Friday, June 7, 2013

ความพ้นทุกข์ไม่ได้ทำให้ใครเป็นผัก

งงกับหัวข้อไหมครับ?

จริงๆแล้วสิ่งนี้เป็นความเข้าใจผิดจากการอนุมานเอาโดยทิฏฐิ โดยตรรกะของชาวพุทธจำนวนมากที่ได้ไปอ่านเจอสเปคของพระอรหันต์ว่า หมดสิ้นกิเลสตัณหาแล้ว จิตขาวรอบแล้ว ตกกระแสธรรมแล้ว บรรลุแล้ว นิพพานแล้ว บลาๆๆๆ

อ่านเสร็จก็เอามาตีความนึกภาพจินตนาการเอาว่าพระอรหันต์ทำไอ้โน่นไม่ได้ ไอ้นี่ไม่ได้ ต้องเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ จนกลายเป็นการตีกรอบ ตั้งเกณฑ์เอากับผู้ที่ตนคิดว่าหรือคาดว่าเป็นพระอรหันต์แล้ว เพื่อการตรวจสอบ จนหลายครั้งต้องตอบกลับว่าพระอรหันต์ไม่ใช่ผักที่จะต้องอยู่นิ่งๆเฉยๆตามความคาดหวังของปุถุชนนะท่าน

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่เหล่าพระอริยะทั้งหลาย แต่อยู่ที่ปุถุชนเอง ที่เอาเกณฑ์ซึ่งตีความเอาจากความหลงของตนไปวัดอากัปกิริยา การพูดจาอันเป็นรูปลักษณ์ภายนอกเข้า ทั้งๆที่นิพพานจริงๆนั้นไม่เนื่องด้วยกายและใจหรือสภาวธรรมใดๆอยู่แล้ว ในเมื่อไม่เนื่องด้วยอยู่แล้ว ความประพฤติภายนอกของท่านก็ไม่สามารถเอามาวัดได้ว่าท่านเป็นพระอรหันต์จริงหรือไม่ เป็นพระอริยะจริงหรือไม่

การไปวัดค่า วัดเกณฑ์ว่าใครเป็นพระอรหันต์จึงไม่ได้ให้อะไรใครนอกจากกรรมหนักจากการวิพากษ์วิจารณ์อริยบุคคล แล้วไอ้กิริยาอาการที่หลงไปวัด หลงไปตีค่าให้ค่ากันอยู่นั้น มันก็เป็นเพียงแค่เศษกรรมเก่าเท่านั้น

การตรงต่อเนื้อหาอริยะนั้นไม่ได้ทำให้ใครเป็นผัก และการเลิกหลง สละ ปลง วาง จบกิจ ประกาศสละ ประกาศถอน ประกาศชดใช้หนี้กรรม ก็ไม่ได้ทำให้ใครเป็นผักเหมือนกัน ผมปลูกอยู่รู้ดี(ฮา)

ความหลุดพ้นนั้นไม่ได้เกี่ยวว่าจะต้องไปอยู่วัด หรือต้องไปบวชเป็นพระ ไปบวชเป็นชีก็ไม่ใช่ เพราะนั่นเป็นเพียงแค่รูปแบบเท่านั้น อริยบุคคลนั้นไม่เนื่องด้วยรูปแบบอยู่แล้วโดยความเป็นจริง ดังนั้นจะเอาสเปคพระอริยะที่อ่านเจอมาไปวัดไปประเมินไม่ได้เลย เพราะมันไม่ใช่เนื้อหาพระนิพพาน

ความพ้นทุกข์ที่พระพุทธเจ้าทรงหมายถึงนั้นก็คือการหลุดพ้นจากความวกวน(สังสารวัฏ หรือ วัฏฏะ) พ้นจากการหลงอุปาทานในสภาวะกายใจที่มันไม่ใช่ของเรา พูดง่ายๆคือท่านมาบอกความจริงกับเราว่า สรรพธาตุ สรรพธรรมทั้งหลายในโลกนี้ แม้กระทั่งกายและใจที่หลงคิดว่าเป็นเรานี้มันไม่ใช่เรา

พอหลงไปยึดติดยึดอยู่ หมกมุ่นตอกย้ำ มันก็เลยเป็นสังสารวัฏวกวนไม่จบสิ้น ก็แค่ปล่อย ไม่ยึดติดกับอะไร ไม่ยึดแม้กระทั่งความไม่ยึดเอง นั่นแหละมันก็จะหลุดพ้นจากสภาวธรรมอันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาไปเอง เมื่อหลุดพ้นแล้วแต่ยังมีธาตุขันธ์อยู่ ก็จะหมดห่วงหมดกังวล วางใจกับทุกๆกรณี เพราะแจ้งแล้วว่าทุกอย่างมันเป็นไปตามเหตุและปัจจัยของมันอย่างนั้นเอง เช่นนั้นเอง และแน่นอนชนิดที่ไม่เคยผิดพลาด ทุกสรรพสิ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันจริง ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย(กรรม)ชั่วคราว ที่เราไม่สามารถล่วงรู้ได้เลย แม้จะห่วงหรือไม่ห่วงมันก็เป็นเช่นนั้นเองอยู่ตลอด มันจึงวางใจแบบหมดใจ และหมดตัณหาในการต่อการตามความห่วงหวงอะไรอีก จิตที่เคยห่วงหาอาทรจึงจบลงเอง ดับลงเอง เป็นอิสระจากกายจากใจในที่สุด

พระอรหันต์จึงไม่ใช่อะไร ท่านเพียงแค่หมดห่วงในทุกเรื่อง ไม่ใช่ว่าจะต้องหนีอะไรไปไหนอีก ไม่ใช่ว่าจะต้องไปทรงนิ่ง ทรงแช่ ดูขรึม ดูดี นั่งสมาธิเก่ง เพื่อเอาใจชาวพุทธอีก เพราะท่านรู้ว่าจิตภายในมันไม่เนื่องด้วยอะไรอยู่แล้ว จบกิจแล้ว เป็นอิสระจากกายจากใจแล้ว ธาตุขันธ์ที่เหลือก็จะเป็นไปตามอนุสัยที่ยังคงมีอยู่ แต่ท่านก็นอกเหนือกับอนุสัยนั้นได้ตลอด ไม่ติดไม่หลุดกับสภาพแบบไหนอยู่แล้ว จึงไม่ข้องไม่คาไม่เอ๊ะไม่อ๊ะกับสภาวะใดหรือสมมติใดๆอีกต่อไป

ส่วนผู้โปรดสัตว์ที่จบกิจเฉพาะตนได้แล้ว ก็จะทำกิจโปรดสัตว์ต่อไป ซึ่งการทำกิจในการโปรดนั้น ก็ต้องใช้ธาตุขันธ์ ใช้สมมติ ใช้ให้แนบเนียนไปกับสมมติ เปรียบเหมือนนักแสดงที่เล่นไปตามบทต่างๆ ก็เล่นได้แนบเนียน แต่ในใจจะไม่อินกับอะไรอีก ซึ่งบางครั้ง บทบาทที่ได้รับก็ดูเหมือนปกติทั่วไป แต่แตกต่างจากปุถุชนทั่วไปตรงที่ ปุถุชนทั้งหลายไม่รู้ตัวว่ากำลังอยู่ในฉากการแสดงขนาดใหญ่ จึงหลงจริงจังไปกับทุกเรื่อง อินเกิน ดรามาเกิน มันก็เลยตึงเครียด เคร่งเครียดตลอด

ปัญหาจึงไม่ใช่ที่ว่าใครจะเป็นอริยะ เป็นอรหันต์ ไม่ใช่ปัญหาว่าจะเป็นจริงๆหรือไม่ แต่มันอยู่ที่ตัวเองนั่นแหละที่ไปแส่ส่ายหาเรื่องเอง แทนที่จะฟังเนื้อหาสัจธรรมแท้ๆ แทนที่จะก้าวข้ามรูปลักษณ์ภายนอก กลับไปติดอยู่ที่เปลือกกระพี้ที่มันเป็นเพียงธรรมอาศัยชั่วคราวเท่านั้น

นิพพานนั้นไม่เนื่องด้วยเหตุปัจจัยใดๆ แต่ธาตุขันธ์กายใจที่มีอยู่ ก็ยังเนื่องด้วยเหตุและปัจจัยที่เป็นไปตามธรรมของมันเอง พระอริยะท่านก็จะปล่อยให้มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยโดยไม่ดัดจริตอะไร กายใจเป็นเพียงสิ่งอาศัยชั่วคราว เนื้อหานิพพานจริงๆจึงวัดกันไม่ได้ด้วยโลกียวิสัยอยู่แล้ว พ้นไปจากโลกียวิถีทุกชนิดอยู่แล้ว แม้กระทั่งการปรุงแต่งก็เกิดได้มีได้ ตามเหตุปัจจัย เพียงแต่ไม่ติดไปกับการปรุงแต่งนั้น เรียกว่าไร้ตัวตนในการปรุงแต่ง พอเหตุหมด การปรุงแต่งก็ดับไปของมันเอง(ไม่อย่างนั้นก็กลายเป็นผักสิ) แต่ทุกอย่างที่ว่ามานี้ก็ล้วนเกิดขึ้นบนพื้นฐานที่นิพพานอยู่แล้วทั้งสิ้น

ใครที่ได้ฟังสัจธรรมแล้วยังเกร็ง กลัวนิพพาน กลัวต้องไปบวช ห่วงนั่นห่วงนี่ ไม่กล้าปล่อย ไม่กล้าทิ้ง มีภาระเยอะกลัว ก็ไม่ต้องกลัวครับ เลิกกลัวได้แล้ว เพราะเมื่อหลุดพ้นแล้ว สมมติทุกอย่างจะเป็นเรื่องจิ๋วๆไปเลยทีเดียว เพราะรู้แล้วว่ามันคือสมมติทั้งนั้น มันจะเลิกห่วงในทุกเรื่อง ก็คิดดูแล้วกันว่ามีชีวิตแต่ไร้กังวลน่ะมันไม่ดีหรือ

ไม่ว่าจะหมดห่วงไม่หมดห่วงกับสิ่งทั้งหลายรอบตัวก็ตาม ทุกอย่างมันก็จะดำเนินไปของมันแบบนั้นไม่เปลี่ยนแปลง แล้วเราจะห่วงไปทำไมในเมื่อความห่วงนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร แถมถ้าทำอะไรลงไปเพื่อเปลี่ยนแปลงบางสิ่งที่เราห่วง สุดท้ายแล้วเราก็ต้องใช้คืนอยู่ดี ก็ในเมื่อทำอะไรไม่ได้เลย ก็ให้หมดห่วงนั่นแหละจบ

เมื่อจบ"เรา"ได้ มันก็จะลดความวกวนให้กับสังสารวัฏโดยรวมไปอีกหนึ่ง สังสารวัฏโดยรวมก็จะคลี่คลายเบาบางลงไปอีกมาก เจ้าหนี้ลูกหนี้ทั้งหลายที่สะสมแต้มมาทุกพุทธันดรก็จะได้มีส่วนร่วมคลี่คลายไปด้วยกันทั้งหมด

คิดดูก็แล้วกันว่าเจ้าหนี้ลูกหนี้กรรมของเราตั้งเท่าไหร่ กี่กัลป์กี่กัปป์ล่ะ เยอะใช่เล่นนะครับท่าน

No comments:

Post a Comment