Monday, July 29, 2013

ทิฏฐิแห่งความเป็นศาสนา

มาคราวนี้ขอเล่นของแรงหน่อยก็แล้วกัน รอบที่แล้วเล่นเรื่องนิกายไปแล้วทีนึง ยอดอ่านกระฉูดเชียว ไม่รู้โดนด่าไปกี่ยก ฮ่าๆ แต่บทความตอนนี้ขอยกมาไว้ในส่วนของ โลกธาตุ สังสารวัฏ ศาสตร์แห่งการโปรดสัตว์ก็แล้วกัน เพราะมันมีเนื้อหาที่ก้าวล้ำไปกว่าที่คนส่วนใหญ่จะเข้าใจได้ ฉะนั้นก็เปิดใจกับเนื้อหากันหน่อยนะ

เมื่อตอนผมอายุประมาณ 26 ปี ผมสาวสวถูกชวนไปงานคริสต์มาสอีฟของชาวคริสเตียน แน่นอนครับผมก็ไปร่วมด้วย หลังจบพิธีการที่ไม่คุ้นเคย เพราะเป็นพวกปัญญามาก ก่อนกลับบ้านผมถูกชวนให้ไป "พบพระเจ้า" ผ่านทางชาวคริสเตียนที่ดูเหมือนว่าจะเป็นสื่อไปถึงพระผู้เป็นเจ้าได้ ผมจึงตอบกลับไปแบบไม่ลังเลเลยว่า "เรามีพระเจ้าองค์เดียวกันครับ" เขาก็ยิ้มแบบงงๆ แล้วผมก็อาศัยจังหวะชุลมุนหลบออกมา ซึ่งสิ่งที่ผมตอบไปนั้นมันเป็นไปแบบอัตโนมัติ แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่ผมพูดในวันนั้นมันก็คือความเป็นจริงนั่นเอง แต่ดันมาเข้าใจทีหลัง (ฮา)

เมื่อหลายวันก่อน ผมโพสต์ในเฟสบุคในกลุ่มที่มีคริสเตียนเป็นเจ้าของกลุ่ม ผมบอกว่า พระเมซไซอาห์ ของคริสต์ พระเมซซิอะห์ของ อิสลาม และ พระศรีอริยเมตไตร ของพุทธศาสนา ตามตำนานของแต่ละศาสนานั้นคือ องค์เดียวกัน และจะมารวมศาสนาให้เป็นหนึ่งเดียวไม่มีแบ่งแยก ซึ่งตำนานในแต่ละศาสนาก็พูดถึงท่านในช่วงนี้พอดีเหมือนกันหมดอย่างน่าประหลาดใจครับ

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมยังไม่ได้บอกไปในคอมเม้นต์นั้นก็คือ ความเป็นศาสนาทั้งหลายจะถูกล้างจนหมดครับ เหลือเพียงแต่สัจธรรมอันเป็นสากลของจักรวาลอย่างเดียว สัจธรรมที่ไม่แบ่งแยกหมู่เหล่าสรรพสัตว์ออกจากกันอีกต่อไป ที่ไม่บอกเพราะว่ายังไม่ถึงเวลาของเขา(รวมทั้งคนส่วนใหญ่ด้วย) เขายังยึดติดอยู่กับทิฏฐิแห่งความเป็นศาสนาอยู่นั่นเอง

ถึงตรงนี้ถ้าใครจะหงายหลังตกเก้าอี้หรือด่าทอ ผมก็ไม่แปลกใจหรอกนะ อิอิ

กระบวนการล้างทิฏฐิแห่งความเป็นศาสนานั้น ตอนนี้ก็เริ่มขึ้นแล้ว ทั่วไปหมด นับตั้งแต่สัจธรรมแท้ได้ปรากฏขึ้นบนโลกแบบชัดๆอีกวาระหนึ่ง แต่ละศาสนาก็จะเริ่มถูกทำลายจากภายในเอง จากเหตุการณ์ต่างๆชนิดช็อคสาวกทั้งหลายจนเสื่อมศรัทธาไปตามๆกัน ซึ่งการเสื่อมศรัทธานั้นไม่ใช่เรื่องไม่ดีนะครับ เพราะจะได้คลายออกจากความงมงายในศรัทธาที่มากจนเกินไป คลายออกจากความหลงในเนื้อหาคำสอนที่บิดเบือนเสีย และเปิดรับเนื้อหาสัจธรรมจริงๆได้ง่ายขึ้น จะได้เลิกแบ่งเขาแบ่งเรา ยุติความแตกต่างแห่งความเป็นศาสนาเป็นนิกายลง ส่วนถ้าใครพยายามรักษาของเก่าหรือพยายามยึดของเก่าอย่างดื้อดึง เบื้องบนก็จะมีกระบวนการ "เก็บ" กลับคืน เอาไปใช้กรรมในภูมิอื่นจนสำนึกเสียก่อนแล้วค่อยมาเกิดกันใหม่

เคยมีคนบอกผมว่าศาสนาก็เป็นทิฏฐิอย่างหนึ่ง ซึ่งผมไม่ได้เถียงครับว่าไม่จริง แต่การเผยแพร่สัจธรรมนั้นต้องดูบริบทด้วยว่า สัตว์โลกพร้อมที่จะรับเนื้อหาสัจธรรมแบบสากลโดยไม่ต้องอิงกับศาสนาหรือยัง ซึ่งถ้าจะให้ตอบตรงนี้ก็คือ ส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมนะครับ และถ้าจะเอาแบบสัจธรรมสากลจริงๆ ในเว็บนี้ก็มีให้อ่านครับ แบบที่ไม่มีภาษาบาลีสันสกฤต และไม่อิงกับศาสนาพุทธเลยก็มีครับ เพียงแต่ว่าถ้าผมเผยแพร่ในแบบสัจธรรมสากลเพียวๆ ผู้คนทั้งหลายก็จะติดทิฏฐิที่ว่ามันคือหลักปรัชญาอีก ซึ่งการมองแบบนี้ก็เป็นทิฏฐิชนิดหนึ่งเหมือนกัน เจอมาแล้วครับ แต่ก็ไม่ได้แก้ต่างอะไรปล่อยให้ใช้กรรมไปก่อน

เวลาผมพูดสัจธรรมกับคนศาสนาอื่นนี่ ผมจะไม่อ้างอิงความเป็นพุทธนะครับ(ยกเว้นเขารู้และเข้าใจอภิธรรมมาบ้าง) แต่จะพูดแบบสากลเลย แต่เขาก็สามารถเข้าใจได้ตรงเนื้อหาเหมือนกัน ส่วนเวลาผมเขียนในเว็บ ในเฟสบุคหรือบรรยายในวิดีโอ ก็จะอ้างอิงกับพุทธศาสนาเอาไว้เพื่อน้อมศรัทธามาก่อน แล้วมันจะเปิดใจง่ายกว่า แต่ยังไงเสียก็ยังยืนยันว่าสัจธรรมสากลนั้นไม่มีแบ่งแยกเป็นศาสนาครับ

ซึ่งถ้ามันยังไม่ถึงเวลาที่จะพูดสัจธรรมในแบบสากล เพราะยังมีทิฏฐิแห่งความเป็นศาสนามาปิดกั้นหมู่สรรพสัตว์อยู่ เราก็ไม่ขัดข้องอะไรที่จะพูดในฐานะของชาวพุทธ เพราะกิจในการเผยแพร่ของ rombodhidharma.net ก็สัมพันธ์กับชาวพุทธตรงๆอยู่แล้วอย่างที่เห็น ก็ทำกิจตรงนี้ไป ต้องเข้าใจเรื่องการโปรดสัตว์ครับมันจะไม่หลงไปขัดแย้งระหว่างการจบกิจเฉพาะตนกับการโปรดสัตว์ซึ่งเป็นคนละเนื้อหากันเลย

ผู้ที่แจ้งในสัจธรรมแล้วจะรู้เองว่า ศาสนาจริงๆมันก็เป็นเพียงสมมติเช่นกัน ก็สัจธรรมไม่เคยแบ่งแยกใคร อะไร สรรพสิ่งไหนๆอยู่แล้ว และสัจธรรมก็ไม่แบ่งแยกศาสนาเช่นกัน ผู้ที่แจ้งจริงๆจึงไม่มีความรู้สึกว่าแบ่งแยกจากใครหรือศาสนาใดเลยแม้แต่นิดเดียว

ส่วนการแบ่งแยกศาสนาที่เกิดขึ้นนั้น เป็นผลที่มาจากบารมีของพระพุทธเจ้าซึ่งสัมพันธ์กับกรรมของสรรพสัตว์ในแต่ละยุคเองด้วย ซึ่งหลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศสัจธรรมแล้ว จนล่วงเลยผ่านยุคพุทธกาลมา ความเป็นศาสนานั้นก็เกิดมีขึ้นในภายหลัง เป็นการแบ่งหมวดหมู่กันเองของปุถุชนรุ่นหลังๆ

พอแบ่งแยกก็เกิดความแตกแยก ร้าวลามเลยไปถึงการเป็นนิกายเข้าให้ นี่ยังไม่นับว่ามีพิธีกรรม การถือศีล การสวดมนต์ การปฏิบัติอันมีลักษณะเฉพาะตัวที่เกิดขึ้นในยุคหลังๆ จนทำให้ศาสนาพุทธกลายเป็นเรื่องที่ไม่สากลไปในที่สุด จริงๆก็โทษใครไม่ได้หรอกครับ จะไปวิพากษ์วิจารณ์ก็ไม่ได้ ก็มันเป็นของมันอย่างนั้นเองตามเหตุปัจจัยในอดีต

ท่านใดที่ตามอ่านตามฟังสัจธรรมใน rombodhidharma.net อยู่เรื่อยๆ ก็จะเข้าใจว่าสัจธรรมจริงๆนั้นมันนอกเหนือคำพูดอันเป็นสมมติ สิ่งที่ทำได้เพื่อที่จะพาให้ผู้คนทั้งหลายตรงต่อสัจธรรมก็คือการพูดล้างอุปาทานความยึดติดในแง่มุมทั้งหลายลงเสีย ตั้งแต่อุปาทานง่ายๆไม่ซับซ้อน อย่างรูปราคะ ไปจนถึงอุปาทานที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอย่างอรูปราคะ อาทิเช่นตัวเนื้อหาพระธรรมเอง หรือนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ทั้งหลาย จนถึงที่สุดก็ต้องพูดล้างแม้กระทั่งพระรัตนตรัยเอง คือพระรัตนตรัยก็ว่างจากตัวตนเหมือนกัน เป็นเพียงสมมติบัญญัติเหมือนกัน ผมถึงกล้าพูดว่าผู้บรรลุธรรมแล้วเป็นผู้ที่ไม่มีศาสนา เพราะศาสนาก็เป็นเพียงแค่สมมติเท่านั้น แต่ผู้ไม่มีศาสนาไม่ใช่ว่าจะเป็นผู้บรรลุธรรมทุกคนนะครับ ไม่เกี่ยวกันเลย

ศาสนาสำหรับผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว จึงเป็นเพียงสมมติเครื่องอาศัยในการโปรดสัตว์เท่านั้น ถ้าจะวางตัวลอยๆบอกว่าไม่นับถือศาสนาใดเลย ก็จะไม่สามารถเชื่อมโยงเข้าถึงสรรพสัตว์กลุ่มต่างๆได้เลย เขาจะกีดกันคุณออกไปถ้าไม่อ้างอิงกับศาสนาใดศาสนาหนึ่งในการเผยแพร่ ผู้คนก็จะนึกว่าคุณเป็นนักปราชญ์ที่เอาแต่พูดข้อปรัชญาแบบเลื่อนลอย และมองว่าสิ่งที่คุณพูดเป็นเพียงแง่คิด ก็จะทำให้ติดทิฏฐิอยู่แค่นั้น เข้าไม่ถึงเนื้อหาของสัจธรรมสักที

ความเป็นศาสนามีอยู่ก็ใช้ให้เป็นประโยชน์ในการโปรดสัตว์ได้ แต่ไม่ใช่เอามาใช้เพื่อยึดถือหรือเพื่อการแบ่งแยกแตกต่างอะไร ต่อเมื่อวันหนึ่งผู้คนแจ้งในสัจธรรมกันเยอะๆ ความเป็นศาสนาก็จะสลายไปเอง สากลไปเอง

นับจากนี้ไปทิฏฐิแห่งความเป็นศาสนาจะค่อยๆถูกล้างไปเรื่อยๆ ด้วยทุกวิธีการแบบที่เรานึกไม่ถึง ทั้งที่มาจากคนในศาสนาเองและจากภัยธรรมชาติ อุบัติเหตุใหญ่ๆ ก็ล้างกันไปจนกว่าจะเปลี่ยนผ่านสู่ยุคธรรมศิวิไล ซึ่งจะไม่มีการแบ่งแยกศาสนานิกายกันอีกต่อไป แต่จะสรุปลงเป็นเนื้อหาสัจธรรมสากลหนึ่งเดียวจริงๆทั่วทั้งสังสารวัฏโดยองค์พระศรีอริยเมตไตร

ซึ่งช่วงนี้ก็เรียกว่าเป็นช่วงที่พระโพธิสัตว์มากมายลงมาเตรียมพื้นที่ มาช่วยโปรดสัตว์เพื่อเตรียมสรรพสัตว์ทั้งหลายให้สามารถรองรับบารมีของท่านได้ในอนาคตกาลครับ


1 comment:

  1. ช่วงที่ผ่านมาพอดียุ่งๆอยู่กับเรื่องที่ดิน(เรื่องนี้คงจะยุ่งอีกยาวเลย) เรื่องทำซีดีให้หลวงพ่อฯ และอีกหลายๆเรื่องครับ ก็เลยห่างหายจากการเขียนไปบ้าง อีกทั้งบางเรื่ืองก็ใช้เวลาเรียบเรียงค่อนข้างนาน (เช่นเรื่องเกี่ยวกับการโปรดสัตว์ หรือส่วนที่มีเรื่องอจิณไตยเข้ามาเกี่ยวข้อง) จึงอัพเดตแค่อาทิตย์ละตอนครับ ถ้ามีเวลาจะมาอัพเดตให้อ่านกันอย่างน้อยอาทิตย์ละสองตอนเหมือนเดิมครับ

    ReplyDelete