Thursday, July 4, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม 4 ตอนที่ 5: โลกียปัญญา - โลกุตรปัญญา

วันนี้เราจะมาพูดกันถึงเรื่องปัญญากันหน่อย เพราะเหตุที่ผู้ปฏิบัติภาวนามากมายยึดถือเป็นสรณะเลยว่าต้องเจริญปัญญาไปด้วย คือเจริญสติไปพร้อมๆกับพิจารณาธรรมทั้งหลายให้สรุปลงสู่ไตรลักษณ์ ให้เกิดปัญญาในการหลุดพ้น คือ เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป พิจารณาซ้ำๆจนเบื่อหน่ายและวางไปเอง อะไรประมาณนั้น

ซึ่งจำได้ว่า ตอนที่ผมยังปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอยู่นั้น ผมก็พยายามที่จะทำแบบนี้ล่ะ แต่ยิ่งทำไปก็ยิ่งหลงในสภาวะทั้งหลายจนเลยเถิดไปปรุงแต่งได้ง่ายมาก เพราะโดยปกติเป็นคนไฮเปอร์และจินตนาการสูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มันเลยยิ่งไปสงเสริมกรรมอนุสัยมากขึ้นอีก ซึ่งที่สุดก็ได้แต่หลงปรุงแต่งในสภาวะต่างๆ จนมีการบ้านไปส่งครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐานกันอย่างเมามัน แถมท่านทั้งหลายก็ยังมาหลงแก้สภาวะปรุงแต่งนั้นให้อีกด้วยแน่ะ

ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ผมไม่ได้เป็นคนเดียว แต่ผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่ก็หลงงมอยู่กับการปรุงแต่งในธรรมอย่างนั้นจนกระทั่งยืดยาวแทนที่จะจบสั้นจริงๆ แต่ดันไม่รู้ตัวกัน

เพราะอะไร?

เพราะปัญญาที่ผู้ปฏิบัติหลงเข้าไปเจริญเพื่อพิจารณาธรรมนั้นมันคือ โลกียปัญญา ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยโมหะอวิชชานั่นเอง

โลกียปัญญานั้นเรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่าเป็น ปัญญาหลงงม คือมันงมจริงๆ งมหาปัญญาไปเรื่อย เจอปัญญาอันนี้ก็เกิดปัญหาแง่มุมอันใหม่ให้ได้งมต่อไปเรื่อยๆ หวังว่ามันจะจบ แต่มันไม่เคยจบ เรียกว่า เจริญปัญญาแต่ได้วิจิกิจฉาเป็นผลของการเจริญปัญญานั้นๆตลอด ซึ่งก็ไม่รู้มีใครเคยสังเกตไหมว่า ทำไปเจริญปัญญาแล้วดันกลายเป็นเจ้าหนูจำไม? ทำไมเจริญปัญญาแล้วถึงไม่ได้บทสรุปเสียที? แม้บางท่านเจริญปัญญา เจริญภาวนามาเกือบตลอดชีวิตก็ยังไม่จบ ก็ยังแสวงหาไปเรื่อยๆ?

ก็เพราะว่าโลกียปัญญานั้นเป็นต้นเหตุของวิจิกิจฉาทั้งหมดทั้งมวล ซึ่งเป็นสังโยชน์ข้อหนึ่งที่นักปฏิบัติพยายามจะละอย่างเอาเป็นเอาตายนั่นเอง

ผู้คนมากมายที่ได้ไปวัดร่มโพธิธรรมครั้งแรกก็จะเป็นประมาณนี้ครับ คือมีคำถามมากมายมาถามหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เพราะเจริญโลกียปัญญากันมาเต็มเหยียด จนวิจิกิจฉาล้นสมองมาเลย ผมเองก็เคยอยู่ในข่ายนี้เช่นกัน คือไปวัดวันแรก ผมก็เตรียมคำถามมาเกือบ 40 คำถาม พิมพ์ลงกระดาษอย่างดี กะว่าจะให้หลวงพ่อท่านช่วยเกาให้เต็มที่ และคิดว่าคงจะได้สนทนากับท่านอีกมากมายหลายครั้งเพราะความสงสัยเยอะเหลือเกิน แต่พอได้เริ่มสนทนาไปแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้นแหละ คำถามที่ผมเคยมีมากมายกลับดับหายไปซะอย่างนั้น แถมดับหายชนิดไม่กลับมาอีกเลยด้วยซ้ำ

หลังจากนั้นเป็นต้นมา เมื่อผมเห็นข้อธรรม สภาวธรรม หรือปรากฏการณ์ใดๆมันก็จะแตกฉานเข้าใจแจ่มแจ้งทะลุมายาสมมติที่ปิดบังความจริงเบื้องหลังข้อธรรมหรือปรากฏการณ์นั้นๆเห็นกลไกของโมหะตัณหาอุปาทานไปเอง โดยที่ไม่ได้เปิดหนังสือธรรมหรือพระไตรปิฏกเพื่อค้นหาความหมายและอ้างอิงความถูกต้องแต่อย่างใด และที่สำคัญคือมันไม่ต้องจำข้ออรรถข้อธรรมอะไรอีกเลย ปล่อยให้มันดับอยู่อย่างนั้น เมื่อถึงคราวดำริปัญญาขึ้น ความแตกฉานก็มาเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งในกาลต่อมาก็ได้รู้จากหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะว่ามันเป็นญาณวิถีอย่างหนึ่งที่เรียกว่า ปฏิสัมภิทาญาณ ซึ่งบารมีของแต่ละท่านในการเข้าถึงโลกุตรปัญญาไม่เท่ากัน บางท่านได้แค่ตัดจบในตัวมันเอง ก็เพียงพอแล้วในการจบภพจบชาติ บางท่านก็เข้าถึงโลกุตรปัญญาที่ล้ำลึกกว่านั้น แต่ก็เป็นไปเพื่อการโปรดสัตว์นั่นเอง

นี่คือความแตกต่างระหว่าง โลกียปัญญา กับ โลกุตรปัญญา คือโลกียปัญญานั้น มันพาวน วกไปวนมาตามแง่มุมของสมมติ เรียกว่ามีแง่มุมเท่าไหร่ มันก็ไปต่อได้เรื่อยๆ การเจริญโลกียปัญญานั้นจะต้องอาศัยการปรุงแต่งในธรรมทั้งหลาย อันเกิดจากการกระทบในผัสสะอายตนะ แล้วเอาข้อมูลทั้งหลายมาปรุงแต่งผสมรวมกับความเห็นความหมายต่อสิ่งสมมติต่างๆ ซึ่งเก็บเอาไว้ในสัญญาขันธ์(ความจำ) ประมวลผลรวมเพื่อแก้ปัญหาคาใจทีละอย่าง เมื่อแก้ปัญหา แก้โจทย์ ได้คำตอบต่อปัญหานั้นแล้ว วิจิกิจฉาก็จะแสดงตัวขึ้นมาอีก กลายเป็นปัญหาตัวใหม่ที่ขับดันให้เราดิ้นรนที่จะแสวงหาคำตอบใหม่ต่อไป โดยหารู้ไม่ว่า สมมติทั้งหลายที่นำไปขบคิดเพื่อสร้างปัญญากันนั้นมันไม่ใช่ความเป็นจริง เพราะสมมติมันก็เป็นการสมมติอุปโลกน์กันขึ้นโดยโมหะความหลง มันจึงไม่ใช่ปัญญาที่เข้าถึงความเป็นจริงแห่งสัจธรรมได้ แถมมีแง่มุมที่ไม่เคยลงตัวและขัดแย้งกันเองตลอดเวลา แล้วมันจะสรุปลงสู่สัจธรรมความจริงที่หมดจดจากแง่มุมได้อย่างไร?

สัจธรรมความเป็นจริงนั้นไม่มีสิ่งที่สามารถอ้างอิงหรืออ้างถึงได้เลยในทางโลกียวิสัย สัจธรรมนั้นเป็นความจริงที่เหนือโลก เหนือโลกียะ ไม่สามารถปรุงแต่งเอาจากสมมติทางโลกและทางธรรมได้แม้แต่นิดเดียว ซึ่งถ้าใครพยายามเข้าถึงความจริงแห่งสัจธรรมด้วยการอนุมานหรือการปรุงแต่งเอา ก็จะได้แต่"ความเข้าใจ" และแง่มุมในสัจธรรม ซึ่งก็เป็นการปรุงแต่งในตัวมันเองเหมือนกัน กลายเป็นทิฏฐิหรือทัศนะในธรรม ยังไม่ใช่เนื้อหาสัจธรรมแท้ๆ เพราะสัจธรรมแท้ๆนั้นก็คือ การวางตัวมันเอง การวางจิตผู้รู้ การวางรู้ คือไม่เจริญรู้ ไม่เจริญเห็น ปล่อยให้มันเป็นไปของมันเองโดยปราศจากการแทรกแซงหรือไปบังคับให้ปรุงแต่งเพื่อปัญญาอะไร

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้ปรุงแต่งนะครับ ถ้าจะปรุงแต่งก็ให้มันเกิดเองเป็นเองตามเหตุปัจจัยที่เข้ามากระทบเท่านั้น เมื่อไม่ซ้อนตัวตนลงไปในการคิด พอหมดเหตุปัจจัย มันก็จะดับไปเอง การคิดแบบไร้ตัวตนในการคิดนี้ พอหมดเหตุปัจจัยที่จะปรุงแต่ง มันจะไม่มีอะไรเหลือให้จำเลย เพราะมันแค่ปรุงแต่งของมันเอง ไม่มีตัวตนเข้าไปดำเนินในการเชื่อมโยงการปรงแต่งกับสัญญาขันธ์ใดๆ จนบางทีเหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้นด้วยซ้ำ คิดเสร็จก็ดับเหมือนเดิม เรียกว่าเป็นปัญญาที่ไม่ติดพันในปัญญาเอง ผิดกับการตอกย้ำในการคิดแบบปุถุชนที่คิดไปก็อุปาทานไป ตอกย้ำความจำไปจนหนักอึ้ง เคร่งเครียดไปหมด

เรียกว่าถ้าจะเข้าถึงโลกุตรปัญญาได้ ก็ให้ "ดับเป็น" หรือ "จบเป็น" ก่อน คือตรงต่อเนื้อหานิพพาน ตรงต่อเนื้อหาโสดาบันในลำดับแรกเป็นอย่างน้อย เมื่อว่างจากตัวตนในสภาวะต่างๆแม้กระทั่งตัวตนซ้อนจิตซ้อนสติแล้ว ก็จะเข้าถึงเนื้อหาของโลกุตรปัญญาไปเองโดยอัตโนมัติ โลกุตรปัญญาจึงเป็นปัญญาชนิดตัด คือเมื่อมีสิ่งใดมากระทบมันจะปลงทิ้งอย่างเดียวโดยอัตโนมัติของมันเอง เพราะเมื่อตรงต่อนเนื้อหาสัจธรรมแล้ว มันก็จะมีแต่การคลายอัตตาที่ซ้อนในธรรมต่างๆไปเรื่อยๆอย่างฉับพลันโดยไม่ต้องพิจารณาธรรมอะไรอีกเลย ไม่ต้องแม้กระทั่งการจะไปวางอะไร เพราะมัน "แจ้ง" ตั้งแต่ชั่วขณะที่ว่างจากตัวตนและตรงต่อเนื้อหาอริยะหรือนิพพานในครั้งแรกไปแล้วนั่นเองว่าไม่ต้องทำอะไร

แต่ถ้าอริยบุคคลชั้นต้นๆยังมีตัวดิ้นรนหลงเหลืออยู่ กรรมที่เคยตอกย้ำในปัญญาก็จะตีขึ้นมาพิจารณาเพื่อที่จะวางสภาวะต่างๆ เหมือนรถที่ยังไม่หยุดนิ่งสนิท แล้วกรรมนั้นก็จะตีกลับให้รู้สึกหนักอึ้งสับสนจนกระทั่งต้องยอมปล่อยมัน และถ้าไม่ยอมปล่อยให้มันคลายของมันเอง แต่ไปฝืนไปกดข่มเอาไว้หรือพยายามเข้าไปวาง ไปกำจัดมัน มันก็จะกลายเป็นการหลงตอกย้ำลงไปอีก ซึ่งบางท่านก็ตอกย้ำกรรมในส่วนการเจริญปัญญามามากจริงๆ จึงคลายออกยากหรือยาวนานจนกระทั่งเอ๊ะอ๊ะว่าทำไมมันไม่ดีขึ้นเลย ซึ่งความสับสนนี้อาจจะทำให้เอาความเคยชินในการมีตัวตนเข้าไปวางมาปนเปกับการคลายตัวมันเอง วางตัวมันเองจนงงไปเสียเองได้ ในกรณีนี้เวลาถ่ายทอดออกมาก็จะทำให้คนฟังสับสนและไปกระตุ้นกระบวนการคิดปรุงแต่งแปลความตีความจนปิดกั้นปิดบังสัจรรมในที่สุด

อันนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ผู้เผยแพร่สัจธรรมในครั้งพุทธกาลนั้น จะมีแค่ พระอนาคามี กับ พระอรหันต์เท่านั้น(ไปเช็คดูจากพระไตรปิฏกได้เลย ไม่ได้พูดขึ้นมาลอยๆ แต่อย่าถามนะว่าอยู่ตรงไหน จำไม่ได้จริงๆ) ซึ่งพระอริยะชั้นต้นอาจจะยังมีความสับสนระหว่างเนื้อหาโลกียะและโลกุตระอยู่ อันจะนำไปสู่การเผยแพร่ที่ยังไม่ตรงเนื้อหาสัจธรรมจริงๆ ดังนั้นก็อย่าเพิ่งรีบร้อนที่จะเผยแพร่ เพราะถ้าเผยแพร่ในสิ่งที่ไม่ตรงเนื้อหาออกไปแล้ว กรรมนั้นก็จะวกกลับมาปิดบังทำให้ต้องหลงวนใช้กรรมอีกหลายชาติกว่าจะจบ อย่างที่ว่า 7 ชาติเป็นอย่างน้อยนั่นแหละ ส่วนหนึ่งก็มาจากสาเหตุนี้เอง ก็ให้รอจนกว่าจะกลั่นกรองคลี่คลายตัวเองจนแจ้งในเนื้อหาสัจธรรมอย่างทะลุปรุโปร่งเสียก่อน และให้เรียนรู้การใช้สื่อจากมหาบารมีจะได้หมดแง่หมดมุม ซึ่งการแจ้งในเนื้อหาสัจธรรมนั้น ก็ได้มาจากการที่มันคลายตัวมันเองนั่นแหละ คลายทุกครั้งก็จะแจ้งในเนื้อหามากยิ่งขึ้นทุกครั้ง เข้าใจมากยิ่งขึ้นทุกครั้ง การถ่ายทอดก็จะผิดพลาดน้อยลงและตรงเนื้อหาสัจธรรมมากขึ้น

ส่วนการภาวนาหรือเผยแพร่ธรรมด้วยการอาศัยโลกียปัญญานั้น ก็จะพา"งอก" มากกว่าพาจบ มันจะออกไปในแนวเจริญปัญญา มาจากที่เชื่อกันต่อๆมาว่าต้องเจริญปัญญาก่อน แล้วปัญญานั้นจะพาพ้นทุกข์อีกที พอเข้าใจแบบนี้ก็เลยมีแต่คนไปเจริญปัญญาบนสมมติ แล้วกลับกลายเป็นโมหะซ้อนในปัญญา เป็นโมหะซ้อนในโมหะ โดยไม่รู้ตัว ซึ่งสมมติที่ปิดบังความจริงอยู่นั้นมันไม่ใช่เนื้อหาของความเป็นจริง พอไปเจริญปัญญาบนโมหะอวิชชาที่ปิดบังความจริงอยู่ มันจึงเกิดแง่มุมใหม่ๆขึ้นมาเสมอ เกิดวิจิกิจฉาขึ้นมาใหม่เสมอเป็นของคู่กัน และไม่สามารถที่จะเชื่อมโยงเนื้อหาทั้งหมดเพื่อสรุปให้ตัวมันเองได้ เพราะมายาสมมติในโลกนี้มีมากเท่าที่ผู้คนจะสามารถอุปโลกน์ขึ้นมาได้เลยทีเดียว แล้วการเจริญปัญญาบนมายาสมมติจะได้บทสรุปตรงเนื้อหาพระนิพพานอันเป็นสัจธรรมความเป็นจริงได้ยังไง?

ที่อธิบายมาทั้งหมดก็เพื่อให้เข้าใจ ให้วางใจว่า สิ่งที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ท่านบอกให้วางตัวรู้ ปลงตัวรู้ทิ้งนั่นก็คือบทสรุปอยู่แล้วจริงๆ ยืนยันตามนั้น ปลงทิ้งแล้วมันจะแจ้งในเนื้อหาพระนิพพานไปเอง ซึ่งการแจ้งในเนื้อหาพระนิพพานนี้มันยิ่งกว่าความเข้าใจที่ผู้คนทั้งหลายแสวงหาดิ้นรนที่จะศึกษาทำความเข้าใจโดยการตีความและปรุงแต่งมากมายมหาศาลอย่างเทียบกันไม่ติด เมื่อปลงโลกียปัญญาลง วิจิกิจฉาก็จะหมดไปในทันที เพราะมันมาคู่กัน ปลงทิ้งเมื่อไหร่ก็หมดโง่หมดฉลาดทันที

การฟังสัจธรรมแบบตรงๆนี้ก็เพื่อที่จะอาศัยโลกุตรปัญญาของผู้โปรดฯในการแจ้งตรงต่อสัจธรรมความเป็นจริง ซึ่งความเป็นจริงแห่งสัจธรรมนี้เอง ถ้าถ่ายทอดได้หมดจดจริง อุปาทานต่อสมมติทั้งหลายในจิตในใจจะคลายออกเองโดยอัตโนมัติ และจะรู้สึกโล่งโปร่งเบาไปเอง

ท่านใดที่คาในโลกียปัญญาอยู่ พยายามที่จะฉลาดอยู่ ปลงไม่ตก คลายไม่ออก กลัวโง่ ก็ให้ประกาศสละชดใช้หนี้กรรมในส่วนที่เคยเจริญปัญญา เจริญการปรุงแต่งอย่างเหนียวแน่นเพื่อความมุ่งหวังในปัญญาวิชชาทั้งหลายลงเสีย แล้วมันก็จะค่อยๆคลายออกไปเองครับ ทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้จริงๆ

No comments:

Post a Comment