Monday, June 24, 2013

โลกวัชชะ โมหวัชชะ

ช่วงนี้คำว่าโลกวัชชะ(อ่านว่า โล-กะ-วัช-ชะ)กำลังฮิต และเป็นที่รู้จักจากข่าวพระสงฆ์บางรูปที่ถูกจับลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีใครสักกี่คนที่เข้าใจเบื้องลึกเบื้องหลังที่แท้จริงของโลกวัชชะ

โลกวัชชะนั้นแปลว่าสิ่งที่โลกติเตียน แต่ติเตียนไปเพื่ออะไรเล่า?

ติเตียนเพื่อให้มันถูกต้อง? เพื่อให้มันดี? เพื่อรักษาบางสิ่งบางอย่าง? เพื่อไม่ให้บางสิ่งบางอย่างแปดเปื้อนและเสื่อมไป?

คำถามที่ว่ามาทั้งหมด จริงๆแล้วก็ยังเกิดขึ้นบนโมหะอวิชชาทั้งนั้น เกิดจากความหลงในมายาสมมติของเงื่อนไขต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้นเองโดยขาดความเข้าใจแจ่มแจ้งถึงสัจธรรมและธรรมชาติของความเป็นจริง จึงได้ตั้งชื่อบทความกำกับอีกทีว่าเป็น "โมหวัชชะ"

เพราะความจริงแล้ว การตำหนิติเตียน เกิดขึ้นก็เพราะความหลงพยายามที่จะหาสิ่งยึดเหนี่ยว ยึดติด เพื่อให้ตนได้อุ่นใจว่ายังมีบางสิ่งบางอย่างให้ยึดได้ในโลกนี้ พอบางสิ่งบางอย่างที่ตนยึดเหนี่ยวเกิดแสดงอนิจจัง เปลี่ยนไปไม่ได้ตามที่ตนเชื่อ เสื่อมไปโดยตัวมันเอง ไม่ได้เป็นไปตามที่ "ตนเห็นว่าควร" ก็จะเกิดการดำหนิติเตียน หรือพูดง่ายๆคือผู้คนทั้งหลายตำหนิติเตียนก็เพื่อสนองตัณหาตัวเองทั้งนั้น ตัณหามากก็ติเตียนมาก

ถามกลับว่า ถ้าผิดหวังบ่อยๆ ทำไมไม่หันไปเชื่อถือศรัทธาตัวเองกันล่ะ?

เชื่อว่าแทบทุกคนก็รู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองไม่น่าเชื่อถือศรัทธาเท่าไหร่ เพราะอยู่กับตัวเองตลอด 24 ชม.ก็รู้พฤติกรรมตนเองดี ไอ้ส่วนที่อุตริหันไปเชื่อถือศรัทธาตัวเองจริงๆ มันก็จะเกิดเป็นอัตตาและกลายเป็นคนอีโก้จัดตามมา จนเป็นเหตุให้คนอื่นตำหนิติเตียนอย่างไม่ต้องสงสัย สรุปแล้วทำอะไรก็ไม่ถูก(ฮา)

ด้วยเหตุนี้เอง ผู้คนแทบจะ 100% มักจะแสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยวภายนอก ซึ่งหวยก็มักจะไปตกอยู่กับผู้นำศาสนาและตัวแทนของศาสนาทั้งหลายนั่นเอง

ที่มีคำสอนว่าให้มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งนั้น มันก็จริงอยู่ แต่ไม่ใช่ให้ไปยึด เพราะเนื้อหาพระรัตนตรัยจริงๆนั้น ก็ล้วนแล้วแต่ "ว่างจากตัวตน" ทั้งนั้น พระพุทธก็สุญญตา พระธรรมก็สุญญตา พระสงฆ์โดยเนื้อแท้จริงๆแล้วก็หมายถึงพระอริยะ ไม่ใช่สมมติสงฆ์ที่ ก็สุญญตาอยู่แล้วเหมือนกัน ในเมื่อทุกอย่างที่ว่ามานี้ล้วน "ว่างจากตัวตน" หรือ "สุญญตา"อยู่แล้ว ท่านทั้งหลายจะเอาอะไรไปยึดเหนี่ยวได้อีกเล่า

ที่พูดแบบนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นการทำลายศรัทธาที่มีต่อพระรัตนตรัยหรอกนะ แต่ให้ "ว่างจากตัวตน" เสียเอง เป็นเนื้อหาเดียวกับพระรัตนตรัยเสียเอง ศักดิ์สิทธิ์ไปเองเลย มันก็จะหมดการแสวงหาที่พึ่งอื่นใดอีก นี่แหละคือการพึ่งพระรัตนตรัยที่แท้จริงอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึง ก็ตรงต่อนิพพานเสียเมื่อไหร่มันก็จบสังสารวัฏเมื่อนั้น

แต่ทุกวันนี้ พอบอกให้ยึดเหนี่ยวพระรัตนตรัย ก็เลยหันไปยึดทิฏฐิของตนที่มีต่อพระพุทธเจ้าเป็นองค์แทน ไปยึดทิฏฐิในการตีความพระธรรมแทนเนื้อหาพระธรรมแท้ๆ ไปเชื่อถือศรัทธาทิฏฐิตนที่มีต่อกายธาตุจิตธาตุของพระสงฆ์ ซึ่งก็เป็นไปตามกรรมและวิบากกรรมของแต่ละรูปนามเป็นประมาณแทน ชาวพุทธส่วนใหญ่จึงได้แต่กราบไหว้ทิฏฐิตน ยกย่องเทิดทูนบูชาแต่ทิฏฐิตน และปฏิบัติไปตามทิฏฐิตน พอสิ่งที่ตนยึดเหนี่ยวเปลี่ยนไปตามธรรมชาติของเหตุและปัจจัยในแต่ละรูปนาม ก็ออกอาการตีโพยตีพาย ก่นด่าตำหนิติเตียน เพราะมันไม่เป็นไปตามทิฏฐิและทัศนะตน จนผู้คนจำนวนมากเสื่อมศรัทธาและออกห่างจากสัจธรรมอันเป็นเนื้อหาหลักของศาสนา ก่อนที่จะได้เข้าใจเนื้อหาที่แท้จริงของสัจธรรม สุดท้ายก็ได้แต่ติดคาอยู่กับทิฏฐิตนอยู่อย่างนั้น

และยิ่งในปัจจุบันที่พลังงานกรรมมันท่วมท้นสังสารวัฏ และทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงและเสื่อมไปตามธรรมอย่างรวดเร็วจนไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยว คือยิ่งทุกสิ่งทุกอย่างแสดงความอนิจจังมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้การตำหนิติเตียนก่นด่าต่อบุคคลที่ควรจะเป็นต้นแบบและสิ่งต่างๆรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้วการตำหนิติเตียนก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยนอกจากจะเป็นกรรมเพิ่มขึ้น

แล้วเรื่องกรรมน่ะ เราจะไปปฏิฆะหรือตำหนิติเตียนกรรมของใครไม่ได้เลย เพราะกรรมเป็นเรื่องเฉพาะตัว และมันให้ผลเฉพาะที่ไม่สามารถเอาไปเปรียบเทียบกับคนอื่นได้ ซึ่งบางทีมันก็พิสดารจนคนในสังคมรับกันไม่ได้ แต่มันคือความเป็นจริง สิ่งที่เราควรจะทำจึงไม่ใช่การตำหนิติเตียนเพื่อต่อกรรม แต่ให้อโหสิกรรมต่อกันเพื่อยุติกรรมใดๆที่เคยพ่วงพันกันมา แค่เรารับรู้เรื่องราวข่าวจากสื่อต่างๆ วิบากของผู้คนต้นเรื่องก็วิ่งเข้าหาเราแล้ว คิดดูก็แล้วกันว่าวันหนึ่งเรารู้กี่เรื่อง การเสพสื่อแล้วตำหนิติเตียนไปเรื่อยจึงเป็นการหาเรื่องลำบากจิตให้ตัวเองแท้ๆ

ส่วนพระธรรมหรือพระสัจธรรมนั้นไม่ได้ดีขึ้นเมื่อมีใครมากราบไหว้บูชาหรือสวดสรรเสริญพระคุณ
พระธรรมไม่ได้แปดเปื้อนหรือเสื่อมเสียเมื่อถูกย่ำยีดูหมิ่นทั้งจากคนในและนอกศาสนา
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกไม่ว่าดีหรือเลว ล้วนแล้วแต่เป็นกรรมและวิบากกรรมของสรรพสัตว์เองทั้งนั้น
ไม่มีอะไรที่กระทบหรือลบเลือนสัจธรรมไปได้เลย เพราะสัจธรรมนั้นว่างจากตัวตน ไม่สามารถที่จะปรุงแต่งเป็นอะไรได้อีก พ้นไปจากสภาวะหยาบๆของภพภูมิทั้งหลาย ไม่ติดไม่หลุด ไม่เกิดไม่ดับอยู่แล้วตลอด

แล้วจะมีเหตุอะไรที่เราต้องตำหนิติเตียนวิบากกรรมของผู้อื่นเพื่อปกป้องพระสัจธรรมอีก?...ไม่มี

ก็มีแต่ปุถุชนนั่นแหละที่พยายามสู้เพื่อทิฏฐิที่ตนเชื่อ เพื่อทิฏฐิที่ตนศรัทธา เพื่อทิฏฐิที่ตนยึดติด มองไม่ทะลุสมมติอันเป็นเปลือกแห่งกรรมทั้งหลาย จนทุกวันนี้พระพุทธศาสนากลายเป็นศาสนาแห่งทิฏฐิไปหมดแล้ว

และสิ่งที่เสื่อมไปอย่างแท้จริงกลับไม่ใช่สัจธรรม แต่เป็นที่ทิฏฐิของผู้คนทั้งหลายนั่นเอง เมื่อเข้าใจตามนี้ได้จริงแล้ว ก็ไม่มีเหตุให้ทะเลาะหรือตำหนิติเตียนกันอีก

No comments:

Post a Comment