Friday, July 19, 2013

การยกระดับสู่มิติที่ 5 แห่งยุคพลังงานใหม่

หลังจากที่เขียนเรื่องการเปลี่ยนผ่านจากยุคพลังงานเก่าไปสู่ยุคพลังงานใหม่กันไปแล้ว ทีนี้ก็มาว่าด้วยการยกระดับพลังงานจากพลังงานเก่าไปสู่พลังงานใหม่กันดีกว่า ว่ามันจะเป็นยังไงกันแน่

คนที่ไม่เคยเห็นผมเขียนอะไรแบบนี้ก็ไม่ต้องเอ๊ะอ๊ะนะครับ จริงๆมันก็คือสัจธรรมเหมือนกัน เพียงแต่ใช้สมมติบัญญัติคนละชุดสำหรับคนอ่านอีกกลุ่มหนึ่งเท่านั้นเอง

เรื่องการยกระดับสู่มิติที่สูงกว่าของมนุษย์เพื่อก้าวสู่ยุคพลังงานใหม่นั้น ถูกกล่าวถึงกันมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อก่อนผมอ่านแล้วก็งงครับ แต่ถึงจุดหนึ่งก็กลับกลายเป็นว่า มันเข้าใจเองว่าคืออะไร ก็ขอสรุปเนื้อหาตามนี้เลยก็แล้วกัน

ยุคพลังงานเก่าที่ผ่านมานั้นสรรพชีวิตทั้งหลายในโลกล้วน "ติด" อยู่ในมิติที่ "หยาบ" ซึ่งต้องอาศัยกายจิต และสภาวธรรมทั้งหลายเป็นเครื่องอยู่ อยู่มากๆ นานๆเข้าก็กลายเป็นอุปาทานยึดติด จนต้องขับเคลื่อนทุกอย่างด้วยพลังกรรม เป็นไปโดยกรรม เพื่อเสวยผลแห่งกรรม อันก่อให้เกิดความอึดอัดขัดเคือง เบียดเบียนฆ่าฟัน กระทบกระทั่งกัน ไม่ว่าจะเป็นภาคหยาบอย่างมนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน หรือจะเป็นภาคทิพย์ตั้งแต่กลุ่มอบายภูมิที่ต่ำกว่าเดรัจฉานลงไปจนถึงสัตว์นรก และภพภูมิเบื้องสูงกว่าอย่างเหล่าเทวดาไล่ไปจนถึงพรหมชั้นสูงสุด สรุปรวมแล้วคือทั้ง 31 ภพภูมิล้วนแล้วแต่ติดอยู่ในมิติที 3(ภาคหยาบ) และ 4(ภาคทิพย์) ซึ่งยังถือว่าหยาบอยู่ ยังไม่พ้นไปจากกฏไตรลักษณ์ เพราะหลงลืมความเป็นจริงไปว่าธาตุทั้งหลาย ทั้งกายและใจนี้ก็เป็นเพียงวัสดุที่หยิบยืมมาทำกิจชั่วคราวเท่านั้น (เปรียบเหมือน Avatar)

ส่วนในยุคพลังงานใหม่นั้น มนุษย์ เทวดาและพรหมทั้งหลายก็จะมีโอกาสยกระดับขึ้นสู่มิติที่ 5 ซึ่งพ้นไปจากทั้ง 4 มิติแรก แต่ไม่ได้หมายความว่า มิติที่ต่ำกว่ามิติที่ 5 จะหายไปนะครับ เพราะมิติที่ 5 นี้จะนอกเหนือธาตุขันธ์หยาบๆ เป็นมิติทื่เชื่อมทุกมิติเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียวไม่แบ่งแยก

ที่บอกว่าโลกกำลังยกระดับสู่มิติที่ 5 นั้น ไม่ได้ให้ไปทำหรือปฏิบัติอะไรเพื่อตะกายขึ้นไปยกระดับอะไรนะครับ แต่ให้ปลงความยึดติดในกายในใจที่ทำให้เราติดวนอยู่ในมิติที่ 3 และ 4 ลง ปลง ปล่อย ยอม หรืออะไรก็แล้วแต่ ให้มันคลายจากอุปาทานในธาตุขันธ์ที่ยึดโยงเราอยู่กับมิตินั้นๆ เมื่อมันปลงธาตุขันธ์หมดแล้ว แม้กระทั่งกายใจก็ปล่อยให้มันเป็นธรรมของมันเองไป มันก็จะคลี่คลายหลุดพ้นจากพลังงานเก่าแล้วยกระดับขึ้นสู่มิติที่ 5 ซึ่งใช้พลังงานที่เบากว่าไปเอง

ความเป็นไปในยุคพลังงานเก่านั้นถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานกรรมเป็นหลัก สรรพสัตว์ทั้งหลายจึงดำเนินไปด้วยกรรม หมกมุ่นในกรรม ตอกย้ำในกรรม อัตตาจึงจัดจ้าน เพราะเชื่อว่าทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยการกระทำ จึงทำให้โลกและสังสารวัฏดำเนินไปด้วยความอึดอัดขัดเคืองการเบียดเบียนกัน การกดขี่ข่มเหงฆ่าแกงกัน มิจฉาทิฏฐิจากทุกหมู่เหล่าทำให้เกิดความขัดแย้งและเกิดการรบราฆ่าฟันกันไปทั่วโลก ซึ่งระบบที่รองรับยุคพลังงานเก่าได้อย่างเหมาะสมก็คือระบบทุนนิยม ที่เอื้ออำนวยให้กับการชดใช้และทำกรรมอย่างเต็มที่

แต่เมื่อโลกได้เปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานใหม่ซึ่งเป็นพลังธรรมที่มีลักษณะคลี่คลายกว่า ผ่อนคลาย กว้างขวางกว่า สายบารมีจากเบื้องบนจึงเชื่อมต่อลงมายังโลกเพื่อชำระล้างพลังงานเก่า(กรรม)ตามจุดต่างๆของโลกและสังสารวัฏโดยรวม มีทั้งที่ทำสำเร็จและไม่สำเร็จ ซึ่งก็มีเหตุจากหลายปัจจัย แต่เหตุหลักๆก็มาจากกรรมของมนุษย์เองที่ปิดบังสัจธรรมเอาไว้อย่างหนาแน่นนั่นเอง

การชำระล้างพลังงานเก่าที่กักขังหน่วงเหนี่ยวสรรพชีวิตทั้งหลายนั้นไม่ใช่แค่การล้างพลังงานกรรมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการล้างระบบที่รองรับยุคพลังงานเก่าอย่างระบบเศรษฐกิจที่มีลักษณะกระตุ้นตัณหาอย่างมากด้วย โดยในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้จะเกิดภัยพิบัติในโลกมากขึ้น เพื่อบีบบังคับให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้รับวิบากกรรมเร็วขึ้น ยิ่งภัยพิบัติมากก็ยิ่งทำให้ระบบเศรษฐกิจอ่อนแอ แล้วก็มีการจ่ายวิบากกรรมผ่านตัวกระทำทางเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลระดับโลก เหมือนที่เราจะเห็นว่าระบบเศรษฐกิจทุนนิยมกำลังอ่อนแอใกล้ล่มสลายเข้าไปทุกทีในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา

เศรษฐกิจอันฝืดเคืองนี้ก็จะบีบผู้คนที่อยู่ในระบบให้ใช้กรรมกันเร็วขึ้น ทำงานหนักขึ้น ปัญหามากขึ้น กดดันเคร่งเครียดมากขึ้น เพื่อให้ผู้คนได้รับวิบากกรรมตามสมควรจะได้เคลียร์กรรมเก่าให้หมด และถูกบีบให้ทุกข์หนักมากขึ้น ก็จะไปเข้าเงื่อนไขข้อแรกที่จะเข้าสู่เนื้อหาแห่งอริยสัจ 4 ได้  ไม่อย่างนั้นก็จะไม่สามารถก้าวเข้าสู่ยุคพลังงานใหม่ได้ ก็ต้องตายลงเปลี่ยนภูมิเพื่อชดใช้กรรมให้หมดก่อนแล้วค่อยมาเกิดใหม่ในแบบที่กรรมไม่หนามากจนเกินไป

ส่วนระบบเศรษฐกิจทุนนิยมกระแสหลักที่ไม่สามารถไปต่อได้เพราะความโลภที่กัดกินตัวมันเอง ก็จะถูกปรับเปลี่ยนไปโดยคำนึงถึงพื้นฐานความเป็นมนุษย์มากขึ้น อย่างเช่นระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง ซึ่งก็เป็นจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งของยุคพลังงานใหม่ เพียงแต่ยังติดขัดกับอุปสรรคบางอย่างอยู่

การเชื่อมต่อสายบารมีลงมาเพื่อชำระล้างกรรมก็มาจากการน้อมองค์คุณเบื้องสูงเป็นประธานในการสละ ชดใช้หนี้กรรม และขอขมากรรม บางคนนึกว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ เพราะไม่รู้เรื่องอจิณไตยที่อยู่คนละมิติ ก็เลยอาศัยวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความรู้ความเข้าใจเดิมๆอันคับแคบของตนจากการอ้างอิงเอาในตำรา จนกลายเป็นกรรมปิดบังอีก ซึ่งการต่อสารบารมีลงมาช่วยชำระกรรมนี้มีขึ้นเพื่อช่วยในการเปลี่ยนผ่านยุค ถ้าเคลียร์พลังงานเก่ากันไม่ทันก็เป็นไปได้ที่จะเกิดภัยพิบัติใหญ่ขึ้นมาชำระกรรมให้กับมนุษย์ สัตว์ และจิตญาณที่ยังไม่ได้ยกระดับสู่มิติที่ 5

การเชื่อมสายบารมีจากองค์คุณเบื้องสูงลงมาบนโลกนี้ก็มีอยู่ทั่วไปทุกที่ครับ ไม่ใช่แค่ที่วัดร่มโพธิธรรม แล้วแต่ว่าใครจะมีบารมีสัมพันธ์กับกลุ่มไหนก็จะถูกเชื่อมโยงไปตรงนั้นเองโดยอัตโนมัติ

ส่วนการหยาดน้ำก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการนำพาบารมีธรรมแห่งองค์คุณเบื้องสูงแผ่ไปสู่ปวงสัตว์ทั้งหลายโดยทั่วกัน ทุกจุดที่มีการหยาดน้ำ เหล่าจิตญาณก็จะได้เชื่อมต่อถึงบารมีขององค์คุณเบื้องสูงไปด้วย คลี่คลายไปด้วยกัน เป็นการชำระพลังงานเก่าอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งปฏิบัติกันเป็นอริยประเพณีที่วัดร่มโพธิธรรม

ผู้โปรดสัตว์หรือผู้เผยแพร่สัจธรรมก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยเคลียร์พลังงานเก่าให้กับสังสารวัฏได้ โดยการให้สัจธรรมที่ช่วยคลี่คลายโมหะอุปาทานผู้คนและจิตญาณทั้งหลาย ก็จะดึงดูดถ่ายเทพลังงานเก่าของผู้ที่คลี่คลายจากสัจธรรมเข้ามาชำระ ช่วยให้ผู้คนทั้งหลายหลุดพ้นคลี่คลายจากอุปาทานในกายในใจตน ยกระดับขึ้นสู่มิติที่ 5 ตามวาระของแต่ละคน ส่วนผู้โปรดฯก็จะต้องช่วยเคลียร์พลังงานเก่าที่เชื่อมโยงเข้ามาด้วยการพาจิตญาณทั้งหลายขอขมากรรม พาประกาศสละ และหยาดน้ำช่วยอุทิศบารมีให้ด้วย

กิจในการเปลี่ยนยุคนี้ยังไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลามากน้อยแค่ไหน อย่างเร็วก็คง 2-3 ชั่วอายุคน แต่ช่วงเวลานี้ก็จะมีผู้บรรลุธรรมมากขึ้น มีพระโพธิสัตว์ที่บรรลุธรรมมากขึ้น แต่ไม่เก็บตัวเหมือนยุคก่อนๆ ก้าวเข้าสู่เนื้อหาบารมีในการโปรดสัตว์อย่างกว้างขวางตามองค์มหาบารมี และช่วยเหลือในการเปลี่ยนผ่านยุคให้เป็นไปด้วยดี เราจึงได้เห็นผู้โปรดฯบางท่านในรูปแบบที่แตกต่างไปจากในอดีตที่ส่วนใหญ่จะเป็นพระสงฆ์ ซึ่งจะแทรกซึมไปตามส่วนต่างๆของสังสารวัฏได้ดีกว่าชนิดที่ไม่แบ่งโลกแบ่งธรรมเหมือนในอดีต นัยว่าแบ่ง segment กันทำงานโปรดสัตว์ก็ว่าได้ ซึ่งอริยบุคคลกลุ่มนี้ก็จะเป็นต้นแบบในการออกจากความวกวนคับแคบในยุคพลังงานเก่าไปสู่ยุคพลังงานใหม่ให้แก่ผู้คนในวงกว้าง

การดำเนินไปของยุคพลังงานใหม่ก็จะเป็นไปโดยกรรมน้อยลง แม้ว่าอาจจะไม่ได้บรรลุธรรมกันหมดทุกคน แต่ก็เป็นไปด้วยกรรมที่เบาบางกว่า ตรงเนื้อหาธรรมมากขึ้น ผ่อนคลายยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น การแบ่งแยกแตกต่างในโลกจะน้อยลง โลกธาตุก็จะสงบสุขมากขึ้นตามไปด้วย ความขัดแย้งหรือทะเลาะเบาะแว้งเพราะทิฏฐิที่เคยจัดจ้านก็ค่อยๆจางคลายไป ทำให้ผู้คนทั้งหลายทิฏฐิใส่กันน้อยลง เข้าใจโลกและสังคมมากขึ้นไปเอง

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็จะไปทำเอาสร้างเอาไม่ได้ ต่อให้ปฏิบัติเอายังไงก็ติดอยู่แค่มิติหยาบๆ จะไปปรับเปลี่ยนเปลือกนอกยังไงมันก็ได้แต่เปลือก แต่เนื้อหาก็ยังไม่ใช่ ต้องปลงทิ้งตัวตนที่ซ้อนธาตุขันธ์ลง ก็จะแจ้งในสัจธรรมไปเอง กว้างขวางผ่อนคลายไปเอง เปลี่ยนผ่านเป็นมนุษย์ในยุคพลังงานใหม่ไปเองจากภายใน แล้วเปลือกภายนอกก็จะปรับเปลี่ยนตามไปด้วยอย่างสัมพันธ์กัน

6 comments:

  1. สาธุ...งั้นที่เคยอ่านอ่านมาก็จริงน่ะซิคะ

    ReplyDelete
    Replies
    1. มันก็มีจริงบ้าง ปรุงแต่งบ้าง แต่เนื้อหาจริงๆก็ประมาณที่อ่านนี้ล่ะครับ สรุปให้เลย ดังนั้นก็อย่าไปปฏิฆะกลุ่มอื่นๆที่เขาก็สื่อกับพระผู้เป็นเจ้า ฯลฯ ก็แล้วกันครับ เนื้อหาเหมือนกัน เพียงแต่ใช้บัญญัติแตกต่างกันเท่านั้นเอง

      Delete
    2. ภัยพิบัติที่ว่าจะเกิดก็กำลังเกิดไปทุกหย่อมหญ้าแล้ว

      Delete
  2. สาธุนะโยม

    ReplyDelete