อธรรมจนหลงไปปรามาสสัจธรรม ลักษณะนี้คือมารแทรกครับ ซึ่งมารที่แทรกมาในลักษณะนี้บางที่พูดสัจธรรมเนียนมากดูแทบไม่ออก และคนส่วนใหญ่ก็ดูกันไม่ออกจริงๆนั่นแหละ

ช่วงที่ผ่านมา มารแทรกเยอะจริงๆ เขาก็มาป่วนคนที่ได้มาเจอสัจธรรมนี่แหละ พาให้หลงบ้าง พาให้หมิ่นองค์คุณ หรือปฏิฆะสัจธรรมบ้าง พาให้เสื่อมจากธรรมบ้าง ผมเจอมาเยอะพอสมควรก็จะดูออก มีที่เนียนมากๆก็มี กว่าจะดูออกก็ใช้เวลานานเหมือนกัน เพราะมารบางตนก็ใช้วิธีแทรกซึมแอบแฝงไม่แสดงตัวปฏิฆะโดยตรง แต่จะรอจังหวะที่ใครกำลังสับสนเข้าแทรกและสอยเป็นรายๆไป

วิธีการที่มารใช้นั้น เขาจะใช้วิธีการสร้างอุปาทานให้ผู้คน พยายามอ้างอิงสัจธรรมเพื่อความน่าเชื่อถือ(แต่จริงๆมันมั่ว) ใช้การคำและวิธีสื่อสารที่ไม่ชัดเจนคลุมเครือ ปกปิดซ่อนเร้น เล่นในแง่มุมที่ยังไม่ชัดเจนสำหรับผู้ที่กำลังกลั่นกรองสัจธรรม โดยการตั้งคำถามลวงให้เกิดการวิจัยวิจารณ์สัจธรรม หาถูกหาผิด แต่ปากก็พร่ำบอกว่าไม่มีอะไรผิดอะไรถูก(แล้วจะมาถามหาแง่มุมทำแมวเหมียวอะไรไม่ทราบ) ใครเผลอไปวิพากษ์วิจารณ์ ลังเลสงสัย ในสัจธรรม เขาก็จะใช้จุดนั้นแหละ เข้ามาแทรกเอาได้ บางคนถูกแทรกหนักๆเข้า จะกลายเป็นเหมือนร่างทรงของมารต้นแบบเอาได้เลยก็มี เอาวิบากกรรมของมารตนนั้นไปใช้แทนเลย

จะไม่ให้หลงกลมาร ก็ง่ายๆอย่างที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ท่านบอกมาเสมอล่ะครับ ก็ช่าง จะสงสัยก็ช่าง จะเอ๊ะอ๊ะก็ช่างมัน แค่นี้มันก็จะไม่มีการไหลเข้าไปติดไปหลุดอะไรอีก เพราะคำถามที่มารตั้งขึ้นมา มีจุดประสงค์จะล่อให้เกิดวิจิกิจฉาครับ ก่อนจะเกิดวิจิกิจฉามันก็มีตัณหานำมาก่อน ดังนั้นการไปวนแสวงหาคำตอบให้แก่คำถามลวงนั้นไม่ใช่สัจธรรมครับ แต่เป็นการหลงไปตามตัณหาเรียบร้อยแล้ว ลวงให้หลงไปติดในทิฏฐิเรียบร้อยแล้ว ขณะที่คนตั้งคำถามก็จะบอกว่ามันเป็นธรรมชาติของมันอยู่แล้ว ซึ่งมันก็คือการ interlock เป็นการใช้สัจธรรมแบบมั่วๆมาปิดกั้นคนฟังให้ออกห่างจากสัจธรรมแท้ๆไปในที่สุด

ก็ถ้ามันเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว องค์พุทธะก็ไม่มีกิจต้องโปรดสัตว์สิครับ จริงไหม

ที่องค์พุทธะกับมหาบารมีทั้งหลายยังต้องลงมาโปรดสัตว์ก็เพราะ สรรพสัตว์หลงจริง ทุกข์จริง อินจริงไม่ใช้ตัวแสดงแทน คือมันเป็นทุกข์จริงๆสำหรับสรรพสัตว์ แล้วก็แสวงหาทางออกกันแต่ก็ไม่เจอ ท่านจึงต้องลงมาเพื่อบอกกล่าวสัจธรรมความเป็นจริงเพื่อให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้หลุดพ้นจากอำนาจตัณหาอุปาทานในสมมติ เมื่อแจ้งในสัจธรรมแล้วก็จะได้อยู่กับสมมติในลักษณะแค่อาศัย วิมุตติท่ามกลางสมมติ ไม่ติดไม่หลุดไปกับมัน ไม่หลงอิน หลงขัดแย้งหรือหลงจริงจังไปกับมัน ไม่ว่าจะแง่ใดแง่หนึ่ง เรียกว่าหลุดพ้นในท่ามกลางสรรพสิ่ง สรรพธาตุ สรรพธรรมทั้งหลายไปเอง

ส่วนวลีที่ว่านิพพานอยู่แล้วนั้น ความหมายจริงๆก็คือนิพพานรองรับสังสารวัฏอยู่แล้ว แต่ที่ต้องพูดว่านิพพานอยู่แล้วเพื่อให้ยุติกรรม ยุติเจตนาความหลงที่จะไปแสวงหานิพพาน คนที่ฟังเข้าใจก็จะค่อยๆคลายจากโมหะตัณหาอุปาทานในสมมติไปเอง ยุติกรรมไปเอง วิมุตติไปเอง ถ้าไปตีความว่าสรรพสัตว์นิพพานอยู่แล้ว แบบนี้องค์พุทธะท่านก็ไม่ต้องลงมากได้นิ ฉะนั้นอย่าแมวเหมียวให้มากนะมารทั้งหลาย

ลักษณะของมาร เขาจะพาคนหลงวน พาให้ออกห่างจากสัจธรรม พาให้เสื่อมในธรรม เอาไปเป็นบริวารบ้าง ครอบงำให้ทำกิจแทนตนบ้าง ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นกรรมทั้งนั้น การที่มารบอกว่า มารก็มีกิจของมารมันจึงเป็นเพียงการอ้างความชอบธรรมในการก่อกรรมเท่านั้นเอง และที่สุดแล้วมารก็ต้องได้รับการโปรดเช่นกัน เพื่อไม่ให้หลงทำกิจอีก ทุกวันนี้โลกธาตุปั่นป่วนเพราะทุกภาคส่วนหลงจริงจังกับการทำหน้าที่มากเกินไป มารก็มารมากเกินไป ล้ำเส้นเกินไป จะทำยอดเอาโบนัสหรือไง ถ้าเยอะกันเกินไปพูดไม่ฟังก็ต้องปราบเหมือนกันนะ จะได้ไม่เป็นกรรมต่อสรรพสัตว์อีก

การโปรดมารนี่ไม่ง่ายนะครับ ถ้าบารมีไม่ถึงก็โปรดยาก เพราะบางทีมารก็ครอบงำเราซะงั้น ซึ่งการให้มารครอบงำนี่ไม่ใช่การโปรดนะ แต่เป็นการร่วมกรรมไปกับมารอย่าเข้าใจผิดคิดว่าตนยอมให้มารครอบแล้วจะได้โปรดได้ ถ้าถูกครอบงำแทนที่จะโปรดมาร กลับกลายเป็นการถูกมารสนตะพายเอาไว้ใช้งาน แทนที่จะใช้กิเลสเป็นโพธิ กลับกลายเป็นทาสกิเลสตัณหาไปเสียเองอีก

มีอีกอย่างหนึ่งที่ต้องระวัง คือมีธรรมในบางลักษณะที่หมิ่นเหม่จะทำให้เข้าใจผิดได้ อย่างการใช้กิเลสเป็นโพธินี่ต้องระวังนะครับ ที่หลวงพ่อท่านไม่สอนก็เพราะมันเป็นเนื้อหาของผู้ที่บรรลุธรรมแล้วเท่านั้น ถ้าเอามาสอนคนทั่วไปรับรองว่า จะเตะเข้าประตูตัวเองกันสนุกเลยล่ะ และขืนเอาไปใช้สุ่มสี่สุ่มห้า ระวังมารแทรกเอาได้ ดังนั้นก็อย่านึกว่าใช้ธรรมระดับสูงแล้วจะเท่นะครับ เพราะของจริงน่ะไม่มีธรรมใดอื่นอีกนอกจาก ว่างจากธรรมเสียเอง ธรรมก็เป็นเพียงแค่อาศัยเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่ต้องมีต้องเป็นตลอดเวลา

ถ้าท่านใดหลงคิดว่าผมไม่โปรดมารก็คิดผิดนะครับ โปรดมารมานานแล้ว แต่ไม่ได้บอกใคร ก็ไอ้ศาสตร์ที่ใช้สื่อสารนี่ก็ศาสตร์ของมารนะครับ เอาศาสตร์แห่งมายาของมารมาใช้ในการเผยแพร่ ช่วงที่รับเอาศาสตร์นี้เข้ามาใหม่ๆเมื่อนานมาแล้ว(ก่อนเจอหลวงพ่อฯนานมาก) ก็หลงมายาของสื่อไปพอสมควร แต่ก็เบาลงตามลำดับ ก็ใช้ศาสตร์ของมารในการโปรดเพื่อให้เขามีส่วนในบารมีการโปรดสัตว์ ไม่ได้หลงมัน แต่หากใช้การสื่อสารไปเพื่อตัวเองหรือเพื่อสนองตัณหาตนเองเมื่อไหร่ มารก็จะแทรกทันที ถูกครอบงำทันทีเหมือนกัน แต่ไม่ต้องห่วงครับ เอาอยู่ เคลียร์ไปเรียบร้อยแล้ว ยังมีมารอีกเยอะที่เข้ามาแทรกคนโน้น แทรกคนนี้ ก็โปรดไป โปรดไม่ได้ก็ปราบบ้างตามอาการหนักเบา

อาการถูกแทรกส่วนใหญ่จะสร้างความปั่นป่วนสับสนในข้อธรรม เช่น บางทีอยู่ๆก็เกิดอาการปฏิฆะสัจธรรมขึ้นมา เกิดอาการไปหลงวนในการวิจัยวิจารณ์จนกลายเป็นแง่มุมกรรมที่ขึ้นมาปิดกั้นปิดบังสัจธรรม จนเลยเถิดไปถึงการออกมากล่าวหมิ่นองค์คุณ ปรามาสสัจธรรม กลายเป็นกรรมหนักที่ปิดบังสัจธรรมชนิดที่มืดบอดไปก็มี ถ้าเลยเถิดไปถึงหมิ่นองค์คุณ หมิ่นสัจธรรม เอาสัจธรรมมาพูดแบบเล่นแง่หรือท้าทายหมิ่นเหม่นี่ก็ช่วยไม่ได้แล้วครับ เพราะถ้าถึงขนาดนี้ เขาก็จะไม่ยอมขอขมากรรมแล้ว

ถ้าใครเอ๊ะอ๊ะกับสัจธรรมหรือผู้โปรดสรรพสัตว์ขึ้นมา ก็สามารถเปล่งวาจาอโหสิออกมาได้ทันที ต้องออกเสียงนะครับ แล้วพลังงานที่แทรกเข้ามาก็จะถูกล้างทันที

การโปรดมารอย่างง่ายๆก็คือ นำพาขอขมากรรมในส่วนที่เคยขัดขวางการโปรดสัตว์ขององค์พุทธะและมหาบารมีทั้งหลาย กรรมในส่วนที่เคยใส่ร้ายป้ายสี ปรามาสองค์คุณ ชักจูง ล่อลวง บิดเบือนเนื้อหาเพื่อสร้างอุปาทานหลอกให้ผู้คนเสื่อมจากธรรม หรือเข้าใจเนื้อหาสัจธรรมผิดๆ นำข้อธรรมทั้งหลายไปถกเถียงเอาแพ้เอาชนะคะคาน และขอขมาในกรรมส่วนที่เคยแทรกแซงธาตุขันธ์เพื่อสนองตัณหาตนเอง กรรมที่เคยไปชี้นำผู้คนให้เข้าใจสัจธรรมและผู้โปรดสรรพสัตว์อย่างผิดๆ

ท่านใดเจอมารเล่นลิ้นก็อย่าไปเถียงกับมัน ถ้ากระดูกไม่ไม่แข็งพอเดี๋ยวเสร็จมัน พวกนี้ไล่ไม่ค่อยจน ดิ้นหนีไปได้เรื่อย ขนาดจะจนมุมแล้วยังแถไปเรื่องอื่นได้อีกทั้งๆที่เรื่องเก่ายังไม่เคลียร์  เพราะเรื่องที่กุขึ้นมามันไม่มีความจริงรองรับแต่อย่างใด หรือถ้ามีความจริงเหลืออยู่บ้างก็จะถูกพูดแค่ครึ่งเดียวหรือพูดไม่หมดเพื่อการบิดเบือนเนื้อหา มันก็เลยเคลียร์ไม่ได้ ไม่กล้าเคลียร์ เพราะคือขืนปล่อยให้เราเคลียร์ได้ ตัวตนของมารก็จะถูกเปิดโปงต่อสายตาผู้คน มันก็จะไปทำกิจล่อลวงใครไม่ได้อีก วิธีการต้อนมารก็อย่าที่ว่าล่ะครับ ใช้สัจธรรมความเป็นจริง แต่คนต้อนก็ต้องแม่นและมีเนื้อหาตรงสัจธรรมนะ ไล่ต้อนไปเรื่อยๆ ไม่ต้องให้จนมุมจริงๆก็ได้ เพราะมันจะแถออกข้างไปเรื่อย เอาไว้เป็นหลักฐานสักสองสามที ก็เพียงพอแล้ว เดี๋ยวคนที่ตามอ่านก็จะรู้และเข้าใจเนื้อหาความจริงทั้งหมดเอง รู้ไส้ของมารไปเอง วิธีนี้เรียกว่าจับมารแก้ผ้าครับ ไม่ได้เป็นการฆ่าให้ตายโดยตรง เพียงแต่ใช้มายาของมารเปิดเผยตัวตนของมารเอง

ได้เจอมารหลายรูปแบบ แตกต่างกันไป ก็สนุกดีครับ คงต้องเจออีกเยอะเพราะมันเป็นการเรียนรู้ ฝึกฝนทักษะในการโปรดสัตว์อีกอย่างหนึ่ง ท่านใดที่ยังอยู่ในขั้นตอนการกลั่นกรองสัจธรรมก็ให้ขอขมากรรมในส่วนที่ว่านี้ให้มากๆ จะได้ไม่มีเชื้อกรรม เชื้อตัณหาเหลือให้มารใช้ในการแทรกได้อีก

5 comments:

  1. กรรมทั้งหมดทั้งมวล อโหสิ อโหสิ อโหสิ

    ReplyDelete
  2. สาธุ สาธุ ����������

    ReplyDelete
  3. ตอนนี้ก็โดนอยู่ โดนมาสองปีกว่าแล้ว

    ReplyDelete
  4. โดนมาสองปีกว่าแล้ว ขนาดเป็นพระนะยังโดน

    ReplyDelete
    Replies
    1. พวกนี้มันไม่เว้นหรอกครับพระหรือฆราวาส ช่างมันอย่างเดียวเลย ผ่านหมด

      Delete