Monday, July 8, 2013

จงทำลายเข็มทิศซะ

พวกเธอจะไปไหนหรือ เห็นถือเข็มทิศนำทางกันใหญ่?
ไปหาความสุขหรือ?
ไปหาความสำเร็จหรือ?
หรือจะไปหาดินแดนอันเป็นนิรันดร์?

ชีวิตนั้นเป็นเพียงวิบากกรรมที่มาร้อยเรียงต่อเป็นภพชาติ
ทั้งกุศลกรรม ทั้งอกุศลกรรม คละเคล้าปะปนให้ชดใช้ไปจนกว่าจะหมด
แล้วก็จะได้คืนสู่เนื้อหาเดิมแท้แห่งสัจธรรม
เหตุนี้เองพระพุทธองค์จึงเตือนเราทั้งหลายว่า
ธรรมทั้งหลายล้วนอนัตตา คือไม่มีความเป็นตัวตนเราเขาอยู่แล้ว
แม้แต่ "เรา" ก็เป็นเพียงปรากฏการณ์แห่งวิบากที่เกิดขึ้นเพื่อชดใช้กรรมให้หมดสิ้นไป
ทุกปรากฏการณ์จึงล้วนแต่เป็นปรากฏการณ์ชั่วคราว และเสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่ตลอด
ไม่มีอะไรที่สามารถยึดได้ แต่เราก็ยังหลงยึดกันอยู่อย่างนั้น
ยึดว่าเป็นเรา ยึดว่าเป็นเขา ยึดว่าของเรา ยึดว่าของเขา จนเกิดความคับแคบในใจตน
เพียงเพราะมันไม่มีอะไรที่จะพิสูจน์ความไม่มีตัวตนได้เลย
นอกจากจะยึดเอาสิ่งที่รับรู้ผ่านผัสสะอายตนะทั้งหลายมาเป็น "เรา"
...เราที่เข้าไปรู้-เห็น-เป็น-ไป...ตามกรรม

การมุ่งไปตามเข็มทิศที่ตนตั้งจึงเป็นแต่เพียงอุปาทานกรรม...
ที่อุปาทานทึกทักเอาว่าเราจะได้อะไร เราจะสำเร็จอะไร จากความพยายามของเรา
แล้วก็หลงไปทำกรรมเพื่อให้ได้มา ที่สุดก็ได้แค่เพียงความรู้สึกดีๆที่จับฉวยเอาไว้ไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
แล้วผลแห่งการทำกรรมนั้นก็จะกลับไปเป็นวิบากที่ร้อยเรียงภพชาติใหม่รอเราอยู่ในอนาคต
เพื่อให้เธอทั้งหลายได้คืนสิ่งที่เธอหยิบฉวยเอาไปเป็นของตนจนหมด
ไม่ว่าจะทำสิ่งใดไว้ก็ตาม ก็จะต้องได้รับผลเช่นนั้นเสมอ
ไม่ว่าจะเอาอะไรไปจากโลก ก็จะต้องชดใช้คืนเสมอ
สิ่งนี้ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงชั่วนิรันดร์ ไม่เว้นให้ใครแม้แต่คนเดียว
เพื่อให้สรรพชีวิตทั้งหลายได้มีหนทางที่จะคืนคลายสู่เนื้อหาเดิมแท้แห่งสัจธรรม

เมื่อรู้ความจริงเช่นนี้แล้ว เธอทั้งหลายก็ไม่มีกิจอื่นใดให้ทำเพื่อพ้นทุกข์อีกต่อไป
เพราะกิจทั้งหลายล้วนแล้วแต่เป็นเพียงการหลงทำกรรมและชดใช้กรรมเท่านั้น
ไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่านี้ได้อีกแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เล็กน้อยที่สุดในโลก
ก็ล้วนแล้วแต่ไม่มีความหมายที่แท้จริง
เป็นเพียงคุณค่าที่หลงอุปโลกน์ หลงสมมติกันขึ้นมาเองทั้งนั้น

เมื่อแจ้งในความจริงแล้ว เธอก็จะพบว่าอนาคตก็เป็นเพียงมายาแห่งการหลงปรุงแต่งสร้างภาพเอาเอง
อดีตก็เป็นเพียงเงาแห่งวิบากที่วูบผ่านมาผ่านไป กลายเป็นความจำในสัญญา..หยิบฉวยจับต้องอะไรไม่ได้เลย
และจะพบว่าแม้กระทั่งปัจจุบันก็ไม่มีอยู่จริง เพราะปัจจุบันก็เป็นเพียงการอ้างอิงเอาจากมายาแห่งอดีตและอนาคตเท่านั้น

เมื่อเธอทั้งหลายทะลุทะลวงภาพมายาจนแจ้งในความเป็นจริง 
เธอก็จะเลิกตั้งเข็มทิศเพื่อที่จะไปไหนต่อไหนอีก
เลิกแสวงหา เลิกไขว่คว้า เลิกตั้งเอาภาพมายาต่างๆเป็นเป้าหมายชีวิต
หมดมานะ หมดตัณหา หมดอุปาทาน หมดความขัดแย้งกับปรากฏการณ์ทั้งหลาย
หมดทุกข์ หมดโศก เต็มเปี่ยมด้วยศานติสุขที่แสวงหามานาน
ผสานกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติเดิมแท้ที่อยู่กับเธออยู่แล้วตลอดเวลา
ธรรมชาติเดิมแท้ที่เธอทั้งหลายเรียกขานว่า นิพพาน นั่นเอง


No comments:

Post a Comment