Thursday, August 15, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#44

ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับความเป็นจริงแห่งสัจธรรม
จะคติหรืออคติต่อสัจธรรม จะศรัทธาหรือเกลียดชังต่อสัจธรรม
จะกราบไหว้บูชาหรือมุ่งทำลายสัจธรรม
จะส่งเสริมหรือแปดเปื้อนสัจธรรม
สัจธรรมก็ไม่เคยผิดเพี้ยนไปจากเดิมเลย
มันเป็นสัจธรรมที่บริสุทธิ์อยู่อย่างนั้นตลอดกาล
ก็มีแต่ทิฏฐิตนเท่านั้นแหละที่หลงคิดเอาเองว่า หลงเข้าใจว่า
สัจธรรมเป็นสิ่งที่ต้องรักษาต้องดำรงเอาไว้ไม่ให้เสื่อมสูญไป
เลยกลายเป็นว่าทั้งคนรักษาและคนทำลายก็หลงไปในทิฏฐิพอกัน
โมฆะจากสัจธรรมไม่แตกต่างกันแม้แต่นิดเดียว

-------------------------------------------------------------

ทุกข์โดยตัวมันเองนั้นไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจอะไร
เพราะทุกข์คือเงื่อนไขแรกที่ช่วยลบล้างความเห่อเหิมของสรรพสัตว์
ปลุกสรรพสัตว์ให้ตื่นขึ้นจากความฝันในม่านหมอกแห่งโมหะตน
ให้เข้าใจถึงสภาพความเป็นจริง และดั้นด้นค้นหาสัจธรรมแห่งความหลุดพ้น
เหตุนี้เองทุกข์จึงเป็นข้อแรกในความจริงอันประเสริฐแห่งอริยะที่เรียกว่า อริยสัจ 4

การช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้งหลายให้คลี่คลายจากทุกข์ที่บีบคั้น
โดยไม่ให้สัจธรรมความเป็นจริงที่จะล้างโมหะอวิชชาอันเป็นเหตุแห่งทุกข์
ก็ยังไม่จัดว่าเป็นการโปรดสัตว์ที่แท้จริง เป็นได้เพียงการทำกรรมและใช้กรรมเท่านั้น

-----------------------------------------------------

นักปฏิบัติทั้งหลายถูกสอนให้ปฏิบัติเพื่อสร้างเหตุแห่งสติ เพื่อจะได้ผลเป็นสติ
แต่รู้หรือไม่ว่านิพพานนั้นมีอีกชื่อว่า อสังขตธรรมอันไม่เนื่องด้วยเหตุ ไม่เนื่องด้วยผลใดๆ
ไม่สามารถสร้างได้ ไม่สามารถทำลายได้ ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่ติด ไม่หลุดอยู่แล้วโดยตลอด

ดังนั้นเนื้อหาอริยะทั้งหลายจึงไม่ใช่การสร้างเหตุแห่งสติ หรือปฏิบัติเพื่อสร้างสติใดๆ
แต่เป็นการหลุดพ้นจากเหตุ หลุดพ้นจากผลทั้งหลายทั้งปวงแห่งธรรมทั้งหลาย
ด้วยการปลงเหตุแห่งโมหะ ปลงการสร้างเหตุใดๆโดยเจตนา
ปลงแม้กระทั่งความพยายามที่จะเข้าไปสร้างสติ หรือสัมปชัญญะ
เพราะนั่นคือการสร้าง "ตัวตนในสติ" หรือโมหะซ้อนสติ จนกลายเป็นจิตผู้รู้ขึ้นมา
ซึ่งก็เป็นความปรุงแต่งในตัวมันเอง เป็นอัตตาในตัวมันเอง และเป็นความหลงในมายาแห่งตัวมันเอง

เพียงแค่ปล่อยให้ธรรมทั้งหลายดำเนินไปของมันเอง เกิดดับของมันเองตามเหตุปัจจัย
เมื่อนั้น สติกก็จะหมดตัวตนซ้อนลงไปเอง คลายออกจากโมหะไปเอง
สติสัมปชัญญะแห่งอริยะก็จะเกิดขึ้นเอง เจริญขึ้นเอง อัตโนมัติไปเอง
สว่างไสวและเป็นสัมปชัญญะไปเอง โดยที่ไม่ต้องไปทำอะไรเพื่อให้เป็นเหตุแห่งสติอีก
เพราะสิ่งที่หลงสร้างเหตุรับผลได้ก็มีเพียงสังสารวัฏของสรรพสัตว์ทั้งหลายเท่านั้น

------------------------------------------------------

ไม่ใช่แค่กายหรอกนะที่เป็นเพียงเปลือกนอก
แม้แต่ใจเองก็เป็นแค่เปลือกนอกเช่นกัน
ไม่อย่างนั้นมันจะแสดงความอนิจจังเป็นว่าเล่นรึ
ไม่ยึดในสภาวะกายว่าจะต้องเป็นแบบไหน
ไม่ยึดในสภาวะจิตว่าจะต้องเป็นอย่างไร
อัตตาตัวตนก็จะหมดไปเอง
ก็ที่ว่างจากอัตตาตัวตนนั่นแหละคือนิพพาน
ไม่ใช่เอาจิตไปนิพพาน เพราะจิตจริงๆก็แค่เปลือกเท่านั้น

------------------------------------------------------

กรรมและวิบากกรรมไม่เคยเลือกเพศ ไม่เลือกเวลา
ไม่เลือกว่าจะเป็นฆราวาสหรือพระสงฆ์
ไม่เลือกว่าจะผิดศีลหรือไม่ผิดศีล อาบัติหรือไม่อาบัติ
เพราะกรรมทั้งหมดทั้งมวล มันก็เป็นอย่างนั้นของมันเอง
เป็นเช่นนั้นโดยไม่มีการปรุงแต่งว่าในตัวเองว่าอะไรเหมาะหรือไม่เหมาะ
ก็มีแต่สรรพสัตว์ทั้งหลายนั่นแหละที่ไปตัดสินสภาพแห่งกรรมกันเอง
กลายเป็นทุกข์ในความที่มันอนิจจังอยู่แล้วทุกสิ่งไปเสียเอง

กรรมเป็นเพียงสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ที่มันก็โดยธรรมอยู่แล้วเช่นกัน
ก็มีแต่"เรา"นั่นแหละ ที่หลงไปหลงเข้าไปทำกรรม ต่อกรรม
แล้วก็ต้องอยู่ชดใช้่กรรม ลำบากกับวิบาก ลำบากกับผลของมัน
เพียงแค่หวังจะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะกายหรือใจตน
ที่มันก็โดยธรรมอยู่แล้ว ให้มันดีกว่าธรรมเดิมแท้ยิ่งขึ้นไปอีก
มันไม่มีหรอกนะสิ่งที่ดีกว่าหรือสิ่งที่แย่กว่าธรรมเดิมแท้
มันก็มีแต่หลงไปเท่านั้นเอง หลงเห็นว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไปตามที่ตนกระทำ
สุดท้ายก็หลงเห็นว่ามีตัวตนเป็นผู้ดำเนินเป็นผู้เจริญ

เพียงแค่เอา "เรา" ออกจากสมการสมดุลแห่งธรรมชาติ
เอา "เรา" ที่คอยไปหลงติดหลงหลุดกับสภาวธรรมต่างๆออกไป
"เรา" ที่เกิดจากการทึกทักเอาจากการรับรู้ทางผัสสะอายตนะ
ก็ปล่อย ก็ปลง ก็ช่างมัน ให้มันดำเนินไปของมันตามธรรมเดิมแท้ของมันเอง
ไม่หลงสร้างเหตุ ไม่หลงไปพิจารณา ไม่หลงเข้าไปวาง ไม่หลงเข้าไปกำจัดอะไรแม้กระทั่งกิเลส
แค่ปล่อย ปลง แล้วก็ช่างมัน ไม่ต้องไปแทรกแซง ไม่ต้องไปขัดขวางวิบากกรรมใดๆอีก
ความเป็นตัวตนเราเขาที่เคยซ้อนลงในสภาพต่างๆก็จะจืดจางลงเอง จางหายไปเอง

เมื่อไหร่ที่ตัวตนหายไป ว่างไปจากความเป็นเจ้าของในสภาวะต่างๆหรือความเป็น"ผู้รู้"ใดๆ
เมื่อนั้นเธอทั้งหลายก็จะเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติไม่มีแบ่งแยกอีกต่อไป ไม่มีเรา ไม่มีเขา
แล้วเธอก็จะตระหนักไปเองว่าทุกอย่างมันบริบูรณ์อยู่แล้วโดยธรรมของมัน
โดยไม่ต้องไปทำอะไรให้เกินเลยกว่าธรรมเดิมนั้นอีกต่อไป
ก็จะเลิกหลง และยุติกรรมไปเอง จบภพจบชาติไปเอง
เพราะแจ้งความจริงแล้วว่ามันไม่มีอะไรมากไปกว่าธรรมเดิมแท้นั้นเลย
และเข้าใจว่ากรรมที่ตนกระทำลงไป ล้วนแล้วแต่โมฆะสิ้น เข้าใจว่ามันเป็นอย่างนั้นของมันเองอยู่แล้ว
นี่เองที่เรียกว่า การจบกิจพรหมจรรย์ คือไม่มีอะไรต้องทำกับธรรมที่มันเดิมแท้อยู่แล้วตลอดนั่นเอง

No comments:

Post a Comment