Tuesday, May 14, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม 4 ตอนที่ 4 กามสุขัลลิกานุโยค-อัตตกิลมถานุโยค

โพสต์หัวข้อที่เป็นบาลียาวๆแล้วผื่นจะขึ้นครับ นัยว่าแพ้ทางบาลีจริงๆ แต่พอเห็นปั๊บมันก็เข้าใจเนื้อหาของสองคำนี้อย่างกระจ่างดังจะอธิบายต่อไปนี้ครับ

กามสุขัลลิกานุโยค แปลเป็นไทยว่า ตรงๆว่าหลงโลก หรือหลงติด(ราคะ)ในกามสุข หรือสุขที่ได้รับจากผัสสะอายตนะหรือสุขจากการปรุงแต่งตามทิฏฐิทั้งหลาย รวมถึงสุขตามอัตตวิสัย โลกียวิสัยทั้งหมดทั้งมวล โดยนัยแห่งความหมายนี้ แม้กระทั่งความติดเนื้อต้องใจชอบพอที่จะอ่านหนังสือธรรมก็เป็นความหลงโลกเหมือนกัน เพราะมันเกิดเป็นตัณหาราคะ ความติดตรึงใจในธรรมนั้นๆ หรือติดใจในทิฏฐิการตีความธรรมนั้นๆ ซึ่งปกตินักปฏิบัติทั้งหลายจะเข้าใจไปว่ากลุ่มหลงโลกนี้ คือกลุ่มที่หลงระเริงไปในทางแสงสีเสียงหรือความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมในวัตถุเพียงอย่างเดียว ไม่เท่านั้นนะครับ พวกที่ชอบเข้าฌานเพราะติดสุขในความสงบก็นับเข้าพวกไปด้วยเลย เอาเป็นว่า กามสุขัลลิกานุโยคนี้รวมไปถึงความเพลิดเพลินในผัสสะอายตนะ อัตตวิสัยทั้งหลายก็แล้วกัน และคำว่าเพลินนี่มันไม่ได้แบ่งด้วยว่าจะโลกหรือธรรม ถ้าขึ้นชื่อว่าเพลิน เช่น เดินจงกรมเพลิน นั่งสมาธิเพลิน สวดมนต์เพลิน คิดเพลิน จินตนาการเพลิน จนเกิดเป็นตัณหาราคะความติดต้องใจไม่ทำไม่ได้ เหมือนชีวิตขาดอะไรไปสักอย่าง ก็นับเข้าพวกได้หมดเลย

ส่วน อัตตกิลมถานุโยค นั้น แปลง่ายๆว่า หลงธรรม ซึ่ง อัตตะ หรือ อัตตาก็คือกรรมในการบังคับสภาวะธาตุขันธ์ซึ่งก่อให้เกิดความอึดอัดขัดเคืองต่อธาตุขันธ์ที่มันก็อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้วไม่มียกเว้น

อัตตกิลมถานุโยคจึงเป็นอีกขั้วตรงข้ามของ กามสุขัลลิกานุโยค คือปฏิฆะกามเพราะเห็นว่าจะทำให้หลงใหลเพลิดเพลินในกิเลสตัณหา จนเกิดเป็นอวิราคะ(และวิภวตัณหา)ขึ้นโดยไม่รู้ตัว ผลก็คือเกิดอาการผลักไสสภาวะทั้งหลายที่ตนคิดว่าจะทำให้หลงเพลินในกามทั้งหมด และพยายามฝืน"ตนเอง"ที่จะไม่เพลิดเพลินไปกับผัสสะอายตนะทั้งหลาย ซึ่งการฝืนตนเอง การบังคับตนเองก็ถือว่าเข้าข่าย อัตตกิลมถานุโยคไปด้วยทันที และไม่ใช่แค่พวกดาบส ฤาษี ชีไพรเท่านั้นนะครับที่นับเข้าพวกเป็นอัตตกิลมถานุโยค แต่รวมถึงนักปฏิบัติธรรมทั้งหลายที่พากเพียรปฏิบัติอย่างเคร่งครัดไปด้วย

และถ้าจะสังเกตกันดีๆ ทั้งกามสุขฯ และ อัตตฯ (ขอย่อเอาก็แล้วกันนะ) นั้นก็คือธรรมคู่ อย่างที่นักปฏิบัติทั้งหลายใช้คำอธิบายการปฏิบัติว่า เพ่ง(อัตตฯ) กับ เผลอ(กามสุขฯ) นั่นเอง ซึ่งตรงนี้ หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านใช้คำว่า หลงโลก-หลงธรรมนั่นเอง

โดยธรรมชาติของธรรมคู่นั้น ก็เกิดจากความหลงให้ความแตกต่าง ซึ่งความแตกต่างก็เกิดจาก(มิจฉาหรือสักกาย)ทิฏฐิการให้ความหมาย การตีความ เปรียบเทียบ เทียบเคียง ซึ่งก็มีพื้นฐานอยู่บนตัณหา และสุดท้ายก็เกิดจากโมหะความหลงหรืออวิชชานั่นเอง

ทั้งกามสุขฯและอัตตฯนั้นเป็นพียงสภาวะชั่วคราวที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในปุถุชนทั่วไปที่ยังตรงต่อเนื้อหาอริยะ เรียกว่าเดี๋ยวพลั้งเดี๋ยวเผลอ เดี๋ยวเพ่ง เกร็ง บังคับ อยู่ตลอดเวลา เพราะพยายามที่จะ "กระทำ"อะไรบางอย่างเพื่อให้มันเป็นกลาง เอาง่ายๆ แค่ทำความรู้สึกตัวขึ้นมาแล้วทรงความรู้สึกตัวนั้นเอาไว้ก็จัดว่าเป็น อัตตฯไปเรียบร้อยแล้วหลงไปเรียบร้อยแล้ว เอาแค่รู้สึกตัวว่าหลงไปก็เป็นความหลงเหมือนกัน  คือปรุงแต่งเอาว่ารู้สึกตัวขึ้นมา ไม่ใช่สติอริยะที่แท้จริงที่มันรู้อัตโนมัติของมันเอง แล้วทีนี้จะเอายังไงล่ะท่าน เพราะหายังไงก็หา มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลางไม่เจอเสียที

มัชฌิมาปฏิปทา นั้นคือความเป็นกลางจากทั้งฝั่งของ กามสุขฯ และ อัตตฯ แล้วมันจะดำรงอยู่ตรงไหนกันเล่าระหว่างทั้งสองข้าง?

เพราะโดยความเป็นสังสารวัฏนั้นมันมีแค่สองสภาวะนี้เท่านั้น เหตุนี้เอง มัชฌิมาปฏิปทา จึงไม่ใช่"ทางสายกลาง" อย่างที่เข้าใจกัน เพราะจากกฏไตรลักษณ์ที่ว่าทุกสรรพสิ่งล้วนอนัตตาอยู่แล้ว มันจึงไม่เคยมีผู้ดำเนินที่จะเดินทางสายกลางจริงๆ เป็นเพียงแค่หลงปรุงแต่งไปว่ามันมี ถ้าคุณเถียงว่านี่ไงมีอยู่ทนโท่ นั่นก็เพราะคุณยังหลง คิดดูว่าหลงไปเดินทางสายกลางแล้วจะพ้นจากความหลงได้ยังไง เชิญไปรับยาที่ช่อง 2 ด่วน(ฮา)

มัชฌิมาปฏิปทา จริงๆคือนิพพานนั่นแหละ คือ กลาง ว่างจากตัวตนเป็นผู้ดำเนิน หนทางจริงๆจึงไม่เคยมี เมื่อไม่มีหนทางมันก็หมดความห่วงหน้าพะวงหลัง หมดราคะที่จะเอาอะไรจากมายาสมมติ เพราะแจ้งแล้วว่าเอาไม่ได้ มันจะวางใจกับทุกเรื่องว่ามันเป็นของมันอยู่อย่างนั้นเอง(ตถตา) ความแตกต่างของสภาวธรรมทั้งหลายจึงหมดไป เรียบไร้เสมอกัน จึงหมดเพ่ง หมดเผลอ พ้นไปจากทั้งกามสุขฯและอัตตฯ นี่คือ"กลาง" ที่แท้จริง

ส่วนที่ครูบาอาจารย์และนักปฏิบัติทั้งหลายเอา คำว่ามัชฌิมาปฏิปทาไปปฏิบัติกันนั้นมันเข้าข่ายเป็นอัตตฯจนหมดแล้ว ไม่ต่างจากฤาษีดาบสทั้งหลายเลย

ถามหน่อยสิ คำว่า "กลาง" ของท่านทั้งหลายเนี่ย มันกลางเดียวกันไหม ศิษย์กับครูสำนักเดียวกันนั่นแหละ กลางอันเดียวกันไหม เพราะสุดท้ายพอตีความเอาไปปฏิบัติ มันก็จะกลายเป็นว่า กูคิดว่าอันนี้แหละกลาง จนเลยเถิดกลายเป็น กลางของกู กลางของมึงไปเสียได้ เวลาคุยกันก็เหมือนจะคิดตรงกัน แต่จริงๆใครจะรู้ว่า ไอ้คนที่คุยกับเรามันไม่ได้เข้าใจคำว่ากลางของเราเลย มันก็เลยไม่เจอกันตรงกลางเสียที มัวแต่หลบเข้าไปอยู่ในโลกส่วนตัวกันหมด

ส่วนพระอริยะทั้งหลายที่ท่านตรงต่อเนื้อหาสัจธรรม ว่างจากตัวตนแล้ว ก็จะตรงต่อสัจธรรมแท้เนื้อหาเดียวกัน เป็นกลาง(จากตัวตน)ที่แท้จริง จึงไมมีทิฏฐิมานั่งถกเถียงกันว่า ทำแบบนี้กลาง ทำแบบนี้ไม่กลาง ซึ่งการถกเถียงเพื่อตัดสินสภาวะแบบนี้รังแต่จะสร้างให้เกิดทิฏฐิและความหลงตามมาอีกมากมาย พอเถียงกันได้ข้อสรุปในเชิงอนุมานเสร็จก็เอาแนวทางไปปฏิบัติแล้วมันก็อึดอัดขัดเคือง เพราะมัน "ฝืน" สภาพธรรมที่มันเปลี่ยนแปลงไปของมันตามเหตุปัจจัยเอง ซึ่งเหตุปัจจัยแห่งธาตุขันธ์ของแต่ละดวงจิตก็ไม่เหมือนกัน การตั้งเกณฑ์ "ความเป็นกลาง"เอาจากสภาวะที่มีเหตุปัจจัยไม่เหมือนกันจึงเป็นเรื่องที่งี่เง่าเอามากๆ

สภาวธรรมที่ประกอบเป็นธาตุขันธ์กายใจนี้ หากปล่อยให้มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยทั้งภายในและภายนอกของมันเอง เกิดและดับตามเหตุปัจจัยของมันเอง มันก็จะไปตรงต่อที่ว่างจากตัวตนในการแทรกแซงธาตุขันธ์ไปเอง นิพพานของมันเอง การเอาตัวเองไปดำเนินบนทางสายกลาง จึงเป็นการไปต่อเหตุปัจจัยด้วยกรรมแห่งตน มีตัวตนเข้าไปแทรกแซงสภาวธรรมจนเกิดเป็นกรรมขึ้น กลายเป็นเหตุปัจจัยใหม่ เกิดเป็นอัตตาซ้อนธรรมขึ้น เพื่อที่จะไปให้ถึงเกณฑ์ความ"เป็นกลาง" ที่ครูบาอาจารย์ตั้งเอาไว้ มันก็เลยทุกข์ แล้วไม่ใช่ว่าพวกหลงธรรมจะเกิดเป็นอัตตาฝ่ายเดียว พวกที่หลงโลกก็เป็นการเจริญอัตตาอย่างหนึ่งเช่นกันไม่แตกต่าง เรียกว่าเป็นอัตตาซ้อนในตัณหาราคะ หรือเรียกเป็นภาษาบ้านๆว่า สำเร็จความใคร่ ดังนั้น พวกที่ปฏิบัติธรรมแล้วถือดีไปว่าไปตำหนิพวกหลงโลกก็จงเข้าใจข้อนี้ไว้ดีๆแล้วหุบปากเสีย เพราะมันก็สังสารวัฏหลุมเดียวกันนั่นแหละ(ฮา)

การเข้าถึงความเป็นกลางแบบมัชฌิมาปฏิปทาที่แท้จริงนั้น ก็ไม่ยากไม่ง่าย ก็แค่เลิกเข้าไปแทรกแซงสภาวธรรมทั้งหลายที่ประกอบเป็นธาตุขันธ์กายใจ เลิกแทรกแซงเหตุปัจจัยทุกอย่างทั้งภายในภายนอก ปล่อยให้มันเป็นธรรมไปของมันเอง เลิกสนองตัณหา เลิกสนองวิภวตัณหา เลิกสนองทิฏฐิตน ทิฏฐิผู้อื่น(ความคิด ความเห็น ความหมาย) หรือ สรุปลงเป็นคำๆเดียวก็คือ "ปลง" ถ้าใครคิดว่า วัดร่มโพธิธรรมเป็นกามสุขฯ เป็นนิพพานอัดกระป๋อง เป็นสัจธรรมสำเร็จรูปก็ลองปลงดูได้นะครับ เพราะว่างของแท้นั้นมันไม่ใช่ไปสนองตัณหาเสพสุขกันแบบสุดลิ่มทิ่มประตูอย่างที่ท่านเข้าใจเอาเองแบบปุถุชนแล้วมาใส่ร้ายกันแม้แต่นิดเดียว ออกจากกะลากันหน่อยนะที่รัก

ผู้ที่ตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมอยู่เนืองๆ ปลงอยู่เนืองๆ ตรงต่อเนื้อหาอริยะอยู่เนืองๆ อัตตาตัวตนก็จะถูกล้างไปเอง ตัณหาราคะก็จะถุกล้างไปเอง โดยไม่ต้องปฏิบัติอะไร มันก็จะค่อยๆตรงต่อความเป็นกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทาไปเอง พ้นจาก กามสุขฯและอัตตฯไปเอง แล้วก็จะแจ้งในสัจธรรมเนื้อหาเดียวกัน ไม่ใช่แค่"เข้าใจ" นะ แต่เป็นหนึ่งเดียวกับเนื้อหานิพพานเลย เมื่อว่างจากตัวตนจึงหมดหลงในทิฏฐิ หมดความขัดแย้งในตัวเองและผู้อื่น ไอ้อาการที่เคยดรามาฟูมฟายจะเป็นจะตายกับวิบากกรรมที่ถาโถมเข้ามา เดี๋ยวสู้เดี๋ยวถอยอะไรก็จะคลายไปเอง จืดชืดไปเอง หมดตัวดิ้นหนีดิ้นสู้ไปเอง หมดตัวกระทบไปเอง และไม่ต้องไปมัวแต่นั่งพิจารณาเพื่อที่จะวางด้วยซ้ำไป แบบนี้น่ะทำได้ไหม?

พนันได้เลยว่าทำกันไม่ได้หรอก เพราะสิ่งเหล่านี้มันเกิดเองเป็นเองโดยไม่ต้องทำอะไรเลย(ฮา)!!

No comments:

Post a Comment