Wednesday, April 3, 2013

Burn-out ใจละลาย

Burn-out แปลว่า เผาไหม้จนหมด หรือใจละลาย เป็นคำที่ใช้อธิบายอาการของคนที่ใช้พลังงาน ทุ่มเทกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือพลังงานเอาไว้ให้อย่างอื่นเลย ซึ่งเกิดขึ้นกับผู้คนในยุคปัจจุบันมากมาย

สาเหตุของการ Burn-out ส่วนใหญ่นั้นมาจากการแบกรับภาระหน้าที่มากเกินตัวจนเกิดอาการฟิวส์ขาด ซึ่งถ้าจะอธิบายกันแบบสัจธรรมก็คือมันถึงจุดที่อะไรก็ยึดไม่ได้นั่นแหละ ที่สุดจึงเกิดอาการท้อแท้จนเหมือนใจมันละลายเผาไหม้ มอดไหม้ไปหมด อาการต่อเนื่องจากการ Burn-out ก็คือไปหลงวนเวียนตอกย้ำในสิ่งที่มันยึดไม่ได้ ให้ผิดหวังซ้ำๆเข้าไปอีกจนอ่อนใจท้อแท้หมดหวัง ไปจนถึงหมดแรงกำลังในการมีชีวิตอยู่ก็มี

ซึ่งทางแก้แบบโลกๆทั้งหลายนั้น ก็เป็นไปเพียงเพื่อให้มีแรงดันทุรังไปข้างหน้าอีก พักผ่อนเพื่อที่จะเดินหน้าต่อ สร้างกำลังใจเพื่อที่จะคว้าฝันให้ได้โดยไม่เข้าใจความเป็นจริงว่า ไอ้ที่ใช้ชีวิตอยู่นี้มันก็ยิ่งกว่าฝันอีก ความรู้สึกก็ชั่วคราว อารมณ์ก็ชั่วคราว แม้แต่ใจเราก็ยังชั่วคราว นี่ไม่นับร่างกายที่มันก็ชั่วคราวเหมือนกัน ไม่เชื่อไปดูได้เลย ไม่ว่าจะรวยล้นฟ้า มีอำนาจมากแค่ไหน หรือจะยากจนค่นแค้นก็ตายเรียบไม่มีเหลือสักคน แล้วอย่างนี้จะดันทุรังไปหาพระแสงอะไร

ความตึงเครียดกดดันที่แต่ละคนเต็มใจหามาใส่ตัว เพื่อสนองตัณหาที่มีต่อคุณค่าจอมปลอมซึ่งอุปโลกน์กันขึ้นมาเองในสังคมมนุษย์นั้น มันก็มีแต่กรรมกับกรรม เมื่อกรรมมากๆมันก็ตึงเครียดเป็นธรรมดา เพราะมันเป็นธรรมชาติแห่งกรรม พันธนาการมาก ภาระผูกพันมากมาย ก็ต้องวิ่งแสวงหาที่ผ่อนคลายมากมายตามไปด้วย แต่ที่สุดแล้วมันก็ไม่ได้ผ่อนคลายจริง เป็นเพียงการคั่นเวลารอนรกอย่างใหม่ๆที่จะเข้ามาอีกจากการหาเรื่องของตัวเอง

ถ้ายังไม่หยุดดันทุรัง ก็ไม่ต้องวิ่งไปแสวงหาความสุขที่ไหนอีก เพราะนั่นแหละคือเหตุของทุกข์โดยตัวมันเอง

มนุษย์นั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เอาเป็นเอาตายกับอะไร เพราะมนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ก็ควรจะอยู่อาศัยโดยธรรม คือแค่ชั่วคราว ไม่ใช่หลงเอาเป็นเอาตายกับตัวเองอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

คุณค่าทั้งหลายที่หลงชื่นชมกันอยู่ หลงยึดติดกันอยู่มันก็เป็นเพียงแค่ความหลง ความหลงที่พยายามหาสิ่งยึดเหนี่ยว ทั้งๆที่ทุกสิ่งทุกอย่างมันยึดไม่ได้ เพราะมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คุณค่าความหมายของสิ่งต่างๆก็เป็นเพียงสมมติที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อเรียกและให้ค่าลักษณะของกรรมนั้นๆว่าดี ว่าประเสริฐ ว่าควรเอาเยี่ยงอย่าง ว่าแล้วก็ทำให้เกิดมานะในธรรมทั้งหลายที่ไม่เป็นตัวตนอยู่แล้วขึ้น เกิดความยึดติดในสภาพธรรมที่มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตามเหตุปัจจัยมากมายที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจความเป็นจริงนี้อย่างแจ่มแจ้ง มันก็จะยังงมกันต่อไปจนกว่าจะหมดกรรมหรือหมดแรงหมดมานะกันไปเอง

คนที่ยึดกับสิ่งต่างๆเอาไว้มากๆ หมกมุ่นเคร่งเครียดเอาตายกับตัวเองโดยที่ไม่เฉลียวใจเลยว่า แม้จะกลุ้มใจกับมันหรือไม่ก็ตาม ชีวิตมันก็ดำเนินไปของมันเองอยู่อย่างนั้น ตามกรรมที่เคยทำมา ความจริงเหล่านี้ถูกปิดบังด้วยทิฏฐิ ความเชื่อ ค่านิยม ความเห็นความหมายต่างๆที่มนุษย์หลงคิดเอาเอง คิดว่าตัวเองแน่ เมื่อความจริงถูกบิดเบือนไปตามทิฏฐิและหลงใช้ชีวิตไปตามสิ่งสมมติ มันจึงขัดแย้งขัดเคืองกับสภาพความเป็นจริงแห่งสัจธรรม และนั่นก็คือเหตุแห่งความทุกข์โดยตัวมันเอง

ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นใครจากไหน ยิ่งใหญ่อย่างไรก็ตาม ทุกคนล้วนอยู่ใต้กฏอันเป็นสากลจักรวาลเหมือนๆกัน กฏที่ว่า ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไป เสื่อมไปโดยตัวมันเองเมื่อมีหรือหมดเหตุปัจจัย ไม่อาจจะยึดอะไรได้แม้แต่อย่างเดียว และไม่มีอะไรที่มีตัวตนจริงในโลกธาตุนี้

และเหตุนี้เอง จึงไม่มีใครดีกว่าใครจริง มีแต่หลงคิดกันไปเองทั้งนั้น ชีวิตจึงไม่ใช่วิถีทางที่จะเอากรรมของใครมาเปรียบเทียบกับกรรมของใครแล้วเอาเยี่ยงอย่าง เพราะมันก็จะรังแต่ให้เกิดความทุกข์ ความทุกข์ที่หลงปรุงแต่งคุณค่าตามสมมติไปเอง แล้วอย่างนี้จะโทษใครได้อีกเล่า

เมื่อได้รับรู้ความจริงอันแน่แท้นี้แล้ว ก็ไม่มีอะไรต้องเป็นกังวล ก็ไม่มีอะไรต้องแบกให้เป็นภาระทางใจอีกเลย ปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามวิถีธรรมของมันเอง ตามธรรมชาติแห่งเหตุปัจจัยของมันเอง ไม่ต้องไปเอาทิฏฐิความเห็นของใครมาแบกอีก เพราะมันก็เป็นเพียงความเชื่อ ความหลงปรุงแต่ง ไม่ต้องหลงวนแม้กระทั่งทิฏฐิความเชื่อของตน เพราะมันก็คือความหลงปรุงแต่งบนสมมติเหมือนกัน เมื่อนั้นความเป็นจริงแห่งสัจธรรมที่เป็นจริงอยู่แล้วตลอดเวลา แต่ถูกปิดบังเอาไว้โดยมายาแห่งสมมติ ก็จะปรากฏขึ้นเอง

เมื่อนั้นก็จะไม่มีใครต้องเสียใจหรือคับแค้นกับสภาวะหรือสถานการณ์ทั้งหลายที่เป็นมายาสมมติอีกเลย หลุดพ้นจากความตึงเครียด หลุดพ้นจากภาพมายา หลุดพ้นจากพันธนาการทางใจทั้งปวงอย่างถึงที่สุด

เมื่อหลุดพ้นจากมายาทั้งหลายแล้ว แม้กระทั่งในวันที่ดูเหมือนจะเลวร้ายที่สุดในชีวิต มันก็ไม่มีอะไรต้องกังวล เพราะมันก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยของมันอยู่อย่างนั้น ความเลวร้ายตึงเครียดทั้งหลายมันก็แค่การเอาความหลงในสมมติ ในสถานการณ์ทั้งหลายมาปรุงแต่งกันเองทั้งนั้น

เข้าใจความเป็นจริงเสียแค่นี้ ก็จะได้เลิกล้มละลายทางใจกันเสียที

No comments:

Post a Comment