Thursday, June 27, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#42

ต่อให้คนบนโลกนี้เป็นคนดีหมดก็ไม่ได้ช่วยให้โลกพบกับสันติสุข
เพราะสุดท้ายแล้วก็จะมีคนที่ดีกว่าคนทั่วไป และมีคนที่ดีน้อยกว่าคนทั่วไป
แล้วคนที่ดีน้อยที่สุดก็จะกลายเป็นคนเลวในสายตาคนที่ดีกว่าไปในทันที

ความดีทั้งหลายก็ล้วนแล้วแต่เป็นการเปรียบเทียบ
เปรียบเทียบเอาจากตัณหาตน ซึ่งมองความดีแตกต่างกัน
พอเห็นว่าตนดีกว่าคนอี่นก็เลยเรียกร้องให้คนอื่นดีตาม
บางคนไม่แค่เรียกร้อง แต่ออกมาเสียดสี ออกมากดดัน
ออกมากระแนะกระแหน ออกมาต่อว่าคืนอื่นที่ดีน้อยกว่าตน
ก็เลยกลายเป็นการยกตนว่าเป็นคนดี คนเฉยนั้นไม่ดี
เมื่อนั้นเองที่คนดีเริ่มสร้างความไม่สันติสุขไปเสียเอง

แล้วก็ไม่ต้องเห็นผิดหรอกว่า ทำกรรมดี จะดีกว่าการก้มหน้ารับกรรม เพราะมันก็กรรมเหมือนๆกัน
เพียงแต่ว่ามันจะเป็นกรรมที่ถูกจริตตัณหา หรือไม่ถูกจริตตัณหาก็เท่านั้นเอง...ตัณหาของคนอยากดี

ไม่มีสันติสุขที่ไหนได้มาจากการก่อกรรมหรอกนะเธอทั้งหลาย
เพราะเดี๋ยวผลแห่งกรรมนั้นก็จะกลับมาทำให้เราเดือดร้อนรำคาญไปเสียเอง

สันติสุขที่แท้จริงนั้นได้มาจากการที่ยุติกรรมโดยตัวมันเอง ไม่ใช่ไปทำให้คนอื่นยุติกรรมที่เราไม่ชอบ
เพราะกรรมใดๆไม่เคยให้ผลผิดพลาด ทำอะไรไว้ก็ต้องอยู่ชดใช้กรรมนั้นต่อไป...หนีไม่พ้น
มันจึงไม่ต้องห่วงอะไรกับวิบากกรรมของใคร หรือแม้กระทั่งวิบากกรรมของตนเองแม้แต่นิดเดียว
เมื่อเข้าใจได้ตรงตามนี้ ก็ควรยุติกรรม อโหสิกรรม และขอขมาในกรรมทั้งหลายทั้งปวงเสีย

---------------------------------------------------------

ทุกข์มีไว้ให้เห็น ไม่ได้มีไว้ให้เป็น?

ทุกข์นั้นเป็นสามัญลักษณ์ประจำสังสารวัฏ
คือความเสื่อมไปโดยตัวมันเอง หรือเรียกว่า ทุกขัง
และทุกขังนี้เองที่ไม่มีความเป็นตัวตนเราเขา
เรียกว่าทุกขังนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าของจริงอยู่แล้ว อนัตตาอยู่แล้ว

เมื่อใครก็ตามที่ "เห็น"ทุกข์ขึ้นมา
นั่นก็หมายความว่าได้อุปาทานเอาทุกข์นั้นมาเป็นทุกข์ของตนแล้ว
เกิดเป็นสักกายทิฏฐิโดยอำนาจแห่งโมหะอวิชชาที่หลงไปเห็นทุกข์นั้นเป็นทุกข์ของตน
ทุกข์จริงๆจึงไม่ได้มีไว้ให้ดูหรือพิจารณาอะไร
เพราะทุกข์นั้นคือปลายเหตุจากความหลงในเบื้องต้น
เห็นทุกข์กับเป็นทุกข์จึงจบลงตรงสังสารวัฏเหมือนกัน

จะคลายจากความหลงไปเป็นทุกข์ได้นั้น...ก็แค่ปลง
จะทุกข์ก็ปล่อยมัน จะสุขก็ปล่อยมัน ไม่ต้องตอกย้ำอุปาทาน
ไม่ต้องไปตั้งดู ไม่ต้องดิ้นหนี ไม่ต้องดิ้นสู้ ไม่ต้องไหลตาม ไม่ต้องระลึกรู้...แค่ปล่อย
จนเมื่อหมดเหตุแห่งทุกข์ลง ทุกข์มันก็จะดับของมันเองตามเหตุปัจจัย
แม้กระทั่งจะปล่อยได้หรือไม่ได้ก็ช่างมัน นั่นแหละปล่อย
เมื่อเหตุแห่งทุกข์ไม่ถูกตอกย้ำเพิ่ม อัตตาตัวตนที่ยึดในทุกข์นั้นก็จะจางคลายเอง
สักกายทิฏฐิจะจางคลายลงเอง เมื่อถึงที่สุดก็จะ "ว่างจากตัวตน"ไปเอง
นั่นแหละที่เรียกว่า การบรรลุธรรม ถึงที่สุดแห่งธรรม หรือ นิพพาน นั่นเอง

-------------------------------------------------------

เห็นพูดกันจังเลยว่าธรรมของคนโน้นดีนะ คนนี้ดีนะ
หารู้ไม่ว่าธรรมมันไม่ใช่ของใคร จะว่าเป็นของพระพุทธเจ้าก็ยังไม่ใช่
เพราะธรรมนั้นเป็นธรรมเดิมแท้ของมันอยู่แล้วมาแต่ก่อนกาล
พวกที่ชอบอ้างเอาธรรมของคนนั้นคนนี้ องค์นั้นองค์นี้
เอาไปฟาดหัวชาวบ้านร้านตลาด แต่ดันไม่ยอมจบให้เขา
มันก็เป็นแค่ทิฏฐิความเห็นที่บิดเบือนธรรมเดิมแท้ไปตามแง่มุมของตนเท่านั้นเอง

No comments:

Post a Comment