Tuesday, April 30, 2013

คนละกรรมเดียวกัน

วันนี้เรามาเคลียร์ความเข้าใจว่าด้วยเรื่องกรรมกันดีกว่า เพราะที่โลกวุ่นวายกันอยู่ทุกวันนี้ก็มาจากความที่ไม่เข้าใจเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้งนั่นเอง

ก่อนอื่นต้องเข้าใจกฏพื้นฐานแห่งกรรมก่อนว่า กรรมนั้นแก้ไขไม่ได้ ฉะนั้นไอ้พวกที่ไปแก้กรรมหรือให้คนอื่นข่วยแก้กรรมนั้นมันก็คือแอบมั่วนั่นเอง

ซึ่งถ้าจะพยายามกลับไปแก้ไข มันก็จะเป็นกรรมใหม่ขึ้นมาอีกก้อนหนึ่ง กรรมเก่าจึงไม่ได้ถูกแก้ไขจริง ด้วยเหตุนี้เองที่ ไม่มีใครในโลกธาตุนี้สามารถใช้กรรมไปแก้กรรมได้จริง เสมอภาคกันหมดทุกคน จึงไม่ต้องกังวลไปว่า โอ้ย คนโน้นเขาแก้กรรมแล้วชีวิตดีขึ้น แบบนั้นเขาเรียกว่าการเบี่ยงเบนกรรมครับ คือทำกรรมใหม่เพื่อผลัดกรรมเก่าที่กำลังตามให้ผลออกไปก่อน แต่สุดท้ายก็ต้องรับอยู่ดี กรรมตุ้บตั๊บไม่รับไม่ได้ ดังนั้นก็ไม่ต้องไปอิจฉาเขาหรือดิ้นรนไปแก้กรรมบ้าง

บางคนทำบุญไปกับพระสงฆ์บางรูป ซึ่งต่อมาพระสงฆ์รูปนั้นท่านอาจจะทำอะไรขัดหูขัดตาเรา ก็เลยพยายามจะไปทวงทรัพย์ที่ทำบุญไปแล้วคืน อันนี้แนะนำว่าให้ปล่อยไปเลยครับ เพราะ กุศลกรรมที่เราทำไปแล้วมันคือกรรมก้อนหนึง พอพระสงฆ์รูปนั้นเกิดทำอะไรที่อาจจะดูไม่ดีในสายตาเราขึ้นมา นั่นก็เป็นกรรมอีกก้อนหนึ่ง ซึ่งถ้าเราเดือดร้อนใจจนต้องไปทวงคืน มันก็จะกลายเป็นกรรมอีกก้อนหนึ่ง เห็นไหมครับอีนุงตุงนังดีแท้ หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ท่านจึงบอกเสมอไงว่า ทำอะไรไปแล้วก็ให้แล้วไป ช่างมัน จะดีจะเลวจะผิดพลาดก็ช่างมัน เพราะขืนวกกลับไปแก้กรรมอีกมันก็จะไปเพิ่มกรรมใหม่ขึ้นมา อย่างนี้ก็ไม่จบครับ ต้องปล่อยให้กรรมมันคลายตัวมันเองเท่านั้น พูดง่ายๆคือยังไงก็ต้องเสวยวิบากกันบ้างตามที่ได้ทำไป

ถึงตรงนี้แล้วก็จะมีคนถามว่า อ้าวแล้วที่ให้ขอขมากรรมนั่นล่ะ ไม่ได้ผลหรือ?

ขอขมากรรมก็คลี่คลายได้บางส่วนครับ แต่ถ้ากรรมที่มีน้ำหนักมาก ยังไงก็ต้องได้รับผลกันบ้างไม่มากก็น้อย แต่มันจะทุเลาเบาบางลง ทั้งนี้ทั้งนั้น การขอขมากรรมนั้น ถ้าสังเกตกันดีๆตอนช่วงต้น เราจะขอองค์มหาบารมีทั้งหลายเป็นประธานในการขอขมากรรม สิ่งนี้ก็คือการต่อสายบารมีไปสู่องค์คุณเบื้องสูง เพื่อที่จะให้บารมีของมหาบารมีทั้งหลายมาช่วยคลี่คลายกรรมให้ ก็อย่างที่บอกเอาไว้แล้วว่าบารมีก็เป็นกรรมอย่างนึ่ง แต่เป็นส่วนที่ใช้ในการโปรดสัตว์ คลี่คลายกรรมให้กับสรรพสัตว์โดยตรง ซึ่งบารมีแห่งองค์มหาบารมีทั้งหลายนั้นถือเป็นสากล สามารถจัดสรรให้เหมาะสมกับวิบากรรมของสรรพสัตว์ได้

ซึ่งพอเราเข้าใจเรื่องกรรมแจ้งอย่างนี้แล้ว มันจึงไม่สามารถที่จะทำอะไรได้เลยนอกจากปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมของมันเอง จึงจะยุติกรรมได้ เหมือนเวลาเราขับรถมาเร็วๆแล้ว ถ้าไปเหยียบเบรคทั้งที่เท้ายังเหยียบคันเร่งอยู่ รถอาจจะหยุดได้แต่มันหยุดได้เดี๋ยวเดียว แถมปั่นล้อฟรีอีก พอปล่อยเบรครถมันก็พุ่งไปอีกตามแรงกรรมจากคันเร่งที่ยังไม่หมด แต่ถ้าปล่อยคันเร่งให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมตามกรรมของมันเอง แบบนี้เหมือนการถอนเท้าออกจากคันเร่งโดยไม่ต้องเหยียบเบรคครับ รถก็จะค่อยๆช้าลงๆตามแรงกรรมที่หมดลง จนหยุดเองในที่สุด ซึ่งถ้ามันจะหยุดก็หยุดของมันเอง นิพพานก็นิพพานของมันเอง

อีกตัวอย่างหนึ่งก็แล้วกัน มีบางท่านได้รับอุบัติเหตุหรือป่วยปางตาย ญาติๆก็เร่งทำบุญให้ อุทิศส่วนกุศลให้ หรือว่าจะบวชให้บ้าง ทำโน่นทำนี่บนบานศาลกล่าวว่าจะทำความดีชดใช้คืนบ้าง แบบนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นคนละกรรมเดียวกัน เพราะอุบัติเหตุที่ว่านั้นเป็นวิบากกรรมก้อนหนึ่งที่เจ้ากรรมนายเวรเขามาทวงเอา แต่พอเร่งไปทำบุญทำกุศลให้กับคนเจ็บป่วย เขาก็ได้บุญครับ แต่กรรมที่ติดค้างเจ้ากรรมนายเวรอยู่ไม่ได้ถูกชดใช้กับบุญที่เพิ่มเข้ามา กรรมตรงนั้นจึงไม่ทุเลาเบาบางลง หรือบางคนบอกว่า ก็อุทิศส่วนกุศลให้แล้วยังไม่ได้อีกเหรอ ก็แหม กรรมขนาดปางตายมันชดใช้กันแค่นั้นไม่พอหรอกครับ ซึ่งบางทีพอคนเจ็บป่วยตายลง ญาติก็มาตัดพ้อว่ากุศลผลบุญไม่ส่งบ้าง จริงๆถ้าเจอในลักษณะนี้ แนะนำให้พาเจ้ากรรมนายเวรขอขมากรรมอย่างเดียวเลยครับ น้อมองค์คุณเบื้องสูงเป็นประธานเลย ยิ่งคนเจ็บหนักๆนี่ต้องพาประกาศสละกันเลยทีเดียว กรรมที่ผูกกันอยู่กับเจ้ากรรมนายเวรจึงจะคลี่คลายได้ แต่ก็อย่าไปหวังตั้งเอาอีกนะครับ เรื่องกรรมนี่ไปคาดหวังอะไรไม่ได้เลย

การปล่อย การปลง การอโหสิกรรม การขอขมากรรมจึงเป็นวิธีแก้ปัญหาหนึ่งเดียวของทั้งโลกธาตุครับ ให้ปัญหามันคลายออกเอง ปลง"ตัวเรา" ออกจากสมการของปัญหาเสีย ปัญหาทั้งหลายมันก็จะจบของมันเอง ไม่มีวิธีอื่นจริงๆ แต่เพราะโดยอนุสัยของสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้น มุ่งแต่จะเอาตัวเองเข้าไปแก้ โดยอิงอาศัยทิฏฐิของตน ว่ามันควรจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ อย่างที่ตนคิดเอาเอง มันก็เลยยิ่งยุ่งยากมากขึ้นเรื่อยๆ ผูกพันเป็นพันธะภาระมากขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะปล่อยให้กรรมเก่ามันคลี่คลายชดใช้ตัวมันเอง ก็เลยเดือดร้อนดิ้นรนเอาตัวเข้าไปจัดการกรรมเสียจนกลายเป็นกรรมใหม่ต่อขึ้นมาอีก

ยิ่งเรื่องความขัดแย้งนี่จะเอาทิฏฐิไปแก้ทิฏฐิไม่ได้เลย เพราะมันก็คือกรรมทั้งคู่ กรรมทิฏฐิ ขืนแก้ไปก็ได้แต่กรรมผูกพันเป็นลูกโซ่ต่อกันไปสู่ภพชาติข้างหน้าไม่มีวันจบ จะแก้ปัญหาความขัดแย้งจริงๆต้องอโหสิอย่างเดียว ไม่มีทางอื่นอีกแล้ว ให้ยุติกรรมต่อกันไปเลย ก็พิจารณาดูนะครับ พอเราปลง "ตัวเอง" ออกจากสมการของปัญหา ตัวเองนี่หมายถึงทิฏฐิมานะ ที่จะเอาชนะคะคานกันนั่นแหละ พอเอาออกไป ยอมจบยอมดับ ยอมกระทั่งอโหสิ แม้อีกฝ่ายจะไม่ยอม แต่พอเรายอมให้มันจบที่เรา เปล่งวาจาอโหสิเสีย เรื่องราวที่เคยยืดยาวมาทั้งหมดก็จะยุติเอง

ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วเดือดร้อนใจว่า เฮ้ยจะไปยอมมันได้ยังไง คือถ้าไม่ยอมก็ได้นะครับไม่มีใครห้ามใครได้ แต่สุดท้ายมันก็ไม่จบ ถ้เรายอม มันก็จะจบความเป็นเราที่ผูกพันกับกรรมตรงนั้น ซึ่งเราไม่รู้ว่าความขัดแย้งนี้มันผูกพันข้ามมากี่พุทธันดรแล้ว ความขัดแย้งก็ยุติทันที ส่วนไอ้พวกที่ไม่ยอมๆ ก็ปล่อยเขาไปเถอะครับ มันก็จะวนเวียนเรียนรู้ที่จะยอมในอนาคตข้างหน้าที่หาจุดสิ้นสุดไม่เจอ ส่วนเราก็จบนั่นแหละ ออกจากสังสารวัฏไปเลย

เพราะสุดท้าย สังสารวัฏนี้ก็มีแต่การหลงทำกรรมใช้กรรมแค่นั้นจริงๆ ไม่มีใครได้อะไรจากการชนะในความขัดแย้งทั้งหลายเลย

No comments:

Post a Comment