Tuesday, June 18, 2013

การเปลี่ยนผ่านจากยุคพลังงานเก่าสู่ยุคพลังงานใหม่

จั่วหัวข้อแบบนี้ชาวพุทธทั่วไปอาจจะงง แต่สำหรับกลุ่มที่เข้าใจเรื่องจิตจักรวาลหรือกลุ่มที่สนใจเรื่องมนุษย์ต่างดาวก็จะรู้ว่าคืออะไร

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า เรื่องราวที่กลุ่มต่างๆไปล่วงรู้มา ไม่ว่าจะโดยญาณ โดยการสื่อสารจากเบื้องบนบ้าง ต่างดาวบ้าง จริงๆก็มีเนื้อหาตรงกับในพุทธศาสนานั่นเอง เพียงแต่ใช้สมมติกันคนละแบบเท่านั้น

ยุคพลังงานเก่า ก็คืออีกชื่อหนึ่งของกลียุคหรือยุคที่โลกธาตุดำเนินไปด้วยกรรมของสรรพสัตว์ เป็นยุคที่สรรพสัตว์ทำกรรมมีกรรมและชดใช้กรรมมาก เหมือนมันอั้นกรรมกันมานานก็เลยจัดให้มาลงในยุคนี้ให้ใช้กันแบบสุดๆไปเลย ซึ่งคำว่าพลังงานเก่านี้ก็หมายถึงพลังงานกรรมนั่นเอง ซึ่งระบบพลังงานเก่านั้น มีระบบทุนนิยมเป็นรูปแบบสมมติในการขับเคลื่อนการชดใช้กรรมของเหล่าสรรพสัตว์ เป็นยุคที่ทุกชีวิตอยู่โดยกรรมของตนเอง พอหนักๆเข้าก็เพื่อกรรมของตัวเองไปด้วยเลย อย่างแค่หากินก็ยังทำกรรมกับสังสารวัฏเอาไว้มากมาย โลกธาตุจึงวุ่นวาย ร้อนรน ขึ้งเครียด อึดอัดขัดเคือง เอะอะเอ็ดตะโร กระทบกระทั่งกระแทกกระทั้นอันเป็นธรรมชาติของพลังงานกรรมที่บีบคั้นทนได้ยาก ทำให้เวทนาจัดจ้านจนเกินทน

สิ่งบ่งบอกว่าเรากำลังอยู่ในยุคพลังงานเก่าก็มีตั้งแต่ สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ระบบทุนนิยม บริโภคนิยม ข่าวอาชญกรรมและภัยจากน้ำมือมนุษย์แปลกๆที่เกิดขึ้นมากมายทั่วโลก ทั้งๆที่เป็นยุคที่เรามีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุด เป็นยุคแห่งความเจริญของเทคโนโลยีด้านต่างๆ เพราะสิ่งเหล่านี้มันแสดงถึงอัตตาของมนุษย์ในการเล่นบทพระเจ้า

ยุคนี้เป็นยุคที่สัจธรรมแท้ๆถูกบิดเบือนหรือแทบจะเลือนหายไปหมดแล้ว แม้จะมีขึ้น ปวงสัตว์ทั้งหลายที่ทิฏฐิจัดจ้าน อัตตาล้นเกินก็จะรับไม่ได้ บารมีไม่ถึง ผู้ที่แจ้งในสัจธรรมส่วนใหญ่จึงต้องเก็บตัวในป่าในเขา เมื่อปฏิเสธสัจธรรมความเป็นจริงเพราะมันขัดกับอัตตาของตน ผู้คนส่วนใหญ่จึงหันมายึดถือในความดี ยกย่องเชิดชูคนดีๆ เหมือนคนที่กำลังจมน้ำแล้วพยายามหาสิ่งยึดเกาะนั่นเอง

ส่วนยุคพลังงานใหม่นั้น ก็คือยุคธรรมศิวิไลนั่นเอง ถ้าในทางพุทธก็คือยุคพระศรีอารยเมตไตร ในทางคริสต์ก็คือยุคของพระเมสไซอา หรือศาสนาอิสลามก็สามารถอ้างอิงได้ถึงยุคพระเมซซิอะห์(ประมาณนี้นะ ผมสะกดคำชัดๆไม่ได้ แต่ทั้งหมดคือองค์เดียวกันที่จะมารวมศาสนาทั้งหมดเข้าด้วยกัน) ซึ่งที่ญาณวิถีของผู้คนในแต่ละศาสนาล้วนมาตรงกันช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ทั้งในเรื่องภัยพิบัติใหญ่ การเปลี่ยนผ่านยุค พระยาธรรมมิกราช ฯลฯ เรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ มันเป็นญาณวิถีจากเบื้องบนที่สื่อสารถึงมนุษย์บนพื้นโลก เพียงแต่มนุษย์บนโลกรับญาณวิถีแล้วเอาไปตีความต่างๆนานาจนบิดเบือนผิดเพี้ยนไปก็มาก แต่ก็ยังมีเค้าโครงของเนื้อหาเดิมให้เห็นบ้าง

ยุคพลังงานใหม่นี้จะเป็นยุคที่สรรพสัตว์และผู้คนทั้งหลายดำรงชีวิตอยู่โดยธรรรมมากขึ้น โดยธรรมนี้ก็หมายถึงว่า เป็นธรรมอยู่เองแล้ว อยู่ตามธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ทำกรรมและใช้กรรมน้อยลง ไม่หลงตั้งเอาต่อสิ่งต่างๆแล้ว ก็จะอยู่กันอย่างสันติสุขจริงๆ ไร้ความขัดแย้งในทุกระดับ แม้กระทั่งในระดับของศาสนาเองก็ตาม ซึ่งเมื่อผู้คนหมดความขัดแย้งในใจตน หมดทิฏฐิมานะลง ความเป็นชาติ ความเป็นประเทศ หรือแม้แต่ความเป็นศาสนาเองก็จะเลือนลางจางหายไป กลายเป็นโลกใบเดียวกัน ไม่มีพรหมแดนมาแบ่งแยกอีกต่อไป ซึ่งการที่แต่ละประเทศมีการแบ่งแยกอาณาเขตหรือแบ่งพื้นที่ในลักษณะต่างๆ ก็เพราะความคับแคบเฉพาะตน อันเนื่องมาจากอัตตา ทิฏฐิมานะในความเป็นชาตินั่นเอง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับว่าการเปลี่ยนผ่านจากยุคพลังงานเก่าไปสู่ยุคพลังงานใหม่จะเป็นไปในรูปแบบไหน ใช้เวลานานเท่าใด ที่แน่ๆคือต้องมีการชำระพลังงานเก่าให้หมดเสียก่อน ซึ่งสิ่งที่ตกค้างจากระบบของพลังงานเก่านั้น ไม่ใช่แค่กรรมและวิบากกรรมของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังมีพลังงานเก่าในรูปของจิตญาณ สัมภเวสีที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่ต่างๆจากเหตุการณ์ในอดีตอีกมากที่ต้องเร่งเคลียร์ อย่างเช่น จิตญาณของคนและสัตว์ที่ตกค้างในสถานที่ต่างๆเช่นพื้นที่ที่เคยเกิดการต่อสู้ เกิดสงครามรบราฆ่าฟันกัน พื้นที่ที่เคยเกิดภัยพิบัติ พื้นที่ที่เคยเกิดอุบัติเหตุหรือโศกนาฏกรรม ซึ่งเมื่อตายลงก็ยังติดพันอยู่กับเหตุการณ์ไม่สามารถไปจุติในภพภูมิปกติได้ จึงกลายเป็นอสุรกาย เป็นสัมภเวสีที่วนเวียนอยู่ในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งหากวิญญาณเหล่านั้นไม่มีบุญเพียงพอ ก็จะทำให้ไม่มีกำลังในการออกจากพื้นที่ และกลายเป็นพลังงานเก่าตกค้างในพื้นที่ส่งผลให้เกิดความปั่นป่วนต่อโลกธาตุโดยรวมในแบบที่คนทั่วไปก็ไม่สามารถมองเห็นหรือล่วงรู้ได้

นี่คือเหตุผลหนึ่งที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตได้นำการหยาดน้ำและขอขมากรรมมาช่วยเหลือเหล่าจิตญาณตกค้างในแต่ละพื้นที่ โดยการหยาดน้ำจะช่วยต่อสายบารมีของมหาบารมีทั้งหลายไปสู่จิตญาณให้คลี่คลายจากกรรมและอุปาทานทั้งหลายจนมีกำลังในการออกจากพื้นที่ไปจุติในภพภูมิที่เหมาะกับกรรมของตน พลังงานเก่าที่ตกค้างอยู่ก็จะได้รับการคลี่คลายไปในที่สุด

ส่วนของการเคลียร์พลังงานเก่าที่กำลังสร้างวิกฤตให้กับมนุษย์ในปัจจุบันนั้นก็มีหลายแนวทาง เพราะมนุษย์มีกายหยาบ สามารถคิดเองทำเองได้ ก็เลยทำให้ติดในอัตตาตัวตน ในทิฏฐิมานะ ในการตั้งเอากับโลก ซึ่งก็ก่อให้เกิดกรรมมาก ทำให้คลี่คลายปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบพลังงานใหม่ได้ยาก แต่ใครที่ได้ฟังสัจธรรมแล้วเข้าใจ คลี่คลายตัวเองได้ ก็เรียกว่าได้ค่อยๆปรับเปลี่ยนระบบจากพลังงานเก่าไปสู่พลังงานใหม่ ชีวิตก็จะคลี่คลายมากขึ้น โปร่งโล่งเบามากขึ้น เพราะพลังงานกรรมนั้นมีลักษณะของการกดทับ ขึ้งเครียด ทำกรรมมากๆ ใช้กรรมมากๆก็เครียดเป็นธรรมดา เหตุนี้เองที่ทำให้ชีวิตของมนุษย์ในช่วงกลียุคจะสั้นลงๆ เพราะแรงกรรมที่กดทับอย่างหนักหน่วงทั้งภายนอกภายใน

อีกเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในการเคลียร์พลังงานเก่า ก็คือ ภัยพิบัตินั่นเอง ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาได้มีข่าวลือเรื่องการเกิดภัยพิบัติมากมายจากที่ต่างๆก็เพราะว่าเบื้องบนพยายามจะเคลียร์บัญชีกรรมของสรรพสัตว์ให้หมดในทีเดียวด้วยการตัดเอากรรมที่เหลือมาให้ผลแบบฉับพลันทันทีผ่านการเกิดภัยพิบัติใหญ่ ซึ่งผลของมันก็คือ มนุษย์และสัตว์จะตายลงอย่างมากตามวาระกรรมที่ถูกรวบมาตัดรอนในครั้งเดียวนั้น แต่ภัยพิบัติที่ว่านี้ก็ถูกเลื่อนมาเรื่อยๆจนไม่รู้ว่าจะเกิดเมื่อไหร่ คือ สิ่งที่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายออกมาเตือนนั้น เป็นสิ่งที่ท่านรู้มาจริงๆ แต่มันก็มีความไม่แน่นอนอยู่เสมอ เพราะโลกธาตุนี้มีหลายฝ่ายที่ดูแลอยู่จึงมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา จะบอกให้ว่าไม่ต้องหนีครับ บัญชีกรรมมันมีชัดอยู่แล้ว หนีไปก็ไม่รอด ถ้าจะรอดมันรอดเอง

ที่รู้เลาๆจากญาณวิถีคือ มันจะค่อยๆเกิดขึ้นโดยเกิดจากภัยด้วยน้ำมือมนุษย์ก่อน มนุษย์ล้างมนุษย์ด้วยกันก่อน และจะปิดลงด้วยภัยพิบัติใหญ่ๆ ซึ่งถ้าเราสามารถเคลียร์พลังงานเก่าได้มากและเร็วพอ อย่างถูกที่ถูกเวลา ภัยพิบัติหรือุบัติภัยใหญ่ๆก็อาจจะไม่เกิดขึ้น แต่จะเกิดเป็นภัยพิบัติเฉพาะจุดเฉพาะพื้นที่แทน ทั้งนี้ก็เพราะพลังงานเก่ามีมากเกินไปที่จะเคลียร์ด้วยการหยาดน้ำและพาขอขมากรรมทั้งหมด ยังไงก็ตามสถานการณ์ในสังสารวัฏก็ยังไม่แน่นอน เปลี่ยนไปตามสถานการณ์กรรมของสัตว์โลก ก็ไม่ต้องเอาอะไรมาเป็นประมาณ ให้ปลงอย่างเดียวทำอะไรไม่ได้เลย

ที่แน่ๆอย่างหนึ่งคือใครที่ยังไม่ได้เคลียร์พลังงานเก่า ยังไม่ยอม ยังไม่ปลง ยังไม่วาง ก็จะไม่ได้เข้าสู่ยุคพลังงานใหม่ และจะถูกเวทนาจากกรรมทั้งหลายบีบคั้นมากขึ้นเรื่อยๆจนกว่าจะยอม ถ้าไม่ยอมก็จะได้เปลี่ยนภูมิเพื่อไปเคลียร์กันในภาคทิพย์อีกทีหนึ่ง ยังไงก็หนีไม่พ้น ถ้าไม่เชื่อก็ลองสังเกตดูสถานการณ์บ้านเมืองหรือสถานการณ์โลกตอนนี้ดูได้เลยว่าเริ่มตึงเครียดขึ้นในทุกด้านจริงๆ และการเคลียร์พลังงานเก่าทั้งหมดนี้ก็จะใช้เวลาอย่างน้อยๆ 2-3 ชั่วอายุคน ซึ่งไม่ใช่งานที่จะเสร็จในรุ่นนี้ครับ ใครทำกิจนี้ก็ต่อเนื่องยาวเลยครับ ก็คงจะต้องลงมาอีกหลายรอบ

มีความเข้าใจผิดอยู่หน่อยหนึ่งคือ ทุกคนจะเข้าใจว่าผู้ที่จะได้เกิดในยุคพระศรีฯหรือเข้าสู่ยุคพลังงานใหม่นั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีบุญมาก ถ้ามีบุญมากจริงก็ไม่ได้จบในยุคของท่านนะครับ มันจะเลยไปอีกไม่รู้เท่าไหร่ เพราะบุญหรือกุศลกรรมก็ยังเป็นพลังงานเก่าอยู่ ยึดมากๆก็เปลี่ยนผ่านยุคไม่ได้เหมือนกัน ผู้ที่จะได้เปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่คือกลุ่มที่ถึงวาระนิพพาน เป็นกลุ่มที่กรรมเบาบางแล้วเท่านั้น นี่คือเหตุที่ต้องเคลียร์พลังงานเก่าก่อนนั่นเอง

ในช่วงที่เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคพลังงานใหม่นี้ ก็จะมีการเคลียร์พลังงานเก่าไปเรื่อยๆ ถ้าในหมู่ผู้ที่พบสัจธรรมก็เรียกว่าการกลั่นกรองคลี่คลายตัวเอง ซึ่งอย่างที่เคยบอกเอาไว้ตั้งแต่ต้นปี 2556 แล้วว่า ปีนี้(2556) จะเป็นปีที่ได้ชำระกรรมกันหนักหน่อย เพราะผู้โปรดสัตว์ทั้งหลายจะต้องเป็นผู้นำในการเปลี่ยนยุค จึงต้องเคลียร์ก่อนคนอื่น ให้ประกาศสละชดใช้หนี้กรรมไปให้หมดใจจะได้ไม่เยิ่นเย่อ

ซึ่งในยุครอยต่อนี้ก็มีพระโพธิสัตว์จุติลงมาโปรดสัตว์โลกกันเยอะมาก สังเกตพวกคนเก่งๆทั้งหลายที่มีอิทธิพลกับคนหมู่มากนั่นก็ใช่ แต่ที่ลงมาแล้วหลงก็มาก หลงโลกก็มี หลงธรรมก็เยอะ บางท่านเจอวิบากเก่าจนเป๋ออกนอกทางไปบ้าง เอาความเป็นสัตว์ไปโปรดสัตว์บ้างจนไหลไปตามกระแสของสัตว์โลกก็มี สอนผิดธรรมแล้วเนื้อหาเริ่มเพี้ยนไปก็เพียบ แถมยังพาสรรพสัตว์ทั้งหลายเพี้ยนตามไปด้วย จากที่ลงมาโปรดสัตว์ก็ดันกลับกลายเป็นสัตว์เสียเอง ซึ่งการโปรดสัตว์ในยุคนี้ถ้าไม่ได้เจอมหาบารมีที่ถ่ายทอดสัจธรรมแบบสมุจเฉทเด็ดขาดมาช่วยกลั่นกรองแล้ว ส่วนใหญ่จะออกทะเลกันหมดครับ ทะเลกรรม(ฮา)

อย่างไรก็ตามการก้าวเข้าสู่ยุคพลังงานใหม่ก็ต้องใช้กำลังของพระโพธิสัตว์จำนวนมากในการเปลี่ยนผ่าน แต่ละองค์ก็ลงมาทำหน้าที่แตกต่างกัน เป็นภาพตัวต่อย่อย(Jigsaw) ซึ่งสุดท้ายแล้วก็จะต้องถูกสัจธรรมกลั่นกรองไปตามวาระของแต่ละคน จนกระทั่งกลไกในกระบวนการเปลี่ยนผ่านต่างๆสอดประสานกันจนได้สมดุลลงตัวเป็นหนึ่งเดียว โดยกลุ่มที่ถูกกลั่นกรองก่อนก็คือ กลุ่มที่ทำหน้าที่เผยแพร่เนื้อหาสัจธรรม ส่วนกลุ่มที่ทำงานในหน้าที่อื่นก็จะค่อยๆถูกเชื่อมโยงและกลั่นกรองไปตามลำดับ ซึ่ง ณ ตอนนี้ กลุ่มผู้โปรดสัตว์ได้แทรกซึมไปทั่วแล้วทั้งภาคทิพย์และภาคหยาบ หนีไม่พ้นครับ ไปไหนก็จะเจอ มีทุกวงการ และที่แน่ๆคือก่อนที่จะเข้าสู่ยุคพลังงานใหม่นั้น ระบบทุนนิยมซึ่งเป็นกลไกหลักของระบบพลังงานเก่าก็จะถูกทำลายลง(ซึ่งมีแนวโน้มว่ามันจะทำลายตัวเอง) ไม่อย่างนั้นสรรพสัตว์ทั้งหลายก็จะถูกพันธนาการในบ่วงกรรมที่เหนียวแน่นไม่จบสิ้นเสียที ส่วนใครที่ยังยึดกับระบบนั้นก็จะถูกล้างไปด้วยพร้อมๆกัน

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานใหม่นี้จะทำให้มนุษย์ค่อยๆเริ่มมีอายุที่ยืนยาวมากขึ้น เพราะกรรมที่ซ้อนลงไปในธาตุขันธ์จะเบาบางลง ความตึงเครียดจึงน้อย ซึ่งความเครียดนี้เป็นต้นเหตุของอายุที่สั้นลงและโรคภัยไข้เจ็บมากมายในปัจจุบัน ความเป็นอยู่ในยุคพลังงานใหม่ก็จะเรียบง่ายใกล้ธรรมชาติมากขึ้น กระบวนการหรือกลไกต่างๆในสังคมก็จะเรียบง่ายขึ้น หมดเงื่อนไข หมดข้อผูกมัน หมดพันธะภาระผูกพัน ไม่ซ้บซ้อนวกวนเหมือนปัจจุบัน แต่อย่าดีใจนะครับว่าทุกคนจะได้ผ่านไปสู่ยุคใหม่ ใครที่ยังตอกย้ำเหนียวแน่นกับโมหะอุปาทานตน ยึดติดและทำกรรมมากๆก็คงได้เปลี่ยนภูมิไปชำระกรรมให้เบาบางก่อนให้สำนึกก่อนที่จะไปเกิดในยุคใหม่ ไม่อย่างนั้นหมดสิทธิ์

สถานการณ์โลกที่บีบคั้นอยู่ทั่วไปหมดในทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะเรากำลังถูกบีบให้ชำระกรรมกันอย่างหนักหน่วงจริงๆ ไม่ใช้ก็ไม่ได้เสียด้วย ดังนั้นจึงไม่ต้องดิ้นหนีดิ้นสู้ ปล่อย ปลงอย่างเดียว เห็นข่าวอะไรที่มันบีบคั้นก็ชวนกันปลง ชวนกันออกอย่างเดียว จะให้ดีก็ประกาศสละชดใช้หนี้กรรมทั้งหลายบ่อยๆ เพราะถ้ายิ่งสู้แล้วกรรมจะยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆจนเวทนาจัดจ้าน เมื่อปล่อยหรือปลงไปเรื่อยๆ ประกาศสละประกาศชดใช้หนี้กรรมไปบ่อยๆ พอมันเริ่มคลายตัวเอง ภายในเริ่มเป็นทิพย์มากขึ้น ก็จะหลุดพ้นจากทุกข์เอง อันนี้เป็นทางออกที่แท้จริง ส่วนไอ้พวกที่สู้ๆกันน่ะ ยังวนสู้กันไปอีกนานไม่มีวันจบ

ในยุคพลังงานใหม่ ผู้คนจะอยู่กันแบบไม่อะไรกับอะไร อยู่กันอย่างสอดคล้องกลมกลืนโดยธรรม เพราะสิ่งที่เคยทำให้ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมในปัจจุบันก็จะหมดไป เรียกว่าสังสารวัฏภายนอกถูกทำลายจนไม่เหลืออะไรให้ยึด ความทุกข์ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งในการกลั่นกรองสัจธรรมก็จะบีบให้ทุกคนต้องปลงมากยิ่งขึ้นจนหมดใจ ยุคพลังงานใหม่จึงมีผู้บรรลุธรรมมากมายและไม่ได้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยตัณหากันอีกต่อไป โลกก็จะสงบสุขมากขึ้นไปเองโดยไม่ต้องถือศีลอะไรให้ยุ่งยาก มันจะเป็นศีลโดยธรรมชาติไปเอง เป็นสามัคคีธรรมไปเอง และตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมไปเอง

ยุคพลังงานใหม่จึงเรียกได้ว่าเป็นยุคกำเนิดใหม่ก็ว่าได้ เมื่อผู้คนอยู่กันแบบโดยธรรมเดิมแล้ว เรื่องการดำรงชีวิตจะง่ายขึ้น อาหารการกินที่เคยต้องลงแรงทำเองอย่างหนักหน่วงกว่าจะได้มา ก็จะค่อยๆเกิดเองเป็นเองมากขึ้นโดยที่ไม่ต้องลงแรงทำกรรมมากมาย ระบบเศรษฐกิจก็จะเป็นไปแบบเกื้อกูลเสียสละแทนการตั้งเอาเหมือนในปัจจุบัน ถ้าเคยได้ยินเรื่องเล่าโบราณเกี่ยวกับต้นไม้ที่บันดาลพืชอาหารได้ทุกอย่างนั่นก็เคยมีจริงครับ แต่ต้องเป็นยุคที่กรรมน้อยกันจริงๆถึงจะเกิดขึ้นได้ หรืออย่างเรื่องราวของยูโทเปีย เมืองในอุดมคตินั่นก็เคยมีจริง เป็นการเขียนขึ้นจากสัญญาเก่าๆที่ข้ามกัลป์ข้ามกัปป์มา แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้จะไปทำเอาสร้างเอาไม่ได้เลย ต้องยอมจนหมดตัวหมดตนก่อน สละออกจนตรงต่อเนื้อหาอริยะก่อนแล้วสิ่งนี้จะเกิดเป็นผลตามมาเอง

ดังนั้นช่วงเวลาจากนี้ไปก็ไม่ต้องดิ้นหนีดิ้นสู้อะไรอีกแล้วครับ ยิ่งสู้ยิ่งติดพัน ยิ่งทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานใหม่ช้าลง ให้ยอมอย่างเดียว ยอมให้หมดใจ ใครจะว่าเฉยก็ช่างมัน ผี้คนทั่วไปอาจจะมองว่ายาก แต่ช่วงชำระกรรมก็เป็นแบบนี้แหละ เจอกันทุกคน  กว่าจะเคลียร์หมดก็แทบตายกันเลยทีเดียว เพราะสะสมมาเยอะ จึงไม่มีใครหนีช่วงนี้พ้นแม้แต่คนเดียว ก็ถ้ามันร่ำๆว่าจะตายก็ปล่อยอีกเหมือนกัน มันจะได้หมดทุกก๊อก เกลี้ยงไม่เหลืออะไรให้ยึดได้เลย ตรงต่อสัจธรรมไว้แล้วทุกอย่างมันจะจัดสรรลงตัวเองในที่สุด

แต่สิ่งต่างๆทั้งหลายก็ไม่ได้จัดสรรตามที่เราอยากจะให้เป็นหรอกนะ สัจธรรมจะจัดสรรตามเนื้อหาบารมีของแต่ละคนเองไม่ขาดไม่เกิน ส่วนที่มีเราไปอยากน่ะไม่ได้เรื่องหรอก มันก็พิสูจน์กันมาทั้งชีวิตแล้วนี่จริงไหม

2 comments: