Saturday, August 10, 2013

สัจธรรมไม่มีความเห็นต่าง

เพราะเหตุให้ rombodhidharma.net หรือสื่อ Social Media ที่เกี่ยวข้อง ถึงต้องปิดกั้นการคอมเมนต์อย่างอิสระ และหลีกเลี่ยงการถกเถียงในแทบทุกกรณี?

เป็นเพราะเรากลัวคนเห็นต่างหรือ?

ไม่ใช่ครับ เรื่องเห็นต่าง เราไม่กลัวหรอก แต่ปัญหาก็คือ สัจธรรมมันไม่มีความเห็นว่าแตกต่างกันในเนื้อหาหรอกนะครับ

ที่เห็นต่างกันได้มันจึงเป็นแค่ทิฏฐิเท่านั้น หรือที่เรียกว่า ทิฏฐิในธรรม

ทิฏฐินั้นมันก็คือทัศนะ มุมมอง ความเห็น ความหมายของแต่ละบุคคลต่อสิ่งต่างๆ อย่างถ้าท่านอ่านสัจธรรม อภิธรรม พระไตรปิฏกแล้วไปตีความเอา สิ่งที่ได้จากการตีความนั่นแหละคือทิฏฐิ โดยเฉพาะพวกที่อ่านพุทธวจนแล้วต้องตีความคำของพระพุทธเจ้านั่นแหละ ก็จะได้เป็นทิฏฐิในธรรมกันหมด แล้วหลงคิดเอาว่าตนเองเข้าใจธรรมจากพระพุทธเจ้า จนกระทั่งเกิดความยึดติด และเอาทิฏฐิในธรรมนั้นไปเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายอย่างที่เราแอบไปเห็นบางกลุ่มในเฟสบุคเขาทำกัน ซึ่งการที่เอาทิฏฐิในธรรมไปถกเถียง ด่าทอกัน ตบตีกัน บลัฟกัน แบบนั้นมันไม่ใช่สัจธรรม แต่มันเป็นกรรม

ซึ่งการถกเถียงนั้น โดยธรรมชาติของมันก็คือการพยายามจะเอาทิฏฐิของตนไปยัดใส่คนอื่น ดังนั้นจึงต้องเอาชนะก่อน ถ้าคู่สนทนาไม่ยอม การถกเถียงในแง่มุมทั้งหลายจะเกิดขึ้นทันที และยาวด้วยเพราะแต่ละคนก็เป็นชาล้นถ้วยอยู่แล้วและพยายามที่จะเทชาของตนลงในถ้วยของคู่สนทนาที่มันก็ล้นเหมือนกัน

แต่สัจธรรมจริงๆนั้นว่างจากความเห็นความหมาย นอกเหนือสมมติ แล้วจะเอาอะไรไปถกเถียงได้เล่า?

โดยเนื้อหาและการเผยแพร่สัจธรรมนั้น จะต้องปล่อยให้เกิดเองเป็นเอง ไม่มีการยัดเยียดให้ใคร ส่วนถ้าใครผ่านมาอ่านเจอแล้วเกิดปฏิฆะก็ถือว่าเป็นกรรมของคนนั้นไป ทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้

แม้กระทั่งการทุ่มเถียงก็ไม่ควรทำ เพราะฝ่ายที่ไม่เข้าใจก็ยังไม่เข้าใจเนื้อหาอยู่อย่างนั้น เนื่องจากกรรมบัง จะอธิบายจนปากฉีกยังไงก็ไม่มีผล มันก็จะกลายเป็นสงครามทิฏฐิไป

เหตุนี้เอง ที่นี่จึงไม่มีการเปิดให้ถกเถียงโดยอิสระ หรือแม้แต่สื่อใน Social Media ของ rombodhidharma.net เอง ที่ถึงแม้จะเปิดแบบ Public แต่เมื่อใดที่เกิดการโต้เถียง เอาทิฏฐิมาถกเถียงกัน เราก็จะ unfriend หรือ block ทันทีไม่มีอุธรณ์ใดๆทั้งสิ้น บางที่ก็ไม่แจ้งก่อนด้วยซ้ำ เพราะการเผยแพร่สัจธรรมจริงๆมันไม่ใช่ประชาธิปไตยหรอกนะครับ ก็ไม่ต้องมาเรียกร้องอะไร เพราะที่นี่เผยแพร่สัจธรรมโดยไม่ได้เรียกร้องให้ใครมาอ่านหรือมาสนใจ จึงไม่ต้องแบกความคาดหวังหรือความต้องการของใคร ชัดนะครับ

แล้วกรรมที่เกิดจากการเอาสัจธรรมไปตีความ หรือเอาไปวิพากษ์ วิจารณ์ หรือเอาไปเป็นเครื่องมือย่ำยีคนอื่น กรรมนี้ก็จะตีกลับมาบังท่านต่อสัจธรรมเอง อย่างที่ท่านก็ไม่รู้ตัว ท่านก็จะสนุกสะใจของท่านอยู่อย่างนั้น ดังที่จะเห็นว่า บางคนที่ดูเหมือน "ใกล้สัจธรรม" แล้ว คือเหมือนจะเข้าใจเนื้อหา แต่พฤติกรรมยังวิพากษ์ วิจัย วิจารณ์ ยังมีมานะอัตตาในธรรมทั้งหลาย ยังมีอัตตาในการเผยแพร่ทั้งหลาย เข้าไปให้ธรรมชาวบ้านโดยที่เขาไม่ได้ร้องขอ ไม่ว่าจะด้วยความเมตตาที่ล้นเกินหรืออะไรก็ตาม กรรมนั้นก็จะกลับมาบังจนไม่สามารถตรงต่อสัจธรรมได้จริง แม้จะใกล้สัจธรรมแค่ไหนก็ตาม แล้วคนกลุ่มนี้เอง ที่ช่วยเหลือได้ยากมาก ต้องรอให้เปลี่ยนภูมิเห็นความเป็นจริงเสียก่อนค่อยว่ากันใหม่ เพราะกรรมที่บังมันจะหนาขึ้นเรื่อยๆชนิดที่เราไม่สามารถที่จะเตือนได้เลย

ใครที่มาตั้งท่าถกเถียงกับเราก็ไม่ต้องนะครับ ไม่ต้องท้า ไม่ต้องพยายามยั่วยุอารมณ์ให้เราตอบโต้ ทิฏฐิใครก็กรรมใคร ท่านอาจจะเห็นว่าเราขี้ขลาด เป็นเต่าในกระดอง เป็นพวกปิดตัวเอง เป็นพวกมืดบอดต่อสัจธรรม เป็นพวกเดียรถี เป็นพวกสัทธรรมปฏิรูป เป็นหมาเป็นแมว หรืออะไรก็แล้วแต่ มันก็คือกรรมของท่าน เราไม่เกี่ยว

ท่านใดที่เคยสนทนากับเราก็จะรู้ว่า เราไม่เคยจัดหมวดหมู่ให้ท่าน เราไม่เคยแปะป้ายให้ท่านเป็นอะไร เพราะวิธีการในลักษณะนี้ เป็นวิถีของปุถุชนที่พยายามจะดิสเครดิตคู่สนทนาในการถกเถียงเพื่อเอาชนะทั้งนั้น(ท่านใดเจอการสนทนาแบบนี้ก็เลี่ยงเสียนะครับ อย่าไปร่วมกรรมกับเขา) ซึ่งถ้าเราเจอแบบนี้เราจะ Block ทันทีโดยที่จะไม่ต่อความอีกเลย ตัดกรรมให้เสียแต่ตอนนี้ดีกว่าปล่อยให้ลงนรกไปใช้กรรมในภายหลัง

ซึ่งเท่าที่ผ่านมา นักปฏิบัติสายต่างๆ สายวัดป่าหรือแม้กระทั่งผู้ที่ศึกษาพุทธวจนหลายท่านก็ใช้วิธีนี้ในการดิสเครดิตเรา เช่น เป็นศิษย์วัดร่มโพธิธรรมนี่ เป็นนั่นเป็นนี่ พอแปะป้ายให้เราว่าเป็นอะไร ท่านที่ไม่รู้เรื่องแต่ผ่านเข้ามารับรู้การถกเถียงก็จะพลอยเกิดทิฏฐิแง่มุมต่อเราไปด้วย ก็เป็นกรรมอีก อย่างนี้เราไม่เคยทำ ที่จะทำก็เพียงแค่พูดในเนื้อหาเท่านั้น จะมีด่าบ้างก็ต้องให้มันอยู่ในเนื้อหา ด่าให้ตื่น แต่เราไม่เคยด่าใครว่าเป็นนั่นเป็นนี่ในลักษณะตอกย้ำปมของใคร

ท่านใดที่ไม่เข้าใจสัจธรรมเพราะไม่อยู่ในรูปแบบที่ท่านคุ้นเคย ก็อย่าเพิ่งปฏิฆะหรือด่าทอ เพราะบางทีมันก็มีกรรมบังอยู่แต่ท่านไม่รู้ตัว ก็ให้ไปขอขมากรรมเสียก่อน แล้วค่อยๆฟังไป ค่อยๆอ่านไป อย่างเปิดใจ ไม่ฟังไปอ่านไปวิเคราะห์ไป ฟังไปเรื่อยๆ เข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ไม่ต้องเอา เพราะถ้าท่านจะฟังเอาเข้าใจ มันก็จะมีตัววิเคราะห์ วิพากษ์ วิจัยวิจารณ์ ซ้อนลงไปแล้ว จะกลายเป็นกรรมขึ้นมาบังอีก ให้ฟังหรืออ่านไปเรื่อยๆแล้ววันหนึ่งเมื่อถึงวาระ ท่านก็จะเจอกับกุญแจที่ไขรหัสนัยแห่งพระนิพพานที่อยู่ในตัวท่านอยู่แล้ว ให้เผยตัวออกมาเองโดยที่ไม่ต้องพยายามอะไรในการบรรลุธรรมเลย

กรรมทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายในการเผยแพร่สัจธรรม ไม่ว่าจะในภาคทิพย์หรือภาคหยาบ จนก่อให้เกิดการปิดบังในพระสัจธรรม อันเนื่องมาจากการกระทบกระทั่ง จากการถกเถียง จากการวิเคราะห์วิจัยวิจารณ์ และการโต้แย้งเพื่อเอาชนะคะคานในทิฏฐิใดๆ

ขององค์มหาบารมีทั้งหมดทั้งมวลทรงเป็นประธาน ในการยกโทษและอโหสิกรรม ต่อกรรมทั้งหลายทั้งปวงของหมุ่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ขอให้กรรมทั้งหลายที่ปิดบังสัจธรรมอยู่ จงกลายเป็นโมฆะกรรมด้วยเทอญ

อโหสิ อโหสิ อโหสิ

โส....

1 comment:

  1. ผู้ที่จบกิจแล้วจะไม่เห็นต่างในเนื้อหาสัจธรรมนะครับ

    ReplyDelete