Wednesday, June 12, 2013

ทำไมผู้ปฏิบัติธรรมถึงได้มีอัตตาตัวตนมากกว่าคนปกติ?

คำถามนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็นเสียงบ่นเมื่อใครสักคนที่ต้องปะทะคารมกับผู้ปฏิบัติธรรมมากกว่าที่จะเป็นคำถามตรงๆ

ผมเองเคยได้รับการยืนยันจากพระสงฆ์รูปหนึ่งที่ท่านฝึกสมถกรรมฐานมาตลอดชีวิตด้วยว่า คนฝึกสมถกรรมฐาน อารมณ์มันจะเหมือนลูกเหล็กที่อยู่บนปลายมีด คือท่านเปรียบว่าอารมณ์จะรุนแรงกว่าคนปกติเมื่อถูกกระทบ นอกจากนี้ผมก็ยัเคยเจอฆราวาสที่ปฏิบัติสมถะมาหลายคนก็อาการประมาณนี้เลยครับ บางคนพอเจออะไรกระทบแรงๆก็ถึงขั้นร้องไห้ตีอกชกหัวตัวเอง หรือโต้ตอบกลับอย่างรุนแรง จนทำให้เพื่อนๆที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมงงว่า ทำไมปฏิบัติธรรมแล้วอัตตาตัวตนถึงได้มากกว่าปกติ

ไม่ใช่แค่กลุ่มที่ทำสมถกรรมฐานนะครับที่อัตตาเยอะ กลุ่มที่ถือว่าตนเองเจริญปัญญาอย่างกลุ่มวิปัสสนากรรมฐานก็อัตตาเยอะไม่ด้อยไปกว่ากัน เพียงแต่คนละแนวเท่านั้นเอง

เพราะอะไร?

ก็เพราะการเข้าไปฝึกให้จิตนิ่งเป็นอารมณ์เดียวนั่นแหละคือ อัตตาซ้อนบนจิต เป็นอัตตาที่พยายามจะบังคับหรือทรงสภาพอันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้วให้นิ่ง คงสภาวะเดิม การที่พยายามจะทรงอารมณ์แบบนี้ก็ต้องใส่แรงกรรมเข้าไปด้วยการกำหนดลมหายใจบ้าง ท่องบริกรรมบ้าง สวดมนต์บ้าง ฯลฯ พอใส่แรงกรรมเข้าไป มันก็ทรงได้ครับ แต่เป็นการทรงชั่วคราว พอไม่ปฏิบัติไม่นาน เดี๋ยวก็อนิจจังอีก เปลี่ยนแปลงแปรปรวนอีก เพราะอนิจจังนั้นเป็นธรรมชาติของจิตอยู่แล้ว แล้วไอ้ที่ใส่แรงกรรมเข้าไปทรงจิตนี่แหละ คืออัตตาล้วนๆ ผู้ที่ฝึกสมถะจึงเกิดความรู้สึกว่ามี "เรา" เข้าไปควบคุม "จิตของเรา" ซึ่งถามว่า ไปเอา"เรา"กับ"จิตของเรา" มาจากไหน ในเมื่อทุกอย่างมันอนัตตาอยู่แล้วทั้งหมดแม้กระทั่งจิตเองก็ไม่เว้น

พอรู้สึกว่าเราควบคุมจิตได้ มันก็เป็นการยิ่งไปตอกย้ำในสักกายทิฏฐิมากขึ้นไปอีก หรือเรียกง่ายๆว่าไปตอกย้ำอัตตาให้มันเข้มแข็งมากขึ้นนั่นแหละ นี่คือเหตุที่ทำให้นักปฏิบัติในแนวทางสมถกรรมฐาน มักจะมีอารมณ์รุนแรง รัก โลภ โกรธ หลงรุนแรงมากกว่าปกติ ซึ่งลองตอบทีสิว่ามันใช่เนื้อหาสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนหรือไม่?

ส่วนการฝึกเจริญสติ เจริญปัญญาที่เข้าใจผิดกันไปเองว่าไม่ก่อให้เกิดอัตตาก็ไม่จริงครับ เพราะการไปตามดูตามรู้ตามกำหนดนั้นก็เป็นอัตตาที่นักปฏิบัติทั้งหลายเรียกว่าขณิกสมาธินั่นเอง อะไรก็ตามที่ขึ้นชื่อว่าสมาธิที่ต้องไปทำเอาฝึกเอา ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดอัตตาทั้งนั้น

ซึ่งนอกจากจะเป็นอัตตาในสติแล้ว กลุ่มนักปฏิบัติวิปัสสนาก็ยังเกิดเป็นอัตตาในปัญญา อัตตาในทิฏฐิไปด้วยกันเสร็จสรรพ เพราะมีกระบวนการเข้าไปพิจารณาในเชิงโลกียวิสัย (นามรูป) เรียกว่า อัตตาเยอะกว่าเพื่อน ดื้อ ทิฏฐิจัด มานะเยอะ แก้ไขยาก เพราะแค่มิจฉาปัญญากับ มิจฉาทิฏฐิที่มันบังสัจธรรมอยู่อย่างหนาแน่นก็แย่แล้ว

นี่คือสาเหตุที่ไม่เปิดให้โพสต์คอมเมนต์ใน rombodhidharma.net ได้อย่างอิสระ เพราะถ้ามาในแนวทิฏฐินำ ยึดปัญญามาก เราก็จะไม่ทุ่มเถียงกับท่านแม้แต่นิดเดียว ตัดกรรมให้เลย ต้องรอให้กรรมที่บังสัจธรรมคลี่คลายก่อนค่อยว่ากัน ไม่อย่างนั้นจะเป็นกรรมหนักที่บังสัจธรรมไปอีกไม่รู้กี่ชาติ ส่วนท่านจะเอาไปวิพากษ์วิจารณ์ที่อื่นก็เรื่องของท่าน เราไม่เกี่ยว

แต่ถ้าถามในเนื้อหานี่ตอบให้หมดน่ะครับ ส่วนจะรับหรือไม่รับนี่ก็ไม่ได้สนใจเช่นกัน

ถ้าใครที่มีปัญญาหรือมีอธิวาสนาบารมีร่วมกับองค์มหาบารมีมาก่อน เมื่อปฏิบัติไปเรื่อยๆ ศึกษาไปเรื่อยๆก็จะเริ่มเข้าใจความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในระบบการสอนวิปัสสนากรรมฐาน แล้วเมื่อฟังสัจธรรมตรงๆก็จะจบได้โดยฉับพลันทันที ไม่มีลังเล

ใครที่ไม่เคยอ่านบทความในเว็บนี้ ก็เข้าใจในเบื้องต้นเอาไว้เลยนะครับว่า อัตตาจริงๆมันไม่มี อัตตาก็คือแรงกรรมที่ไปตอกย้ำซ้ำๆอยู่ในสภาวะใดสภาวะหนึ่ง(เพราะโมหะอวิชชา) เมื่อเลิกตอกย้ำ อัตตามันก็จะคลายของมันเอง ลดของมันเอง อัตตาก็ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหมือนกับธรรมอื่นๆ ไม่ต้องพยายามไปลดอัตตาอะไร เพราะไอ้ความพยายามที่จะไปลดอัตตานั่นแหละก็คืออัตตาโดยตัวมันเอง

จริงๆแล้วก็ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ฟังหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตแล้วเข้าใจผิดว่าท่านให้ละวางตัวตน จริงๆท่านไม่ได้ให้เราเข้าไปวางอะไรนะครับ ท่านแค่ให้ปล่อยสภาวธรรมทุกอย่างเป็นไปของมันเอง โดยไม่ต้องเอ๊ะอ๊ะ ไม่ต้องลังเล ไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องดัดกายทำใจอะไร ไม่ต้องห้ามหรือตัดอะไร ไม่ต้องเลือกสภาวะไหน แล้วก็เลิกหมกมุ่นที่จะไปนิพพาน เพราะมันก็เป็นตัณหาที่บังนิพพานอยู่ ให้เลิกหมกมุ่นกับอะไรๆ เพราะมันก็คือการตอกย้ำโมหะอุปาทานและการตั้งเอา ทุกสภาวธรรมก็คือปล่อย ปลง แม้กระทั่งความหลงเองก็ทำอะไรไม่ได้ก็ปล่อย เมื่อปล่อยทุกการบังคับแล้วนั่นแหละ อัตตาตัวตนที่เคยซ้อนลงในสภาวธรรมทั้งหลายที่หลงเป็นเราก็จะจืดจางลงเอง ผัสสะอายตนะก็จะจืดจางลงเอง อารมณ์ความรู้สึกก็จะจืดจางลงเอง แม้กระทั่งสัญญาความจำทั้งหลายก็จะจางลงทั้งหมด นี่เองคือการละวางอัตตาโดยไม่ก่อให้เกิดอัตตา

การวางตัวมันเองคือการวางที่ไม่ต้องมีเราเข้าไปวาง ซึ่งมันจะไปขัดแย้งกับสิ่งที่นักภาวนาทั้งหลายทำอยู่อย่างรุนแรง คือต้องมี "เรา" เข้าไปพิจารณาแล้ววาง พูดง่ายๆคือต้องพิจารณาให้ได้ปัญญาก่อนแล้วจึงวาง ซึ่งแบบนั้นล่ะครับคืออัตตาในปัญญา พอไปเจริญปัญญาสักพักก็จะเริ่มทำตัวเป็นผู้รู้ เริ่มตอบปัญหาธรรมตามเว็บไซต์ เริ่มเขียนหนังสือธรรมขาย เริ่มบรรยายธรรมแล้วเก็บตังค์ และ เริ่มออกทะเลจนกู่ไม่กลับ

การวางโดยไม่ต้องมีเราเข้าไปวางนั้น ผลที่ได้ก็คือโลกุตรปัญญาครับ คือว่างจากตัวตนที่ซ้อนในสภาวการณ์ต่างๆแล้ว มันจะแจ่มแจ้งไปเอง เป็นเนื้อเดียวกับมหาสุญญตาไปเอง ส่วนที่ไปพิจารณาก่อนแล้ววางก็จะได้แค่โลกียปัญญา คือเข้าใจสัจธรรมแค่ในระดับปรุงแต่งเอาเอง ซึ่งผลสุดท้ายแล้วก็ได้แต่ทิฏฐิกับมานะเป็นของแถม ไม่นิพพานเสียที

พวกหลังนี่แก้ยากครับ เหมือนเอาจอบฟันหิน อคติมันปิดบังสัจธรรมไปจนหมดเสียแล้ว บางคนถึงขนาดไม่ขออโหสิกรรมทั้งๆที่มันก็เป็นเรื่องอภัยทานที่สอนกันทั่วไป แต่ที่ไม่ยอมรับเพราะคนพูดเนื้อหานี้มาจากวัดร่มโพธิธรรม ก็เลยไพล่ปฏิเสธเนื้อหาสัจธรรมไปเสียตั้งแต่ยังไม่ได้ฟังเนื้อหาก็มี

ไม่ว่าใครจะคติหรืออคติก็ไม่มีปัญหาอะไร โปรดได้หมด เพียงแต่อาจจะต่างกรรมต่างวาระไป ใครดื้อรั้นทิฏฐิมานะจัด ผัสสะอายตนะ ตาเนื้อ สมองเนื้อมันบังเนื้อหาสัจธรรม ก็ต้องรอให้เปลี่ยนภูมิก่อน ถึงจะโปรดได้ง่ายขึ้น

ไม่ต้องห่วงหรอกครับ อยู่ในสังสารวัฏยังไงมันก็อมตะอยู่แล้ว เกิดตายก็ไม่จริง หนีไปไหนไม่รอดหรอก

4 comments:

  1. แล้วจะปฏิบัติอย่างไรดีครับ

    ReplyDelete
    Replies
    1. สัจธรรมนั้นคือความจริงอันเป็นที่สุด ไม่มีความจริงอื่นอีกแล้ว ซึ่งพระพุทธเจ้านำมาบอกกล่าวเอาไว้เป็นรหัสนัยว่า ทุกสรรพสิ่งที่เราเห็นได้สัมผัสได้ ล้วน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้ว จึงไม่มีสิ่งใดยึดได้ แม้กระทั่งสภาวะแห่งจิตก็ตามที เมื่อได้ฟังดังนี้ก็จะทำให้เข้าใจว่า จะไปทำกายทำใจแบบไหนเพื่อให้บรรลุธรรมไม่ได้เลย เพราะสภาวธรรมทั้งหลายล้วนแล้วแต่เป็นธรรมโดยธรรมของมันเองอยู่แล้ว เพียงแค่ฟังสัจธรรมตรงๆแล้วปลงธาตุขันธ์ ปล่อยธาตุขันธ์ดำเนินไปตามวาระกรรม วาระธรรมของมันเอง โดยที่ใจก็ไม่ต้องดิ้นหนีดิ้นสู้อะไร ช่างมัน จะทุกข์ก็ปล่อย จะอึดอัดก็ปล่อย เมื่อนั้นอัตตาที่ซ้อนลงในจิตอันก่อให้เกิดภพชาติสังสารวัฏจะคลายออกเอง อริยะเอง นิพพานเอง ที่ยังเป็นสังสารวัฏกันอยู่ก็เพราะตัวตัณหาที่พาดิ้นรนในการหลุดพ้นนั่นแหละ พอดิ้นรนไปทำ ไปปฏิบัติก็ไม่หลุดพ้นเสียที ทั้งๆที่นิพพานก็รองรับสังสารวัฏอยู่แล้ว เพียงแค่ปล่อยให้สังสารวัฏมันคลายตัวมันเอง เดี๋ยวก็ตรงต่อเนื้อหานิพพานไปเอง

      จึงสรุปได้ว่า ก็ไม่ต้องไปทำอะไร ปฏิบัติอะไร เพราะการปฏิบัตินั้นก็เป็นเพียงเงื่อนไขที่มนุษย์อุปโลกน์ขึ้นมาแล้วก็ไล่สนองตัณหาตนด้วยการปฏิับัติเพื่อให้ได้ตามเงื่อนไขเท่านั้น ฟังสัจธรรมให้เข้าใจแล้วก็ปล่อยให้ธาตุธรรมทั้งหลายที่ประกอบขึ้นเป็นกายใจเรานี้ให้เป็นธรรมโดยธรรมของมันเอง โดยไม่ขัดขืน ดิ้นหนีดิ้นสู้อะไร ที่สุดมันก็จะนิพพานของมันเอง เพราะไอ้คำว่าเราน่ะมันไม่มีตั้งแต่แรก แล้วจะเอามันไปนิพพานได้ยังไงเล่า

      Delete
  2. สาธุครับ นี่สิของจริง

    ReplyDelete