Saturday, May 4, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#40

อาการแห่งใจทั้งหลายล้วนเป็นมายา
ไม่ต่างอะไรกับอารมณ์
ไม่ต่างอะไรกับความรู้สึก
ที่เกิดจากการหลงปรุงแต่งในความหมายอันเป็นสมมติ

ความหลุดพ้นที่แท้จริงจึงไม่ใช่ไปหลงปฏิบัติกายทำใจอะไร
เพราะกายและใจก็ล้วนเป็นมายา
การเห็น การรับรู้ การสัมผัส การคิดทั้งหลายก็เฉกเช่นเดียวกัน
แล้วเธอจะแจ้งความจริงแห่งสัจธรรมด้วยการปฏิบัติบนมายาได้อย่างไร

ก็แค่ให้เข้าใจสัจธรรมความจริงอย่างถึงที่สุดว่า...
สิ่งทั้งหลายที่เห็น รับรู้ สัมผัสนั้นไม่ใช่ความเป็นจริง
เป็นเพียงการหลงปรุงแต่งเอาบนสมมติที่ปิดบังซ้อนลงบนความจริง
เมื่อเข้าใจได้ตามนี้ จิตมันก็จะปลงของมันเอง
หมดตัณหาอุปาทานในมายาสมมติของมันเอง
เชื้อทั้งหลายที่นำพาให้เกิดเป็นจิตและภพชาติก็หมดไปเอง
และสุดท้ายก็นิพพานของมันเอง ไม่ใช่มีเราไปนิพพาน

------------------------------------------------------

กิเลสนั้นเกิดจากตัณหาที่พยายามจะอุปาทานในสภาวะหนึ่งสภาวะใด
ความโกรธเกิดเพราะไม่ได้อย่างที่ตัณหาต้องการก็เลยอึดอัดขัดเคือง
ความโลภเกิดเพราะมันได้อย่างที่ตัณหาต้องการก็เลยย่ามใจพยายามจะเอาอีก
และต้นเหตุแห่งตัณหาก็มาจากโมหะอวิชชาความหลงในนามในรูป
ก่อให้เกิดความเห็นความหมาย ความแตกต่าง การให้ค่า
จนกลายเป็นตัณหาในการเลือกในที่สุด

เมื่อ"เรา"เป็นเหตุ ตัณหาจึงเกิด
เมื่อตัณหาเกิดขึ้น จึงเป็นเหตุแห่งกิเลสทั้งหลาย

พระพุทธเจ้าจึงไม่ได้สอนให้ดับหรือตัดหรือละกิเลส
แต่ให้ปลงเหตุแห่งกิเลส หรือ"เรา"ลงเสีย
"เรา"ในที่นี้ก็มาจากการหลงปรุงแต่งในโมหะอวิชชาผ่านการรู้การเห็นสัมผัส
ก็แค่ปลง ก็แค่ปล่อยผ่านในสภาวะรู้และเห็นทั้งหลาย
แค่นี้ตัวตนซ้อนในรู้ในเห็นก็จะมลายหายไปเอง
ความแตกต่างในธรรมทั้งหลายก็หมดไปเอง
ตัณหาอุปาทานตลอดจนกิเลสทั้งหลายก็หมดไปเอง
ตรงต่อเนื้อหาโลกุตรปัญญา และความสว่างไสวแห่งพุทธรรมไปเอง

-----------------------------------------------------------

คำว่า "เวรกรรม" นั้น หมายถึงการที่จะต้องพัวพันผูกพันเป็นเวรเฝ้าวนเวียนอยู่กับกรรมทั้งหลายทั้งปวงทั้งที่ได้กระทำไปแล้วและกระทำอยู่ในปัจจุบันซ้ำๆหยุดไม่ได้
จึงพูดได้ว่ามนุษย์ทั้งหลายนั้นอยู่กับเวรเฝ้ากับกรรม หมกมุ่นกับตัวเองซ้ำๆ ยุติกรรมไม่เป็น

จะออกจากเวรและกรรมได้ไม่ใช่ให้ไปแก้กรรม เปลี่ยนกรรมอะไร
ก็ให้ประกาศสละออกเสียซึ่งพันธะภาระผูกพันทางใจทั้งหลายไม่ว่าทางโลกทางธรรม
อโหสิกรรมให้ทุกดวงจิตที่เราเคยสัมผัสสัมพันธ์กันมาไม่ว่าจะเป็นกุศลหรืออกุศล
และน้อมมหาบารมีเป็นประธานในการขอขมากรรมต่อเจ้ากรรมนายเวร รวมไปถึงทุกดวงจิตที่เราเคยประมาทปรามาสล่วงเกิน

แล้วกรรมทั้งหลายทั้งปวงก็จะค่อยๆหมดเวรหมดวาระไปเอง คลี่คลายไปเอง

-----------------------------------------------------------

คนบนโลกนี้ทั้งหมดไม่มีใครชอบคำโกหก
แล้วก็ไม่มีใครรู้ตัวเช่นกันว่า ตัวเองก็รับความจริงไม่ได้
นี่แสดงให้เห็นแล้วว่าผู้คนทั้่งหลายติดอยู่ในทิฏฐิความเชื่อของตน
และที่สุดแล้วทิฏฐิความเชื่อแห่งตนก็คือการโกหกหลอกลวงตัวเองทั้งนั้น

No comments:

Post a Comment