Wednesday, July 24, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#43

นิพพานที่นี่ เดี๋ยวนี้!
ให้ทุกคนเร่งปฏิบัติ เร่งความเพียรเอาตามมรรคมีองค์ 8 เดี๋ยวก็ถึง…???
แหม่...งงนะท่าน ตกลงมัน "ที่นี่ เดี๋ยวนี้" ตรงไหนล่ะ ถ้าต้องปฏิบัติเพื่อไปให้ถึง

จริงๆมันก็นิพพานที่นี่ เดี๋ยวนี้อยู่ตลอด ไม่เคยไปไหนเลย นิพพานทุกที่ทุกเวลา
มันก็มีแต่เพียงความหลงเอาว่าสรรพธรรมทั้งหลายที่ประกอบกันเป็นกายใจนี้เป็นเรา
จนเกิดเป็นสักกายทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ ทำให้หลงเห็นว่าสรรพสิ่งต่อเนื่องเป็นสายเดียวกัน
มีความเที่ยงแท้ จับต้อง สัมผัสได้ ก็เลยหลงเอาธาตุธรรมทั้งหลายเหล่านี้ไปปฏิบัติ
หวังจะให้มันพ้นทุกข์ หวังจะให้มันบรรลุธรรม หวังจะให้มันเข้านิพพาน
แล้วพร่ำบอกว่าตนยังไม่นิพพาน ยังต้องปฏิบัติเพื่อให้หมดหลง หมดอวิชชา
แล้วไปเอาคำว่า "ตน" มาจากไหนในเมื่อมันอนัตตาอยู่แล้ว

นิพพานนั้นไม่มีเงื่อนไขกับใคร ไม่ได้มีเกณฑ์ที่จะรับใครเข้าหรือไม่เข้านิพพาน
เพราะนิพพานไม่ใช่โรงเรียนอนุบาล หรือมหาวิทยาลัยที่ต้องใช้คะแนน O-net
จึงไม่จำเป็นต้องมี KPI มาวัดอะไร เพราะวัดไปก็ได้แต่กรรมกับกรรม
คนที่ไม่รู้จักยุติกรรมก็สมควรแล้ว แก่ความทุกข์ในความเป็นสังสารวัฏ

นิพพานจริงๆจึงปราศจากเงื่อนไขในตัวมันเอง ไม่มีการมาไม่มีการไป
ไม่มีการเข้าไม่มีการออก ไม่มีเงื่อนไขในการนิพพาน ไม่สามารถปรุงแต่งเป็นอะไรได้อีก
เพียงแต่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ตั้งเงื่อนไข ตั้งคุณค่าให้แก่นิพพานไปเอง
เสร็จแล้วก็สาละวนติดอยู่กับเงื่อนไขและคุณค่าปลอมๆนั้นจนไม่ตรงต่อเนื้อหาพระนิพพานเสียที
ก็เลยว่านิพพานยาก ต้องเพียร ต้องทำเอา ยืนเดินนั่งนอนกันจนแก่เฒ่าแล้วก็ได้แต่ความเข้าใจที่เลื่อนลอย
โมหะ เงื่อนไขและอัตตาทั้งหลายจึงปิดบังไม่ให้สรรพสัตว์ตรงต่อพระนิพพานแบบ "ที่นี่ เดี๋ยวนี้" ได้สักที

มันจึงไม่ใช่การสร้างโจทย์แล้วเร่งตอบโจทย์ สนองเงื่อนไขของตนเพื่อนิพพาน
เพราะเดี๋ยวมันก็จะหาเรื่องหลอกตัวเองให้นิพพานปลอมๆเอา
..นิพพานส่วนตัว แบบ private Nirvana นั่นไง นึกเอง นิพพานเอาเอง

ก็เพียงแค่ปล่อย ให้มันไร้เงื่อนไขในกายในใจ ให้มันพ้นไปจากการดัดจริตกายดัดจริตใจ
แล้วทิฏฐิอันเห็นว่า เข้าใจว่า คิดว่าสรรพสิ่งทั้งหลายมีความต่อเนื่องเป็นตัวตนก็จะหมดไปเอง
เมื่อนั้นจะแจ้งในสัจธรรมที่ว่า ธาตุกายใจทั้งหลายเหล่านี้ไม่มีใครเป็นเจ้าของจริง
ไม่ใช่ไปเห็นว่ามันไม่เป็นตัวตนแล้วจะจบ เพราะไอ้ตัวเห็นนั่นแหละคือ "ตัวเอง"
แล้วมันจะว่างจากสักกายทิฏฐิหรือตัวตนที่ซ้อนลงในกายในใจไปเอง
ตรงต่อนิพพานที่นี่ เดี๋ยวนี้ทันที

------------------------------------------------------

ความอึดอัดขัดเคืองทั้งหลาย ล้วนมีที่มาจากความคับแคบแห่งทิฎฐิในตนเองทั้งนั้น

------------------------------------------------------

อย่ามัวแต่คอยวัดคอยประเมินว่าศีลใครบริสุทธิ์กว่ากัน
ศีลที่บริสุทธิ์จริงๆนั้นมันไม่สามารถจะวัดได้ว่าบริสุทธิ์แค่ไหน
เพราะศีลที่บริสุทธิ์นั้นว่างจากตัวตนในศีล
เป็นอธิศีล คือยิ่งกว่าศีล ว่างจากตัวตนในการถือศีล
เมื่อว่างจากตัวตนแล้วจะเอาอะไรไปวัดได้อีก

ส่วนที่ไปประเมินเปรียบเทียบกันนั้นมันคือตัณหาของคนประเมินนั่นเอง
มันก็รังแต่จะเกิดทิฏฐิมานะเอาชนะคะคานกัน แค่นี้ก็ผิดศีลแล้ว

-----------------------------------------------------

ความลังเลสงสัยเป็นสภาวธรรมหนึ่ง
การเข้าใจคำตอบที่มีต่อความสงสัยก็เป็นอีกสภาวธรรมหนึ่ง
ทั้งสองสภาวะนี้ล้วนเป็นกรรมต่างวาระ สืบต่อโดยโมหะและตัณหา

การละวิจิกิจฉาจึงไม่ใช่การแสวงหาคำตอบให้คำถาม
และยิ่งไม่ใช่การแสวงหาวิชชาเพื่อกำจัดอวิชชา
เพราะมันก็ยังเป็นเีพียงการหลงไปต่อกรรม ใช้กรรมสนองกรรมเท่านั้น

วิจิกิจฉาเป็นเพียงสภาวธรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นจากเหตุแล้วดับไปเองเมื่อหมดเชื้อ
ไม่ใช่ไปเติมเชื้อใหม่ให้เพิ่มพูนขึ้นด้วยการตอบคำถาม
แต่ให้จบที่ตัววิจิกิจฉาเอง แค่ปล่อยมัน แล้วมันก็จะดับของมันเอง
เมื่อวิจิกิจฉาดับลงเมื่อไหร่ โลกุตรธรรมก็จะแจ้งขึ้นเองทันที
เพราะตัววิจิกิจฉาเองนั่นแหละที่บดบังโลกุตรธรรมอยู่

-----------------------------------------------------

การตำหนิติเตียนใดๆก็ล้วนแล้วแต่มาจากความอยากที่จะให้มันดี ดีเหมือนตน
คนดีที่อยากให้โลกและคนอื่นๆดีตามตน ก็เริ่มทำให้โลกวุ่นวายด้วยการตำหนิติเตียน
ตราหน้าตราบาปให้คนที่ตนคิดว่ายังไม่ดีพอ
โดยไม่รู้ว่ากรรมและวิบากกรรมของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน
และมันก็ไม่เลือกว่าดีหรือไม่ดี มันแค่ให้ผลตามสภาพกรรมนั้นๆของมันเอง
เพราะทุกอย่างล้วนเป็นไปตามกรรม ไม่ใช่เป็นไปตามทิฏฐิของใครบางคน
พอเผลอไปอีกที คนดีๆหลงไปทำกรรมไม่ดีเอาไว้มากมายเพราะความอยากดีของตน

-----------------------------------------------------

เราอาจจะเป็นไทยเฉยในสายตาของใครหลายคน
แต่เราก็สามารถที่จะเป็นพื่อนกับทุกคนโดยไม่แบ่งแยก
เพราะใจมันไม่มีความแบ่งแยกแตกต่างระหว่างสีหรือหน้ากากอะไร
เมื่อไม่แบ่งแยกจากข้างในใจ ก็ไม่มีความมุ่งหมายที่จะแตกหักกับผู้ใด
ถ้าท่านทั้งหลายบังคับให้ทุกคนเลือกข้างเหมือนพวกท่านแล้ว
ใครเล่าจะเป็นต้นแบบของความสมานฉันท์ในภายภาคหน้า

No comments:

Post a Comment