Monday, July 15, 2013

ก่อนกาล

ก่อนมีเธอมีฉัน เราก็ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ก่อนมีพ่อมีแม่ พวกท่านก็ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ก่อนมีประเทศชาติ ประเทศชาติก็ไม่เคยปรากฏมีมาก่อน
ก่อนมีพระธรรม พระธรรมก็ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ก่อนมีศาสนา ศาสนาก็ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ก่อนมีโลก โลกก็ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ก่อนมีจักรวาล จักรวาลก็ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ก่อนที่จะมีสมมติ สมมติก็ไม่เคยปรากฏมีมาก่อน

สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนไม่เคยปรากฏมีขึ้นเลยหากนับย้อนไปในอดีตกาลที่หาจุดเริ่มต้นมิได้
ที่สรรพสิ่งทั้งหลายเพิ่งมีขึ้นมาก็ล้วนแล้ว แต่มีขึ้นเพราะการรับรู้ของเรา
จากการมองเห็นของเรา จากการได้ยินของเรา จากการสัมผัสของเรา
จากการครุ่นคิดปรุงแต่งและให้ค่าให้ความหมายของเรา
ดำรงอยู่เพราะการยึดติดของเรา ว่ามันเป็นอย่างนั้น อย่างนี้
แล้วสรุปเอาเองว่าสิ่งที่เห็นและสัมผัสคือความจริง

แต่สำหรับคนตาบอด โลกนี้จึงเป็นเพียงคลื่นเสียง
สำหรับคนหูหนวก โลกนี้จึงเป็นเพียงหนังเงียบ
สำหรับคนบ้า โลกของเขาก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็นกัน
แล้วจะเอาอะไรเป็นเกณฑ์กันเล่าว่า สรรพสิ่งทั้งหลายมีอยู่จริง?
และเป็นของมันอย่างนั้นจริงๆ?

ทุกข์ก็เช่นกัน บางคนทุกข์เพราะไม่มีเงิน บางคนทุกข์เพราะมีเงิน
แล้วตรงไหนถึงเรียกว่าทุกข์ที่แท้จริงกันเล่า?
บางคนต่อสู้ในชีวิตเพื่อหนีความจนที่ทำให้เป็นทุกข์
แล้วก็กลับไปเจอทุกข์อีกรูปแบบหนึ่งยามที่รำรวยมีเงินทอง

ผู้คนทั้งหลายที่ไขว่คว้าแสวงหาความสุขอย่างเอาเป็นเอาตาย
แต่สุดท้ายหาอย่างไรก็ไม่เจอ เพราะสุขที่ได้เจอนั้นก็เป็นความสุขชั่วครั้งคราว
แถมยังมีทุกข์ต่อท้ายพ่วงมาด้วยอยู่เสมอ เมื่อความสุขหมดลง
การดิ้นรนหนีทุกข์ และแสวงหาความสุข จึงเป็นโมฆะในตัวมันเองอยู่ตลอด
ด้วยเพราะว่าไม่เข้าใจความจริงแห่งสัจธรรมที่ถูกมายาสมมติปิดบังอยู่
ด้วยหลงเข้าใจว่าสมมติที่ตนสัมผัสอยู่คือความจริงแท้แน่นอน

สัจธรรมนั้นไม่สามารถค้นเจอได้ด้วยสมมติ
ไม่สามารถทำให้แจ้งได้ด้วยวิธีการแห่งสมมติ
ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยการปฏิบัติ
ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยการถือศีล
ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยการขบคิดพิจารณาธรรม
ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยการเฝ้าดูสภาวะใดๆ
ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยการสวดอ้อนวอนร้องขอแต่อย่างใด
ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยการดิ้นรนแสวงหาใดๆ
เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการปรุงแต่งเอาตามมายาแห่งสมมติทั้งนั้น

สัจธรรมความเป็นจริงนั้นมีมาตั้งแต่ก่อนกาล
ก่อนที่จะเกิดสมมติใดๆ ก่อนทุกสิ่ง ก่อนทุกอย่าง
สัจธรรมจริงๆจึงไม่ปรากฏเป็นนามรูปใดๆให้จับต้องได้เลย
ไม่มีความหมาย ไม่มีการมา ไม่มีการไป
ไม่มีการเกิด ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการดับ
ไร้นิยามจะกล่าวขาน...

การจะเข้าถึงสัจธรรมความเป็นจริงได้นั้น
ก็ต้องหลุดพ้นจากมายาแห่งสมมติก่อน
หลุดพ้นด้วยการสดับฟังความจริงแท้ที่ไม่เนื่องด้วยโลกียวิสัยใดๆ
ฟังให้ล้างความยึดติดในมายาสมมติทั้งหลายจนหมดจดสิ้น
ให้คลี่คลายออกจากมายาสมมติทั้งปวงที่หลอกหลอนผ่านการปรุงแต่งบนความหลง
ยุติตัณหา ยุติความดิ้นรน ยุติการแสวงหาความพ้นจากทุกข์ใดๆ
ไม่เอา "เรา" เข้าไปแทรกแซงหรือพยายามจะหนีจากสภาพทุกข์ใดๆอีก

เมื่อไม่ยึดในมายากาย มายาจิตในลักษณะใดลักษณะหนึ่งแล้ว
ก็จะคลี่คลายออกจากมายาสมมติทั้งหลายไปเอง
เข้าถึงสัจธรรมความเป็นจริงที่ไร้กาลไปเอง

No comments:

Post a Comment