Wednesday, June 5, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#41

เวลาเราทำบุญ จิตใจเราก็ฟู อิ่มเอิบ
เวลาเราทำความดี จิตใจเราก็ฟู อิ่มเอิบ
เวลาเราปฏิบัติธรรมได้ดี จิตใจเราก็ฟู อิ่มเอิบ
เวลาเราพลั้งเผลอทำสิ่งที่เราคิดว่าไม่ดี เราก็รู้สึกไม่ดี
เวลาเราเกิดอารมณ์โลภ โกรธ หลง เมื่อรู้ตัว เราก็รู้สึกไม่ดี
เวลาเราผิดศีล เมื่อรู้ตัว เราก็รู้สึกไม่ดี รู้สึกว่าศีลไม่บริสุทธิ์
เวลาเราเผลอขาดสติ เมื่อรู้ตัว เราก็รู้สึกไม่ดี ก็พยายามที่จะทำสติขึ้นมาใหม่
เวลาเราทำสติได้ ทำสมาธิได้ จิตใจก็อิบเอิบ พองฟู เต็มเปี่ยมขึ้นมา


อาการฟูๆแฟบๆเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากอัตตา
อัตตาที่หลงไปยึดติด อัตตาที่หลงไปให้ค่า อัตตาที่หลงไปให้ความหมาย
อัตตาที่มีต่อสรรพธรรมทั้งหลายที่ไม่เป็นตัวตนอยู่แล้วตลอด อนัตตาอยู่แล้วตลอด
อัตตาจึงไม่ได้เกิดมีขึ้นต่ออกุศลกรรมเสมอไป
เพราะแม้แต่ความยึดติดในกุศลกรรมใดๆก็ล้วนเป็นอัตตาด้วยกันทั้งนั้น
มันจึงพาให้อิ่มเอิบบ้าง ห่อเหี่ยวบ้าง วังเวงบ้างอยู่อย่างนั้นตลอด

ก็ให้สละเสียซึ่งอารมณ์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะฟูหรือแฟบ จะดีจะร้าย
ก็ช่างมัน ปล่อยมัน ไม่ว่าจะอารมณ์แบบไหน อย่างไร
มันก็จะผ่านของมันเอง เมื่อหมดเหตุปัจจัย
ไม่ต้องไปพยายามจะละทิ้งอะไร
ไม่ต้องไปพยายามที่จะระลึกนึกถึงบุญกุศลเพื่อเป็นการตอกย้ำยึดติดอะไร

เพราะการที่พยายามจะละอะไร มันก็คือวิภวตัณหาต่อสิ่งที่จะละนั้น
เพราะการที่พยายามจะยึดอะไร มันก็คือตัณหาต่อสิ่งที่จะยึดนั้น
มันก็รังแต่จะพาให้เกิดภพเกิดชาติอยู่เรื่อยไม่แตกต่างกัน
เกิด "มีตัวตน" ปรากฏอยู่ในทุกๆขณะ ที่เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้ายเหล่านั้นทุกครั้งเหมือนๆกัน

ก็แค่ปล่อย...
อัตตาตัวตนที่ถูกตอกย้ำลงในสภาวธรรมทั้งหลายซึ่งจรมาจรไปก็จะคลายออกเอง
หมดความฟู หมดความแฟบไปเอง
หมดการตอกย้ำจะเป็นอัตตาตัวตนไปเอง...ไม่ว่าจะกุศลหรืออกุศล
เป็นกลางจากคติและอคติทั้งหลายไปเอง...ว่างจากทุกแง่มุมของคติไปเอง
ที่สุดก็จะว่างจากตัวตนไปเอง นั่นแหละที่เรียกว่า นิพพานของมันเอง
ไม่ใช่เอา "เรา" ไปเข้านิพพานที่ไหน เพราะนิพพานจริงๆก็ไม่ใช่สภาวะอะไรที่สามารถจับต้องได้เลย

-----------------------------------------------------

ผู้ที่แสวงหาสัจธรรมความเป็นจริง เมื่อได้ฟังสัจธรรมแท้ๆ ก็จะยุติการแสวงหาทันที จบกระทั่งปัญญาที่ใช้ในการแสวงหา
ส่วนผู้ที่แสวงหาปัญญา เมื่อได้ฟังสัจธรรมแท้ๆ ก็จะขบคิดจนได้ปัญญาไปแทนความจริงแท้แห่งสัจธรรม
...จบไม่เป็นเพราะมัวแต่หมกมุ่นกับการเจริญปัญญา

------------------------------------------------------

ความดิ้นรนใดๆที่จะตื่นออกจากมายาแห่งสังสารวัฏ
ไม่ว่าจะด้วยการปฏิบัติกายปฏิบัติใจแบบไหนก็ตามที
ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการปรุงแต่งบนมายาแห่งธาตุขันธ์ทั้งสิ้น
และผลที่ได้จากหลงการดิ้นรนไปบนมายามันก็คือ...มายา
ทั้งหมดนี้คือคุกที่ชาวพุทธเรียกว่า สักกายทิฏฐิ นั่นเอง

------------------------------------------------------

อะไรหรือคือตัวตนของเธอทั้งหลาย?
ในเมื่อเธอก็รู้สึกกับสิ่งเดิมไม่เหมือนกันสักครั้ง
ในเมื่อเธอก็อร่อยกับอาหารเมนูเดิมไม่เท่ากันสักครั้ง
ในเมื่อเธอก็ไม่สนุกกับเกมเดิมๆเท่ากันสักครั้ง
ในเมื่อเธอก็ไม่ได้มีความสุขกับคนหน้าเดิมๆเหมือนกันสักครั้ง
หรือเธอจะยึดถือปฏิกิริยาเคมีในสมองที่สร้างรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสทั้งหลายให้เธอได้รับรู้เอามาเป็นตัวเธอ

แล้วตัวตนที่เธอยึดถืออยู่ตรงไหน?
ในเมื่อมันไม่เคยเที่ยงตรงต่อเธอเองเลยแม้สักครั้งเดียว

ดูสิเธอทั้งหลาย ปรากฏการณ์เหล่านี้คือหลักฐานชี้ว่าตัวตนของเธอมันไม่เคยมีจริงเลย
ตัวตนของสรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนไม่มีมีปรากฏนับตั้งแต่อดีตกาลที่หาจุดเริ่มไม่ได้
และจะไม่มีปรากฏแม้ในอนาคตกาลอันไกลโพ้นไร้ที่จุดสิ้นสุดด้วยเช่นกัน

ตัวตนที่เธอทั้งหลายอนุมานเอาจากสภาวะอารมณ์ความรู้สึกชั่วคราวนั้นมันไม่เคยเหมือนกันเลย
แปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยที่เขามาปรุงแต่งชั่วคราวแล้วก็หมดไปในที่สุด
เป็นอย่างนี้ทุกๆครั้งที่เธอทั้งหลายพยายามหลงไปยึดเอาอารมณ์นั้นเป็นของตน
การไปยึดติดในสภาวะอารมณ์ทั้งหลายที่ไม่มีความแน่นอน จึงกลายเป็นเหตุแห่งทุกข์ซ้ำซ้อนอยู่อย่างนั้น

การพ้นทุกข์ที่แท้จริงจึงไม่ใช่ไปสวดมนต์ ไม่ใช่การไปเดินจงกรม ไม่ใช่การไปนั่งสมาธิ
เพราะโลกียวิถีเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการทำไปเพื่อหาที่ยึด
ยึดเหนี่ยวในสิ่งที่ยึดไม่ได้ ยิ่งยึดก็ยิ่งทุกข์ ยึดทางโลกไม่ได้ก็มายึดทางธรรม
มันก็แค่เปลี่ยนจากทุกข์ทางโลกกลายเป็นทุกข์ทางธรรมแทน
แต่ก็ทุกข์เหมือนกัน ทุกข์ตัวเดียวกัน แค่เปลี่ยนที่ทุกข์ เพราะไปเปลี่ยนที่ยึด

ก็เพียงแค่ให้เข้าใจว่าสภาวธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นยึดเอาไม่ได้
แม้ร่างกายจิตใจที่เราคิดว่าเป็นของเรา ที่เราคิดว่าบังคับมันได้
ถึงที่สุดแล้วมันก็ควบคุมอะไรไม่ได้เลย มันก็เสื่อมสลายไปตามธรรมชาติของมันอยู่ทุกๆขณะ
เสมอภาคเท่าเทียมกันทุกตัวตน ไม่ว่าจะดีจะเลวจะจนจะรวยยังไงก็ตาม

เมื่อแจ้งถึงความจริงข้อนี้แล้ว ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล
ไม่มีอะไรต้องห่วง ไม่มีอะไรต้องคาดหวัง ไม่มีอะไรต้องเคร่งเครียดจริงจัง
เมื่อนั้นตัณหาอุปาทาน ราคะ อนุสัย ต่างๆจะคลายออกไปเอง
ความหลงว่าเป็นตัวตนทั้งหลายจะจืดจางคลี่คลายออกไปเอง

No comments:

Post a Comment