Thursday, August 22, 2013

ปรมัตถธรรม 101

เคยมีนักเขียนหนังสือธรรมะหรือพระหลายรูปที่ได้เอาไว้ว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นวิทยาศาสตร์ สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง

ตอนนี้ก็เลยกลายเป็นว่ามีคนเอาคำพูดในลักษณะนี้มาเถียงว่า ถ้าไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวเองก็ไม่ใช่ธรรมของพระพุทธเจ้า แหม่ พูดฟันธงกันขนาดนี้ระวังลงนรกนะท่าน อย่างนี้เข้าข่ายปรามาสองค์พุทธะนะจ๊ะ

เอาเป็นว่าถ้าคำสอนของพระพุทธเจ้าสามารถพิสูจน์ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ ป่านนี้ นักวิทยาศาสตร์คงตรัสรู้เองกันไปหมดแล้วสินะ คงไม่ต้องถึงพระหัตถ์พระพุทธเจ้าหรอก

ความหมายของปรมัตถธรรมจริงๆนั้นก็คือ ธรรมที่เป็นที่สุด ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่เกิดไม่ดับ ไม่ติดไม่หลุด ไม่ใช่อัตตา แต่นอกเหนือทั้งอัตตาและอนัตตา หรือในที่นี้ก็คือนิพพานอันเป็นสัจธรรมสากลนั่นเอง

ปรมัตถธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสรู้นั้น เป็นธรรมที่ไม่เนื่องด้วยโลกียวิสัยใดๆ นอกเหนือการปรุงแต่งทุกชนิด นอกเหนือผัสสะอายตนะทุกอย่าง แล้วจะเอาอะไรไปพิสูจน์ในเชิงวิทยาศาสตร์ได้เล่าท่าน

สิ่งที่วิทยาศาสตร์ค้นพบนั้นก็เป็นเพียงลักษณะทางฟิสิกส์ของธาตุเท่านั้น แต่ระบบการค้นพบนั้นก็ยังอ้างอิงอยู่กับสมมติอยู่ เป็นกระบวนการเชิงสมมติที่เป็นไปเพื่อหาคำตอบในเชิงสมมติ เรียกว่าหลงวนอยู่กับสมมติตลอด ไม่วิมุตติเสียที เพราะวิมุตติไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยผัสสะอายตนะใดๆ แล้วอย่างนี้จะว่าพระพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาตร์กันอีกเหรอ แบบนี้เข้าข่ายปรามาสสัจธรรมนะท่านทั้งหลาย

กระบวนการรับรู้ของผู้คนทั้งหลายที่ประกอบด้วยขันธ์(กายและใจ)นั้น เป็นการรับรู้ผ่านจิตของตน ผ่านผัสสะอายตนะ ผ่านกระบวนการคิดปรุงแต่ง บนความเห็นความหมายในเชิงสมมติที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาให้กับสิ่งต่างๆ เพื่อที่จะใช้สื่อสารและให้เกิดความเข้าใจตรงกัน(และความเข้าใจก็เป็นการปรุงแต่งซึ่งไม่มีทางที่จะเข้าใจเหมือนกัน 100%)

โดยการรับรู้ผ่านผัสสะอายตนะนั้นเป็นการรับรู้ผ่านกระบวนการแปลงพลังงานแสง(การเห็น) เสียง(การได้ยิน) เคมี(รับรสชาติหรือกลิ่น) การกระทบสัมผัสทางกายภาพ(การสัมผัส) การรับรู้ทางจิต(การปรุงแต่งความหมาย) ส่วนการคิดก็เป็นการนำเอาการรับรู้ผ่านผัสสะอายตนะที่เข้าไปเก็บในสัญญา(ความจำ) มาปรุงแต่งประมวลผลในสมองซึ่งก็เป็นแค่ปฏิกิริยาเคมีทั้งนั้น เวลาคุณพิจารณาธรรมทั้งหลาย มันก็จะเกิดกระบวนการที่ว่ามานี้ล่ะครับ คือปรุงแต่งเอาเองทั้งนั้น หลอกตัวเองด้วยความเห็น ความหมายที่ปรุงแต่งขึ้นมาเองทั้งนั้น แล้วจะเข้าถึงสัจธรรมที่มันว่างจากตัวตน นอกเหนือเหตุปัจจัย นอกเหนือการปรุงแต่งทั้งหลาย ได้ยังไง

นิพพานนั้น นอกเหนือเหตุปัจจัย นอกเหนือการปรุงแต่ง แล้วจะเอาโลกียวิสัยเข้าถึงสัจธรรมได้ยังไงเล่า?

ส่วนการปฏิบัติทั้งหลายที่ทำๆกันอยู่ทั้งหมด(ใช้คำว่าทั้งหมดได้เลยโดยไม่ลังเล) ก็ล้วนแล้วแต่เป็นอาการปรุงแต่งของจิตทั้งนั้น ปรุงให้เป็นสมาธิบ้าง ปรุงให้เป็นสติบ้าง ปรุงในกระบวนการเห็นไตรลักษณ์บ้าง

แล้วพวกที่คิดว่าเห็นไตรลักษณ์ก็อย่าหลงคิดว่าตนเองเห็นไตรลักษณ์นะครับ เพราะไอ้ที่เห็นก็เป็นการปรุงแต่งทั้งนั้น ปรุงแต่งว่าสมมตินี้เกิดขึ้น ปรุงแต่งว่าสมมตินี้ตั้งอยู่ ปรุงแต่งว่าสมมตินี้ดับไป ปรุงแต่งว่า "เรา" เห็นไตรลักษณ์แล้ว สุดท้ายก็จะปรุงแต่งว่า "เรา" วางแล้ว "เรา" ว่างแล้ว

การฝึกสติที่คอยไปประคองรู้ ประคองเห็นแล้วคิดว่าเป็นการฝึกสตินั้น มันไม่ใช่การฝึกสติโดยสิ้นเชิงครับ เพราะสติจริงๆฝึกไม่ได้ จิตจริงๆก็ฝึกไม่ได้ ที่ไปคอยประคองแล้วนึกว่าฝึกได้นั่นก็เป็นการประคองกระบวนการปรุงแต่งในธรรมทั้งหลายให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่สุดแล้วผู้ที่ปฏิบัติวิธีนี้ไปจะกลายเป็นพวก จิตไม่ว่าง พอนานๆเข้าก็นึกว่าตัวเองเจ๋ง เที่ยวไปพ่นธรรมะดาษๆที่ไปจำเอาขี้ปากของคนสอนที่ก็ไม่รู้ว่านิพพานคืออะไร สร้างความเข้าใจผิดไปทั่วสังสารวัฏ

สติดั้งเดิมแท้แห่งอริยะจริงๆนั้น ไม่มีกิริยาว่าเห็น ไม่มีกิริยาว่ารู้ด้วยซ้ำไป แล้วมันจะไปฝึกให้เป็นอริยะขึ้นมาได้ยังไง เพราะ
การรู้แห่งสติอริยะนั้น ไม่ได้เกิดจากการแบ่งแยกเป็นจิตผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้ แต่สติอริยะนั้น การ "รู้" กับ "สิ่งที่ถูกรู้" คือเนื้อหาเดียวกัน คือรู้โดยว่างจากตัวตนในรู้ รู้แบบไม่มีจิตผู้รู้ การรู้นั้นจึงไม่มีความแตกต่าง ไม่มีความแบ่งแยก ไม่มีความหมายอะไรในธรรมหรือสภาวะทั้งหลายทั้งปวง การ"รู้" แบบอริยะจึงเป็นกลาง รู้เหมือนไม่รู้ จึงไม่เกิดตัณหาเผื่อเลือกกับสภาวธรรมใดๆเลย และไม่เกิดเป็นญาณทัศนะ ไม่เกิดเป็นทิฏฐิ ไม่เกิดเป็นความเห็นความหมาย เพราะแค่ตรงต่อเนื้อหาพระนิพพานหรือมหาสุญญตา ที่กว้างขวางออกไปแบบไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ(ครอบคลุมทุกๆจักรวาล) ซึ่งความกว้างขวางของมหาสตินี้เองที่ถูกเรียกว่าสัมปชัญญะแห่งอริยะ ซึ่งไม่ใช่แค่รู้สึกตัวทั่วพร้อม ไม่ใช่แค่การเห็น ไม่ใช่การปรุงแต่ง แต่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับทุกสรรพสิ่งอันเรียกว่า สมังคีธรรม ไม่แบ่งแยกธรรมหรืออธรรมไม่แบ่งแยกสภาวะหรืออสภาวะ สิ่งนี้คือการเข้าถึงปรมัตถธรรมหรือการตรงต่อเนื้อหาพระนิพพานอย่างแท้จริง

สติอริยะไม่เนื่องด้วยผัสสะอายตนะทั้งหลาย จึงไม่ใช่การรู้ว่านี่เรากำลังคิด เห็น สัมผัส ได้ยิน ลิ้มรส ถ้าฝึกเอาแบบนั้นมันคือกำหนดรู้ลงไปในช่องทางอายตนะทั้งหลาย เป็นการฝึกวิญญาณขันธ์ ซึ่งวิญญาณขันธ์ก็คือการปรุงแต่งในโมหะอวิชชา(ดูวงจรปฏิจจสมุทปบาทตามภาพ) เอาเป็นว่าแค่กำหนดรู้มันก็เป็นกรรมแล้ว เป็นอัตตาซ้อนแล้ว เป็นการปรุงแต่งไปแล้ว สติของอริยะบุคคลนั้นมันกว้างออกอย่างเป็นอิสระ ยิ่งกว่ากายยิ่งกว่าใจ ปราศจากการบังคับว่าจะให้รู้อะไร มันจึงไม่ได้วิ่งไปรู้อะไรตรงไหนแล้ววิ่งกลับมารู้อีกที่หนึ่งอย่างที่เข้าใจกันแบบผิดๆ สติอริยะผสานรวมกับทุกสรรพสิ่งไม่มีแบ่งแยก ส่วนการรับรู้ของผัสสะอายตนะนั้นเป็นเรื่องของการปรุงแต่งในวิญญาณขันธ์อีกทีซึ่งไม่เกี่ยวกับสติอริยะเลย  การที่สติอริยะผสานรวมกับทุกสรรพสิ่งนั่นเองที่เรียกว่า สัมปชัญญะแห่งอริยะ

สรุปคือไอ้ที่ไปปฏิบัติเอากันทั้งหมดมันคือการปฏิบัติการปรุงแต่งธรรม ภาวนาบนความปรุงแต่งทั้งนั้น ทำยังไงก็ไม่จบเพราะการปรุงแต่งนั้นมันพาไปได้เรื่อยๆ จะจบได้ก็ต้องหยุด หยุดทำธรรม หยุดทำกรรมซ้อนธรรม หยุดการปฏิบัติ จบตัณหาปฏิบัติ นั่นแหละจึงจะจบได้จริง ตรงต่อที่ว่างจากตัวตนในทุกสภาวธรรมได้จริง

อริยบุคคลทั้งหลายจึงไม่มีการทรงอารมณ์เหมือนฤาษีที่จะต้องนั่งนิ่งๆตลอด(ยกเว้นแต่ว่าเป็นกรรมอนุสัย) ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างมากที่ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ชอบที่จะกราบไหว้พระสงฆ์ที่ดูนิ่งๆ ทรงสมาธิ ทรงอารมณ์มากกว่า อริยบุคคลของจริงที่ดูภายนอกแล้วเหมือนคนทั่วไปไม่มีอะไรน่าเลื่อมใส

อริยบุคคลจริงๆนั้น คือบุคคลที่รู้แจ้งแล้วว่าทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นมายาแห่งการปรุงแต่งของจิต และความจริงอันเป็นสัจธรรมที่เคยไขว่คว้าแสวงหาก็ไม่มี และพิสูจน์ไม่ได้ในเชิงของผัสสะอายตนะแบบที่เคยค้นหามาตลอด เพราะสัจธรรมเป็นเพียงสมมติบัญญัติที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นเช่นกัน แต่กลับพบว่าทุกอย่างมันเป็นอย่างนั้นของมันเอง ดำเนินไปตามเหตุปัจจัยของมันอย่างนั้น ไม่มีเขาไม่มีเรา ไม่มีความหมายอะไรเป็นการจำเพาะ เมื่อแจ้งดังนี้ก็ไม่มีอะไรต้องทำเพื่อที่จะหลุดพ้นอะไรอีก ตัณหาจึงสงบรำงับไปเอง การที่จะปรุงแต่งขึ้นมาเป็นจิตก็หมดไปเอง ดับสนิทไปเอง เพราะทุกอย่างมันเป็นเช่นนั้นเอง หลุดพ้นไปทุกๆขณะของมันอย่างนั้นเอง กลายเป็นความไม่ยึดติดในธรรมใดๆไปเอง และไม่ยึดติดแม้กระทั่งความไม่ยึดติด อันนี้เรียกว่าการจบกิจเฉพาะตัว ส่วนเรื่องการโปรดสัตว์นี่เป็นอีกเรื่องเลยอย่าเอามาปนกัน

ผมจึงกล้าพูดอย่างเต็มปากเต็มคำไงว่า นิพพานมันไม่มีจริง และทั้งหมดนี้คือที่มาของคำว่า นิพพานไม่ใช่อะไร นั่นเอง

ปรมัตถธรรม จึงเป็นเพียงสมมติบัญญัติที่อุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อเป็นสิ่งเชื่อมโยงให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้เข้ามาฟังสัจธรรมเพื่อล้างแง่มุม ทิฏฐิ โมหะอวิชชาต่างๆลงเสียให้หมด (ไม่งั้นก็เชื่อมโยงไม่ได้) เมื่อเข้าใจสัจธรรมจนถึงที่สุดแล้ว ปรมัตถธรรมหรือแม้แต่พระรัตนตรัยก็ต้องถูกล้างทิ้งจากทิฏฐิความเชื่อความยึดติดเช่นกัน(สมมติทั้งนั้น) ซึ่งหน้าที่ในการโปรดสัตว์มันก็อยู่ตรงนี้เอง คือจะพูดยังไง ทำยังไง ออกอุบายยังไง เพื่อที่จะล้างโมหะอวิชชา แง่มุมในทิฏฐิของผู้ฟังให้หมด จนตรงต่อนิพพานอันว่างจากตัวตนเสียเอง แล้วไอ้ที่ว่างจากตัวตนซ้อนลงในสภาวะต่างๆนั่นแหละ คือปรมัตถธรรมที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดใดๆได้เลย

การถ่ายทอดธรรมจริงๆจึงต้องไร้ร่องรอย ฟังตามแล้วจบตาม ฟังตามแล้วดับตาม อ่านแล้วดับตาม ใครที่ได้สัมผัสอานุภาความคลี่คลายจริงๆของสัจธรรม ส่วนใหญ่จะจำข้อธรรมไม่ได้หรอกครับ(ยกเว้นตั้งใจอ่านเอาความ) เพราะสัจธรรมที่ถ่ายทอดออกมานั้น ล้างตัวเองทิ้งทั้งหมดไม่เหลืออะไรไว้ให้เป็นร่องรอยอีก ผู้อ่านผู้ฟังจึงคลายตามโดยอานุภาพแห่งมหาสุญญาตานั่นเอง

No comments:

Post a Comment