Friday, August 30, 2013

ทุกข์ไม่ได้เกิดจากกิเลส

ชาวพุทธทั้งหลายล้วนแล้วแต่ถูกสอนให้เข้าใจและเชื่อว่าความทุกข์มาจากกิเลสของเรา เราจึงต้องปฏิบัติเพื่อละกิเลส กำจัดกิเลส ดับกิเลสให้จิตขาวรอบจะได้พ้นจากทุกข์

แปลกดีนะที่ฝรั่งมังค่าเขาเข้าใจว่าความทุกข์ทั้งหลายล้วนเกิดจากการยึดติด ไม่ได้เกี่ยวกับกิเลสอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ก็จะมีแต่ทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการเข้าไปรังเกียจกิเลสนั่นแหละที่มีเพิ่มขึ้นมาใหม่จากคำสอนผิดๆเกี่ยวกับกิเลสนี้

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ความทุกข์คืออะไร

ความทุกข์คือความอึดอัดขัดเคือง คับแค้นคับแคบที่เกิดขึ้นจากการยึดติดในสิ่งใดๆก็ตามในโลก ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรม นามธรรม ทุกอย่างล้วนแต่เป็นเพียงสมมติ ซึ่งแปลว่าไม่จริงทั้งนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างล้วน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือแปลเป็นไทยได้ว่า ทุกอย่างไม่เที่ยง เสื่อมไปตลอดเวลา ไม่มีตัวตนให้จับต้องยึดถือได้จริง และด้วยความจริงนี้เอง พอเราไปยึดอะไรเข้า มันก็จะเปลี่ยนไปไม่เป็นดังยึด เพราะสิ่งที่เราต้องการยึดมันผ่านไปแล้วทุกขณะ เมื่อยืดไม่ได้ก็จะเกิดทุกข์ขึ้น ยิ่งพยายามจะยึดมาก ก็ยิ่งทุกข์มาก

การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เรายึดหรือเราเองที่เปลี่ยน เปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนอารมณ์ เปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนแนวทาง เปลี่ยนได้สารพัดจะเปลี่ยน เพราะสภาวะอารมณ์ใจทั้งหลายมันเปลี่ยนตามเหตุและปัจจัยที่เข้ามากระทบ ทุกๆขณะ จะเอาแน่อะไรไม่ได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว นี่แหละที่เรียกว่า มันไม่มีอะไรเป็นตัวตนนั่นเอง

แม้แต่รูปธรรมที่จับต้องได้ อย่างวัตถุสิ่งของที่เราให้คุณค่าให้ความหมายมากๆ ก็มีวันเปลี่ยนแปลงเช่นกัน เพราะเรานั่นแหละที่ไปให้ค่ามันเอง คุณค่านี้คืออารมณ์ที่เรามีต่อสิ่งนั้น ค่าของมันจึงแปรปรวนไปตามอารมณ์ของใจเรานั่นเอง

ดังนั้นความทุกข์ความอึดอัดขัดเคือง ความหงุดหงิด ฟุ้งซ่าน รำคาญทั้งหลายก็ล้วนแล้วมาจากสาเหตุเดียวก็คือ การไหลไปยึดในสภาพที่มันเปลี่ยนแปลงเอาแน่ไม่ได้ เสื่อมไปโดยธรรมชาติของมันเองอย่างรวดเร็ว และไม่มีอะไรเป็นจริงให้จับต้องได้เลยแม้แต่นิดเดียว

เราทั้งหลายล้วนใช้ชีวิตอยู่ในความปรุงแต่งแห่งใจและมายาแห่งความทรงจำทั้งนั้น เรามองโลกตามเหตุแห่งกรรมในอดีตที่ส่งผลมายังทัศนคติในปัจจุบัน แล้วเราก็ยึดมันเป็นจริงเป็นจัง แถมโลกภายนอกก็มาตีกรอบเรา บังคับเราทั้งทางตรงและทางอ้อม ให้เป็นไปตามกระแสสัตว์โลกที่มุ่งจะยึดจะเอา มันจึงคับแคบ อึดอัดขัดเคือง เพราะชีวิตในความนึกคิดและความจำของเรากับสภาพกรรมตามความเป็นจริงภายนอกมันขัดแย้งกันเองภายในใจตลอดเวลา ทั้งหมดนี้ก็เพราะเราไปยึดในความนึกคิดปรุงแต่งและความจำเก่าๆทั้งหลายเอามาเป็นอัตตา เอามาเป็นประมาณในการดำเนินชีวิตนั่นแหละ

บางคนยึดขนาดที่ว่า เมื่อได้ฟังสัจธรรมความจริงแล้ว แทนที่จะคลาย แทนที่จะตื่นจากสมมติ แต่กลับหลงคิดว่าเป็นทัศนะ เป็นทฤษฏี เป็นแนวคิด เป็นแง่มุม ก็ถ้ามองแบบจะเอาอะไรสักอย่างจากความเป็นจริง มันก็มีแง่มุมได้ตลอดล่ะ เพียงแต่เป็นแง่มุมที่คอยแต่จะสนองความยึดติดของตนเองทั้งนั้น

กิเลสตัณหาทั้งหลายจึงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจากความยึดติดหรือการตอกย้ำอุปาทานซ้ำๆนั่นเอง

แม้แต่ผู้ปฏิบัติธรรมเองก็ตาม ขนาดที่เข้าไปปฏิบัติแล้วก็ยังทุกข์ ทุกข์ว่าวันนี้ปฏิบัติได้ไม่ดี พรุ่งนี้เอาใหม่ ทุกข์ว่าเราผิดศีลข้อนั้นข้อนี้ ต้องต่อศีลใหม่ ทุกข์ต้องคอยระวังว่าเราจะผิดศีลข้อไหนอีกไหม ทุกข์กับการคอยพิจารณาความถูกผิดของการตัดสินใจต่างๆต่อข้อศีลข้อธรรม ทุกข์กับการรอคอยว่าเราจะนิพพานเมื่อไหร่ ทุกข์กับการที่จะต้องนั่งเอา เดินเอาชั่วโมงจะได้รีบนิพพานไวๆ ทุกข์กับการคอยเช็คว่าเราได้วิปัสสนาญาณถึงขั้นไหนแล้ว ทุกข์เพราะไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม ทุกข์เพราะอดหลับอดนอนพากเพียรปฏิบัติ ทุกข์เพราะนิวรณ์ ทุกข์เพราะพยายามจะกำจัดกิเลสโดยลืมไปว่าความอยากที่กำจัดกิเลสก็คือตัณหาต้นเหตุแห่งกิเลสเหมือนกัน ฟังสัจธรรมแล้วแทนที่จะไม่ยึดอะไรแม้กระทั่งโลกหรือธรรม แต่ดันละทิ้งโลกไปยึดเอาธรรมเพื่อคลายความร้อนรนของใจ แต่เมื่อยึดจะเอาธรรม ทุกข์ก็กลับมาเยี่ยมเยียนเหมือนเดิม เพราะทุกข์ทั้งหลายมันก็เกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่ไปหลงยึด มันเสื่อมสลายคลายออกโดยตัวมันเองนั่นแหละ
 
กิเลสทั้งหลายจึงไม่ใช่เหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริง เป็นแค่ผลข้างเคียงของตัณหาในการไขว่คว้าหาที่ยึด ต้นเหตุแห่งทุกข์จริงๆก็คือการหลงไปยึดติดในสภาวะทั้งหลายว่ามันเป็นจริงเป็นจังด้วยอำนาจแห่งตัณหาที่หลงให้ค่า หลงแบ่งแยกความแตกต่างไปเอง

ซึ่งกิเลสทั้งหลายก็ล้วนแล้วแต่เป็นสภาพธรรมที่ล้วนอนัตตาเช่นกัน เกิดแล้วดับของมันเอง โดยที่เราไม่ต้องไปพยายามดับ มัน แต่ที่พยายามเข้าไปดับมัน ก็คือตัณหาตัวเดิมที่หลอกให้เราไปดับกิเลส เพื่อให้ตนเองได้สบายใจว่าเราได้ทำแล้ว ทั้งๆที่ตัวตัณหาเองนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุแห่งกิเลสทุกตระกูล

ความพยายามเข้าไปดับกิเลสของชาวพุทธนั้นมีรากเหง้ามาจากคำสอนให้ทุกคนทำความดี เป็นคนดี ก็เลยไม่ให้โกรธ ไม่ให้โลภ ไม่ให้หลง ถึงขนาดที่มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งไปตั้งปณิธานเอาว่าจะไม่โกรธตลอดชีวิต คงคิดจะทำเพื่อตัวเองและทำเพื่อให้โลกมันน่าอยู่ขึ้น แต่รับรองได้ ตัณหาเต็มปรี่ แค่ตัณหาที่พยายามจะไม่โกรธนี่ก็เต็มเหนี่ยวแล้ว ทนได้ไม่นานหรอก นี่คือเหตุผลที่มักจะพูดอยู่เสมอว่าที่สุดแล้วคนดีก็ทุกข์ ทุกข์เพราะตัณหาเอาดี อยากดี และหลงเข้าใจว่าความดีจะพาให้พ้นทุกข์

ที่สำคัญพระพุทธเจ้าท่านมาพาพวกเราให้พ้นทุกข์ ไม่ใช่จะมัวมาเอาดี เอาบุญอะไรอีก

ไม่ว่าเราจะอยู่ในทางโลกหรือทางธรรม ที่เราหลงแบ่งแยกเอาเอง หากยังจะหาที่ยึดติด หรือพูดให้สวยขึ้นมาหน่อยก็คือหาที่ยึดเหนี่ยวจิดใจ ฟังดูดีแต่มันก็ทุกข์ เพราะสิ่งที่เราหลงเข้าไปยึดมันก็แค่อารมณ์ของเราที่มีต่อสิ่งนั้นๆเอง อารมณ์ที่วูบไหวไปตามเหตุปัจจัยไม่อยู่นิ่ง ซึ่งมันไม่ใช่ความเป็นจริง ถ้าไม่ยอมรับความจริงนี้ในเบื้องต้น มันก็ยากที่จะพ้นจากทุกข์ได้ ซึ่งจะพ้นจากทุกข์ได้ก็แค่ไม่ยึดติด ไม่ยึดติดในที่นี้ไม่ใช่ไม่ทำอะไร แต่ให้ทำทุกอย่างไปตามปกติ ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่เดิม มีหน้าที่ก็ทำไป แค่เลิกคาดหวังต่อสิ่งต่างๆ เลิกคาดหมาย เลิกลุ้น จะได้เลิกเกร็ง เลิกตั้งเงื่อนไข เลิกตั้งเอา คือทำไปแต่ใจก็ไม่ต้องไปเอามัน เลิกดิ้นรนไขว่คว้าอะไรใหม่ ปล่อยให้มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมันเอง แค่นี้มันก็เลิกยึดแล้ว อารมณ์ทั้งหลายก็เช่นกัน ไม่ต้องไปยึดเหนี่ยวมัน จะเป็นยังไงก็ปล่อยมันโกรธก็ไม่ต้องไปข่ม ก็ช่างมัน ทุกอย่างอโหสิไป มันก็หลุดพ้นแล้วในตัวเอง

จะทำบุญทำทานก็ให้ทำทิ้ง ให้แบบไม่คาดหวังเอาบุญเอากุศลเบื้องหน้าอะไรอีก ไม่ต้องตั้งอธิษฐาน ไม่ต้องเอาหน้า เพราะนั่นมันก็กิเลสตัณหา แล้วไม่ต้องไปแบ่งแยกหรอกว่ากิเลสดี ตัณหาดี เพราะมันก็ไอ้ตัณหาตัวเดียวกับที่พาเราหลงวนในสังสารวัฏนั่นแหละ

เมื่อไม่ได้ยึดอะไร มันจึงไม่มีใครได้อะไร ไม่มีใครเสียอะไร สภาวะที่เคยเป็นอัตตาตัวตนจากการยึดในธรรมทั้งหลายก็จะจางคลายลง อุปาทานตอกย้ำในกายในใจที่เหนียวแน่นก็จะผ่อนคลายลง สภาวธรรมทั้งหลายก็จะกลายเป็นแค่สิ่งที่ผ่านมาผ่านไปไร้ความหมายในความเป็นอะไรไปเอง ตัณหาก็จะดับเอง หมดตัวดิ้นรนไปเอง หมดความอึดอัดขัดเคืองไปเอง หมดกิเลสตัณหาไปเอง ว่างจากตัวตนหรือนิพพานไปเอง โดยที่ไม่ต้องไปพยายามดับกิเลสอะไรเลย

สิ่งต่างๆแม้กระทั่งกายใจของเราเอง ก็ยึดเอาเป็นประมาณไม่ได้เลย เพราะมันเหมือนเงาในน้ำ จับฉวยเอาไม่ได้ มันผ่านมาแล้วผ่านไปทุกขณะแล้วจะเอาอะไรฉวยไว้ได้เล่า นอกจากการไปยึดความทรงจำที่มีต่ออารมณ์นั้นๆ ไม่ใช่อารมณ์นั้นจริงๆ เมื่อได้ฟังความจริงดังนี้ ท่านทั้งหลายจึงไม่มีกิจอื่นใดที่จะทำให้มันจบ ไม่มีกิจอื่นใดที่จะต้องทำเพื่อให้บรรลุธรรม เพราะทุกสิ่งล้วนเป็นธรรมโดยธรรมเองอยู่แล้ว บรรลุอยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้วนั่นเอง

4 comments:

  1. ช่วงนี้คอมฯที่ใช้อยู่เริ่มรวนแล้วครับ ระบบเน่ามาก คงต้องล้างลง OS ใหม่ เดี๋ยวขอรอจังหวะนิดนึง อาจจะหายไปนานหน่อยครับ

    ReplyDelete
  2. ขออนุญาตพิมพ์เรื่องนี้ด้วยนะคะ
    ขอบคุณค่ะ

    ReplyDelete
    Replies
    1. ไม่ต้องขอนะครับ ทำไปได้เลย

      Delete
  3. รับทราบค่ะขอบคุณมาก

    ReplyDelete