Wednesday, April 17, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#39

สัจธรรมแท้นั้นฟังแล้วหมดมานะหมดทิฏฐิ จึงทำให้ว่างจากตัวตนในฉับพลัน
ส่วนเนื้่อหาที่ฟังแล้ว ก่อให้เกิดมานะ ก่อให้เกิดแง่คิด ติดแง่มุม
ก่อให้เกิดภาระ มานะ ตัณหาที่จะต้องหลงไปทำกิจลุยกิจให้มันจบกิจนั้นไม่ใช่สัจธรรม
แต่เป็นเรื่องของเวรกรรมทั้งนั้น

---------------------------------------------------------------------------

การแก้กรรมนั้นก็คือแก้กรรมเก่าให้กลายเป็นกรรมใหม่
แต่สุดท้ายก็วนเวียนในสังสารวัฏเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
คำสอนของพระพุทธเจ้าท่านทรงให้ยุติกรรม ไม่ใช่แก้กรรม
ยุติกรรมใหม่ เหลือเพียงชำระกรรมเก่าแบบไม่มีตัวตนในการรับวิบาก
ก็จบภพจบชาติทันที ไม่ต้องรอชาติหน้า

---------------------------------------------------------------------------

การพยายามจะละวางอัตตา ก็เป็นอัตตาอย่างหนึ่ง
เป็นอัตตาในการวาง เป็นตัณหาในการวาง
เป็นมานะในการวาง เป็นกรรมกับการวาง
เพราะมี"เรา"เข้าไปวาง ไปผลักไสสภาวะ ไปขจัดมันออกไป
แล้วก็เรียกว่าไปวางอัตตา ทั้งๆที่ธรรมทั้งหลายล้วนอนัตตาอยู่แล้ว
โดยความเป็นจริงแล้วการหลงทำกรรมทั้งหลายทั้งปวงก็คืออัตตาโดยตัวมันเอง

ดังนั้นการจะละวางอัตตาก็คือปล่อยให้ทุกอย่างมันเป็นไปของมันเอง
ปราศจากการแทรกแซง ปราศจากการควบคุมสภาวะธรรมทั้งหลาย
แม้กระทั่งกายหรือใจที่เราหลงคิดว่าเป็นเรา ซึ่งมันก็อนัตตาอยู่แล้วเช่นกัน
เมื่อปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปของมันเอง
เมื่อนั้นอัตตา(กรรม)ก็จะคลายออกเอง วางของมันเอง
เป็นการละวางอัตตาโดยอัตโนมัติ โดยธรรมของมันเอง
โดยไม่มี"เรา"เข้าไปวาง
นี่แหละคือการวางอัตตาโดยไร้อัตตาในการวาง
....ถ้าอ่านแล้วหงุดหงิดเพราะไม่ได้มีส่วนในการเข้าไปวาง ก็ช่างมัน นั่นแหละวาง

---------------------------------------------------------------------

นัยยะแห่งการจบกิจของพระอรหันต์นั้น ไม่ใช่การไปทำกิจอะไรให้จบ
ไม่ใช่การไปทำเงื่อนไขบางอย่างให้บริบูรณ์แล้วจึงได้เข้านิพพาน
เพราะนิพพานนั้นนอกเหนือการปรุงแต่งทั้งมวล อย่างที่มีอีกชื่อหนึ่งว่า อสังขตธรรม
คือธรรมที่ปรุงแต่งไม่ได้ ไม่สามารถปรุงแต่งได้อีก นอกเหนือเงื่อนไขทั้งปวง
โดยรหัสนัยนี้ นิพพานคือเนื้อหาที่ยิ่งกว่าธรรมใดๆ นอกเหนือธรรมทุกชนิด

การจบกิจของพระอรหันต์นั้น เกิดจากการรู้แจ้งในสัจธรรมความเป็นจริงว่า
กิจที่กระทำกับกายกับใจทั้งหลายนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นโมฆะ เป็นอัตตา เป็นตัณหาอุปาทาน
เป็นความหลงไปปรุงแต่งจนเกิดเป็นโมหะอวิชชาซ้ำซ้อนวกวนจนกลายเป็นสังสารวัฏเสียเอง
เกิดเป็นสักกายทิฏฐิ โมหะทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิขึ้นมาบังพระนิพพานไปเสียเอง

พระอรหันต์ท่านจึงยุติกิจทั้งปวงที่จะไปพยายามดิ้นรนทำอะไรๆให้หลุดพ้นอีก
หมดทิฏฐิ หมดมานะ หมดตัณหาที่จะจบอะไรให้กับธรรมที่มันอนัตตาอยู่แล้ว
ด้วยแจ้งในความเป็นจริงที่ว่ามันไม่มีอะไรจะบรรลุอะไร มันจบของมันเองทุกๆขณะอยู่แล้ว
โดยไม่ต้องมีเราเข้าไปทำกิจอะไรอีก เพราะกิจทั้งหลายก็ล้วนแล้วแต่มายาในการปรุงแต่งกายใจทั้งสิ้น
นี่คือรหัสนัยแห่งการจบกิจของพระอรหันต์ที่เรียบง่ายและสามัญอย่างถึงที่สุด

---------------------------------------------------------------------

แค่อาศัยไม่ต้องเอามันส์

---------------------------------------------------------------------

การพยายามเข้าถึงโลกุตรปัญญาด้วยการอ่าน การวิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์สัจธรรมแห่งองค์พระพุทธเจ้า
รวมไปถึงการปรุงแต่งธรรมทั้งทางปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เพื่อให้แจ้งในสัจธรรมที่ว่างจากตัวตน
ก็เหมือนการที่คนไทยพยายามปีนขึ้นเขาพระวิหารจากหน้าผาฝั่งเขมรแล้วก็พร่ำบอกด้วยมานะตนว่านี่คือทางเอก
สรุปก็คือโดนทหารเขมรยิงตกมาตายหมด แถมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าดันปีนผิดที่

----------------------------------------------------------------------

เห็นสอนกันจังให้ทำความเพียรในการฝึกจิตฝึกใจอย่าละลด
อย่าให้ย่อหย่อนในการเพียรปฏิบัติ เพื่อที่จะได้นิพพานในชาตินี้

แล้วความเพียรจะพาไปนิพพานได้อย่างไรเล่า
เพราะเชื้อแห่งความเพียรนั้นก็คือตัณหาล้วนๆ
จากตัณหาก็พาให้เกิดมานะในธรรมทั้งหลายทั้งปวงตามมา
มานะในการทำกายให้สำรวม
มานะในการทำจิตให้สงบ
มานะในการละวางอัตตา
มานะในการปฏิบัติ
มานะในความอดทน
มานะในการยืน เดิน นั่งนอน
มานะในการรอคอยนิพพาน

เมื่อขึ้นชื่อว่ามานะ มันก็หมายถึงอุปาทาน อุปาทานก็คือยึดในสภาวะที่มันอนิจจัง อนัตตาอยู่แล้ว
เมื่อมีอุปาทานเกิดขึ้น มันก็จะมุ่งไปคว้าเอาอะไรบางอย่างเพื่อสนองอุปาทานนั้น
เมื่อคว้าอะไรได้บางอย่างซึ่งหลงคิดไปเองว่าใช่นิพพาน มันก็จะวนไปตอกย้ำมายาแห่งอวิชชาอีก
วนเวียนแบบนี้ไม่รู้จบ เป็นวงรอบแห่งสังสารวัฏที่ไม่รู้จักยุติโดยตัวมันเอง

ก็ในเมื่อทุกอย่างในโลกธาตุสังสารวัฏนี้ล้วนอนัตตาอยู่แล้ว ไม่มีตัวตนอยู่แล้ว
แล้วที่เธอทั้งหลายพยายามจะพิสูจน์ความมีอยู่ของนิพพาน ความมีอยู่ของความว่างไร้จากตัวตน
ด้วยมานะแห่งตน...ในการแสวงหาในการปฏิบัติได้อย่างไรเล่า?

จะตรงเนื้อหาแห่งพระนิพพานที่ว่างไร้จากตัวตนได้นั้น ไม่ใช่ไป "ทำ" ให้ว่างไร้ตัวตน
แต่ให้ปลงอัตตาตัวตนในทิฏฐิ ในปัญญา ในความเห็นความหมายทั้งหลายลงเสีย
เพราะนั่นแหละคือสักกายทิฏฐิที่ถูกเธอทั้งหลายหลงตอกย้ำในทุกๆครั้งที่แสวงหาความหมายในธรรมใดๆก็ตาม
การปฏิบัติของเธอทั้งหลายจึงมีแต่การปรุงแต่งในธรรม ปรุงแต่งธรรมบนโมหะอวิชชา
กลายเป็นโมหะทิฏฐิที่วนกลับมาปิดบังเธอทั้งหลายต่อสัจธรรมความจริงที่ตรงหน้าอยู่ร่ำไป

เมื่อใดที่คลายจากสักกายทิฏฐิแล้ว ก็จะตรงต่อเนื้อหานิพพานที่ว่างจากตัวตนไปเองโดยไม่ต้องเข้าไปทำอะไร
เมื่อนั้นเธอก็จะเข้าใจแจ่มแจ้งว่า มานะในธรรมทั้งหลายในกายในใจเธอนั้นก็ผลจากโมหะอวิชชาและสักกายทิฏฐินั่นเอง

No comments:

Post a Comment