Tuesday, May 28, 2013

สามัคคีธรรมที่แท้จริง

เห็นผู้คนมากมายพยายามแก้ไขความแตกแยกในบ้านเมืองแล้วเซ็ง ไม่ว่าจะเป็นการออกหลักสูตรการแก้ไขความขัดแย้งในสังคม การเปลี่ยนทัศนคติ การเสนอแนวทางปฏิบัติ จนถึงการสร้างความสามัคคีด้วยการสร้างกิจกรรมร่วมกัน โดยหารู้ไม่ว่าสามัคคีธรรมจริงๆนั้นคืออะไร

การที่เราพยายามจะทำให้คนอื่นคิดเหมือนเรา ทำเหมือนเรา เป็นแบบเรา ไปในแนวทางเดียวกันตลอด เป็นความพยายามที่สูญเปล่า เหนื่อยเปล่า หาประโยชน์อันไม่ได้เลย เพราะการทำแบบนี้ก็คือไปฝืนทิฏฐิ ฝืนจริต เป็นการดัดจริตดัดอัตตาของผู้คนให้มามีแนวทางใกล้เคียงกัน เดินร่วมกัน ซึ่งอะไรที่ฝืนทำก็มักจะอึดอัดขัดเคืองและเปลี่ยนแปลงเบี่ยงเบนไปเป็นธรรมดา เราก็เลยเห็นความแตกแยกในหมู่ผู้คนมากมายไม่รู้จบ แต่ก็ไม่มีใครเข้าใจเสียทีกับคำว่า สามัคคีธรรม เห็นแต่คนพยายามทำให้เกิดความสามัคคี ซึ่งก็พยายามไปเถอะ ไม่เป็นผลหรอก

สามัคคีธรรมที่แท้จริงนั้น คือการหมดความแตกต่างในธรรมใดๆ หมดความเห็นความหมายหรือทิฏฐิในการแบ่งแยกใดๆ เมื่อหมดทิฏฐิตัวตนในความแตกต่างของสภาวะทั้งหลายแล้วนั่นแหละ สามัคคีธรรมหรือ สมังคี(รวม)ธรรม ก็จะเกิดขึ้นเอง เจริญขึ้นเองอย่างยั่งยืน

สามัคคีธรรมจึงไม่ใช่การไปพยายาม"ทำ"ให้เกิดความสามัคคีขึ้นในหมู่คณะอย่างที่เข้าใจผิดๆกัน ไม่ใช่การแต่งตัวคล้ายๆกัน ไม่ใช่การมีวัตรปฏิบัติคล้ายๆกัน ไม่ใช่จะต้องพับเพียบเรียบร้อยเหมือนๆกัน เพราะกรรมอนุสัยของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ให้ปลงทิฏฐิความเห็นความหมาย แง่มมต่อสิ่งต่างๆ แม้กระทั่งกับกายและใจลง เมื่อทิฏฐิหมดไป มันก็จะว่างจากตัวตนที่จะหลงไปขัดแย้งกับอะไร ไม่มีตัวตนที่จะอึดอัดขัดเคืองอะไร จะหมดความขัดแย้งกับรูปลักษณ์ภายนอกทั้งของตนเองและผู้อื่น เมื่อนั้นความขัดแย้งทั้งหลายทั้งภายนอกภายในก็จะหมดไปเอง สามัคคีธรรมจึงไม่ใช่การรณรงค์ให้เกิดสามัคคี ไม่ใช่การปรับทัศนคติ ไม่ใช่การปรับความเข้าใจกันอย่างที่เข้าใจกันแม้แต่น้อย

ก็เห็นรณรงค์กันมามาก ทำไมถึงไม่สำเร็จ ก็เพราะมันมีแต่เอากรรมไปชนกรรมนั่นแหละ มันจึงไม่จบความขัดแย้งเสียที พอข้อขัดแย้งนี้หมดไป เดี๋ยวทิฏฐิมันก็จะออกแส่หาความขัดแย้งใหม่ออกมาเล่นอีกไม่มีวันหมด คือถ้าจะเล่นที่รูปรสกลิ่นเสียงภายนอกให้มันสอดคล้องสามัคคีกันนะ ไปทำอย่างอื่นดีกว่า โมฆะหมดล่ะท่าน

สามัคคีธรรมโดยนัยนี้ก็คือนิพพานนั่นเอง ยากไปอีกไหมเนี่ย แต่ไม่มีทางอื่นใดให้เลือกหรอกนะ สามัคคีธรรมจริงๆมีแค่ทางเดียว แถมไม่ใช่ตัวเลือกเสียด้วย

การที่ผู้คนสมัยนี้วุ่นวายอยู่กับความขัดแย้งทั้งหลายนั้นก็มาจากยึดถือเอาอัตตาตัวตนเป็นใหญ่ พอไปไหนมาไหนที ก็มีแง่มุมไปกระทบกระทั่ง กระทบกระเทียบกันจนเกิดเป็นความบาดหมาง บางทีจากเรื่องเล็กก็พาลกลายไปเป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศไปก็มี ทั้งหมดนี้ก็เนื่องมาจากอัตตาความยึดติดในทิฏฐิมานะของตน จะเอาทิฏฐิที่เป็นกรรมไปแก้ทิฏฐิคนอื่นไม่ได้ มันก็จะมีแต่กรรมต่อกรรม ก็จะยุ่งเหยิงไม่รู้จบ แถมสุดท้ายก็ไม่มีใครได้อะไรเหมือนเดิม ตายแห้งเหมือนกันหมดทุกคนไม่ต้องแย่งกัน

ในเมื่อเข้าใจความเป็นจริงของสามัคคีธรรมอย่างนี้แล้ว ท่านทั้งหลายก็ไม่สมควรจะดำรงทิฏฐิมานะในตนอีกต่อไป เพราะมันก็รังแต่จะสร้างความระคายเคืองให้แก่ตนและคนอื่น อันจะทำให้ชีวิตที่แสนสั้นและจิ๊บจ๊อยของท่านทั้งหลายหาความสงบไม่เจอ ก็ขอให้ปลงเสียซึ่งทิฏฐิมานะ ปลงมันด้วยการเปล่งวาจาอโหสิดังๆ อโหสิให้กับทุกสิ่งทุกอย่างทุกคนไม่ว่าจะกรรมดีกรรมเลว จะเป็นผู้กระทำหรือถูกกระทำก็ตามแต่ ให้กล่าวขอขมากรรมโดยน้อมอัญเชิญองค์คุณแห่งพระพุทธเจ้าและมหาบารมีทั้งหลายให้เป็นประธานในการขอขมากรรม ประกาศสละ ชดใช้หนี้กรรมทั้งหมดด้วยการปลง การสละ การปล่อย การวาง อันเป็นนัยยะแห่งการบวช จะให้ดีก็ขออโหสิกรรมกับคู่กรณีไปเลย แม้ว่าเราจะไม่ผิดก็ตาม เพราะเนื้อหาจริงๆก็คือการยุติกรรม จะไปผลัดให้คู่กรณีเราที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เรื่องการขอขมากรรมมาขอขมาเราก่อนก็ไม่ได้ เพราะเขาไม่รู้เรื่อง เขาก็ได้แต่ยึดติดในทิฏฐิมานะของตน ในขณะที่เราเข้าใจเนื้อหาสัจธรรมแล้ว เราก็นำร่องไปก่อนเลย ไม่ต้องวางท่า

และถ้าขอขมากรรมไปแล้ว เขาจะยอมหรือไม่ยอมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง จะงี่เง่าอะไรยังไงต่อ ก็เป็นเรื่องของเขา ก็แค่ให้มันจบที่เรานั่นแหละ ก็คือจบ แล้วก็ไม่ต้องเอาเครดิตในการสมานฉันท์หรอกนะ เอาไปก็เกิดเป็นอัตตาอีก เดี๋ยวก็กลับมาขัดแย้งกันอีก ไม่รู้จบ

No comments:

Post a Comment