Friday, May 31, 2013

ความเมตตา 101

อาจจะมีหลายคนแปลกใจที่ผมยกเรื่องความเมตตามาอยู่ในหนังสือชุด โลกธาตุ สังสารวัฏ ศาสตร์แห่งการโปรดสรรพสัตว์

ที่ต้องยกเรื่องความเมตตาเอามาพูดตรงนี้ก็เพราะ ทุกวันนี้เราเข้าใจเรื่องการโปรดสัตว์ผิดไปจากเนื้อหาเดิมมากๆ เรื่องความเมตตาจึงเป็นหนึ่งในเนื้อหาที่ถูกเข้าใจผิดแบบเหมารวมไปด้วยมากที่สุด ไม่ใช่แค่เฉพาะในหมู่ผู้คนทั้งหลาย แต่ผู้โปรดสัตว์เองก็ยังเข้าใจผิดอยู่มากเช่นกัน

ความเมตตา คือ ความปรารถนาอยากจะให้ผู้อื่นได้พ้นทุกข์ อันนี้เป็นความหมายที่ว่ากันโดยชาวพุทธนับตั้งแต่พระสงฆ์จนถึงฆราวาสในปัจจุบัน

ถ้าความหมายของคำว่าเมตตาเป็นไปตามที่เข้าใจกันแบบนี้ แสดงว่า การสนองตัณหาของผู้คนก็เป็นความเมตตาสิ อย่างนั้นก็พาไปเที่ยว ไปคาราโอเกะ ไปเล่นน้ำทะเล ไปสวนสนุก ก็เรียกว่าเป็นความเมตตาน่ะสิ หรือว่าไม่จริง?

ความเมตตาจริงๆนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวกับการสนองตัณหาสรรพสัตว์เลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ใช่"ความปรารถนา"ที่จะให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ด้วยซ้ำไป ความเมตตาคือการนำพาให้สรรพดวงจิตได้พ้นจากทุกข์ พ้นจากโมหะอวิชชาที่นำไปสู่ทุกข์ และในขณะเดียวกันก็ต้องพ้นจากสุขไปด้วย พูดง่ายๆคือความเมตตาที่แท้จริงนั้นก็คือการนำพาปวงสัตว์จบกิจ จบความวกวนในธาตุขันธ์ แล้วตรงต่อนิพพานหรือเนื้อหาสัจธรรมอันพ้นไปจากทุกข์และสุข โดยไม่ขึ้นกับวิธีการใดๆ

ด้วยเนื้อหาแห่งความเมตตานี้เอง ความเมตตาจึงไม่ใช่การหยิบยืนความสุขให้ผู้ที่กำลังทุกข์ใจอยู่ ไม่ใช่รูปแบบใดๆในการสนองตัณหาของสรรพสัตว์ เพราะการหยิบยื่นความช่วยเหลือใดๆเพื่อที่จะคลายทุกข์นั้น เป็นเพียงกระบวนการหนึ่งในการโปรดสัตว์ หากช่วยเหลือด้วยความเมตตาแล้วปล่อยให้ปวงสัตว์ไปติดอยู่กับความหลงเดิมๆ ไม่สามารถพ้นจากทุกข์ได้จริง ความเมตตานั้นก็โมฆะ กลายเป็นเพียงการสนองกิเลสของปวงสัตว์เท่านั้น

และด้วยความที่ทุกข์นั้นเป็นเบื้องต้นแห่งอริยสัจสี่ ก่อนที่จะสืบสาวไปหาสมุทัยในลำดับถัดจากนั้น การให้สรรพสัตว์ได้รับทุกข์เวทนาบ้างเพื่อที่จะได้เข้าใจสัจธรรมก็ถือว่าเป็นเมตตาอย่างหนึ่ง ความเมตตาจริงๆจึงไม่ใช่คลายทุกข์อย่างเดียวเท่านั้น การทำให้สรรพสัตว์ได้รับทุกข์ในช่วงเวลาที่เหมาะสมก็เรียกว่าเป็นเมตตาเหมือนกัน เพราะการให้ได้รับทุกข์ในเวลาที่อินทรีย์พร้อม เหตุและปัจจัยอื่นๆพร้อมมูลก็สามารถทำให้บรรลุธรรมได้อย่างง่ายดาย

ซึ่งหากผู้โปรดสรรพสัตว์ยังไม่สามารถจบให้ตนเองได้ ก็จะไปติดคาอยู่กับความเมตตาเอาได้ง่ายๆ เพราะผลที่ได้จากความเมตตาคือการตอบรับจากผู้คนที่ชื่นชม ศรัทธา บูชา นับถือ นิยม ก็เป็นเหตุให้เกิดเป็นอัตตาในเมตตาได้เหมือนกัน คือเห็นผู้คนชอบก็เอาใหญ่ เมตตาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นการไปสนองตัณหา(ทางธรรม)ให้กับผู้คนไปเสียได้ ทั้งๆที่ความเมตตานั้นไม่ได้จำกัดอยู่ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งโดยเฉพาะ แต่มีเนื้อหาอยู่ที่การนำพาสรรพสัตว์ให้พ้นจากปวงทุกข์ต่างหาก

เรื่องแบบนี้ต้องพูดกันตรงๆ แม้บางทีจะเหมือนเป็นการทำร้ายจิตใจผู้คนที่ศรัทธาศาสนาหรือกระทบต่อผู้ที่ติดคาอยู่ในเมตตาบ้าง การเอาความจริงมาพูดอย่างถึงที่สุดโดยไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่ห่วงสถานะทางสังคม ไม่ห่วงว่าวันพรุ่งนี้จะมีคนเชื่อถือศรัทธาหรือไม่ ไม่ห่วงว่าความจริงนี้จะไปล้างคำของใคร นี่แหละก็คือเมตตาอย่างหนึ่ง เป็นความเมตตาที่จะนำพาให้ผู้คนได้หลุดพ้นจากมายาแห่งสมมติและความเชื่อผิดๆทั้งปวงด้วยสัจธรรม เพราะที่สุดแล้วความเมตตาก็ยึดไม่ได้แถมยังไม่ใช่ที่สุดแห่งธรรมที่แท้จริงด้วย

ถามว่าถ้าเมตตาไปเรื่อยๆแล้วจะเป็นยังไง?

ถ้ามีแต่เมตตาโดยที่ไม่นำพาให้สรรพสัตว์จบกิจในตนเอง ให้พ้นทุกข์ ณ ปัจจุบัน เดี๋ยวกรรมก็จะตีกลับ ผู้คนก็จะมาหาขอความเมตตาอยู่เรื่อยๆ เพราะติดใจ ชอบใจ อันเป็นตัณหาทั้งนั้น ซึ่งบางทีก็เรียงคิว บางทีก็ไม่เรียงคิว จนผู้โปรดฯก็ต้องปั่นป่วนไปด้วยกรรมสาละวนที่สะท้อนมากับผู้คนทั้งหลายนั่นเอง ก็มันไม่จบนี่นะทำไงได้

ความเมตตาที่ไม่มีที่สุดไม่มีประมาณขององค์คุณเบื้องสูงหรือมหาบารมีก็มาจากความว่างหรือสุญญตานั่นแหละครับ เป็นความเมตตาที่จะโปรดให้สรรพสัตว์หลุดพ้นจากห้วงแห่งโมหะอวิชชาอย่างไร้ข้อจำกัดจริงๆ ไม่ใช่ที่การให้ความสบายผ่อนคลายเพื่อการดำรงโมหะแห่งตนอยู่ในสังสารวัฏ ซึ่งบางทีท่านก็ออกอุบายที่จะให้เราหลุดจากทั้งความยึดติดและไม่ยึดติดแบบชนิดที่ไม่ห่วงภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของตนเลยแม้แต่น้อย นี่แหละคือความเมตตาที่ไม่มีที่สุดไม่มีประมาณจริงๆ ไม่ห่วงแม้แต่ตัวเอง ไม่ห่วงว่าถ้าวันรุ่งขึ้นปวงสัตว์ทั้งหลายจะเลิกนับถือท่าน เพราะการออกอุบายในการโปรดฯที่ฝืนทิฏฐิของสรรพสัตว์ แต่ถ้าอุบายนั้นจะทำให้มีผู้บรรลุธรรมและมาเป็นกำลังแก่การโปรดสัตว์แม้เพียงคนเดียว ท่านก็ไม่เคยลังเลที่จะทำ ด้วยเหตุนี้เอง ท่านทั้งหลายก็อย่าประมาทในอุบายของมหาบารมีโดยเด็ดขาด ถ้าไปหลงปรามาสโดยอ่านเกมท่านไม่ออกระวังจะเป็นกรรมหนักติดตัวเสียเปล่าๆ

จริงๆแล้วเรื่องการโปรดสัตว์และความเมตตานั้น มีเนื้อหาที่พิสดารมากกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าใจ ก็ขอไม่เล่าในภาคส่วนของอจิณไตยก็แล้วกัน เดี๋ยวจะคิดว่าเป็นการชี้นำผิดๆให้กับผู้คนอีก

ความเมตตานั้นเป็นเพียงเครื่องมือในการโปรดสัตว์อย่างหนึ่ง ที่นำมาใช้ในเบื้องต้นเพื่อให้สรรพสัตว์เกิดศรัทธาต่อสัจธรรมเท่านั้น ไม่ใช่เมตตาพร่ำเพรื่อจนกลายเป็นเครื่องอยู่เครื่องอาศัย สนองตัณหาทางธรรมของตนและผู้อื่น จนกลายเป็นยึดติดในตัวบุคคลแบบที่เราเห็นกันมากมายในปัจจุบัน

ถ้าจะใช้ความเมตตาก็อย่าไปคาเมตตา ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นการเลี้ยงผีเลี้ยงไข้อีก เลี้ยงไปก็เหนื่อยเปล่า โมฆะเสียเปล่าๆ เมตตาจริงๆก็ต้องให้สัจธรรมที่มันสมุจเฉทเด็ดขาด เพื่อล้างโมหะอวิชชา ให้จบโดยตัวมันเอง ไม่ต้องไปคิดแทนหรือคิดเผื่อหรอกนะว่าเขาจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ เพราะความเป็นจริงที่ถึงที่สุดนั้นมันย่อมกระแทกใจผู้คนเป็นธรรมดา แต่จะให้ผลในการคลี่คลายเมื่อไหร่นั้นก็ขึ้นอยู่กับกรรมของแต่ละคน ขอให้ได้ยินได้ฟังสัจธรรมก่อน แล้ววันหนึ่งเขาจะแจ้งเองกับประโยคที่เราเคยให้เขา ไม่ใช่มัวแต่ให้ธรรมง่ายๆกลัวคนไม่เข้าใจ ทั้งๆที่ตัวเองก็เข้าใจสัจธรรมแท้ๆอยู่ พอเผลอหันมาอีกที อ้าวไปไหนแล้วก็ไม่รู้ หลงไปในสังสารวัฏอันกว้างใหญ่อีกแล้ว พลาดไปแล้ว

ทั้งหมดนี้ก็คือเนื้อหาของความเมตตาที่ผู้คนทั้งหลายเข้าใจกันผิดๆมาตลอด จึงทำให้หลายท่านพลาดเนื้อหาสัจธรรมแท้ๆที่บางทีก็มาในรูปแบบที่ฝืนทิฏฐิความเชื่อของตนเองไปครับ

1 comment:

  1. ช่วงนี้ผมเริ่มปรับเวลานอนนะครับ จะเข้านอนตอน 3 ทุ่ม ตื่นอีกทีประมาณตี 3 ท่านใดจะโทรมาสนทนาธรรมก็โทรมาสักประมาณตี 4 ถึง 6 โมงเช้าครับ

    ReplyDelete