Tuesday, April 9, 2013

กรรมกิเลส

เห็นผู้คนมากมายรังเกียจกิเลสกันเหลือเกิน โบ้ยให้กิเลสไม่ดีอย่างโน้นไม่ดีอย่างนี้ โดยไม่ได้ดูว่าไอ้ที่พูดไปแบบนั้นก็กิเลสเหมือนกัน เกิดความโกรธเกลียดกิเลสเหมือนๆกัน เกิดทุกข์ไม่ต่างกัน แล้วถามว่ากิเลสตัวเดียวกันไหม มันก็ตัวเดียวกันนั่นแหละ

กิเลสจริงๆนั้นมีต้นตอจากตัณหา คือ อะไรที่ไม่ถูกตัณหาก็ว่าไม่ดี อะไรที่ถูกตัณหาก็ว่าดี ได้อย่างใจก็เกิดโลภขึ้นมา ไม่ได้อย่างใจก็เกิดโกรธขึ้นมา ทุกอย่างมันเกิดจากตัณหาทั้งนั้น และตัณหาก็มีต้นตอมาจากโมหะ ความหลง หรืออวิชชานั่นเอง

ที่พูดกันเหลือเกินว่า กิเลสทำให้โลกรุ่มร้อน กิเลสทำให้โลกวุ่นวาย มันก็จริงนั่นแหละครับ แต่ที่พูดแบบนั้นก็กิเลสเหมือนกัน  คนพูดก็ทุกข์เหมือนๆกัน เสวยเวทนาเหมือนๆกัน เห็นไหมครับ จะมีความเห็นความหมายขึ้นมาหน่อยมันก็ทุกข์แล้ว แม้กระทั่งกับคนที่พยายามกำจัดกิเลส

กิเลสจริงๆนั้นมันก็เป็นเพียงธรรมอย่างหนึ่ง เป็นเพียงธรรมที่อาศัยในการชำระกรรม ซึ่งถ้าไม่มีกิเลส การชำระกรรมก็ไม่เกิด ดังนั้น กิเลสเองจริงๆมันก็มาจากเชื้อกรรมเก่านั่นแหละ ฉะนั้นเราจะไปแก้กรรม แก้กิเลสอะไรไม่ได้เลย เพราะเมื่อไหร่ที่เราเข้าไปแก้กรรม มันก็จะมีเชื้อกิเลสและกรรมพ่วงต่อท้ายเข้ามาด้วยเสมอ แล้วมันจะพ้นจากกรรมได้อย่างไรกัน

นี่คือเหตุที่พระพุทธองค์ทรงสอนให้ยุติกรรม ไม่ใช่ไปแก้กรรมหรือทำกุศลกรรม เพราะมันก็จะต่อภพชาติไปข้างหน้าเรื่อยๆ เนื้อหาของพุทธศาสนาจริงๆจึงไม่ใช่ไปดับกิเลสหรือคิดดี ทำดี พูดดี แต่ให้นอกเหนือกรรมเหล่านี้ทั้งหมด เพราะนิพพานไม่เนื่องด้วยโลกียวิสัยในการเข้าไปทำอะไรๆ เพื่อที่จะบรรลุอะไรๆ

แต่กิเลสก็มีความจำเป็นในการชำระกรรม ไม่อย่างนั้นการชำระกรรมจะไม่เกิดขึ้น เมื่อการชำระกรรมไม่เกิดขึ้น สรรพสัตว์ทั้งหลายก็จะคากรรมของตนเอง ปิดบังพระนิพพานอยู่อย่างนั้น ไม่สามารถที่จะตรงต่อเนื้อหาพระนิพพานได้

เพียงแต่ทุกวันนี้มันไม่ได้ใช้กิเลสเป็นเครื่องชำระกรรมแค่นั้นอีกต่อไปแล้ว มันกลายเป็นว่าไปยึดกิเลส ไปเป็นทาสกิเลส ไหลตามกิเลส ตอกย้ำกิเลสตนมากเกินจนวุ่นวายไปหมด

เหตุที่โลกปัจจุบันยุ่งเหยิงวุ่นวายเต็มไปด้วยกิเลสตัณหาทุกวันนี้ มันก็เป็นไปตามวาระกรรมของสัตว์โลก ยุคนี้มันเป็นปลายกลียุคแล้ว เป็นยุคที่สรรพสัตว์ที่มีกรรมมาก กรรมหนัก กรรมอีนุงตุงนังลงมาเจอกัน มันก็เลยเป็นยุคที่ไม่ค่อยน่าอยู่สักเท่าไหร่ เพราะหันไปทางไหนก็มีแต่ความเบียดเบียน รุ่มร้อน บ้าคลั่ง ราวกับอยู่ในอบายภูมิ แม้กระทั่งคนคิดดีทำดี เมื่อมองไปรอบๆตัวก็ได้แต่ถอนใจ ทุกข์เพราะมันไม่น่าอยู่เอาเสียเลย แบบนี้ก็เป็นกิเลสที่ยังผลให้เกิดการชำระกรรมเหมือนกัน คือทุกข์ใจในสิ่งที่เห็น ทุกข์ใจว่าโลกมันไม่เป็นไปอย่างที่ตนอยากให้เป็น

กลียุคนั้นก็เป็นโจทย์บังคับของสัตว์โลกครับ หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะถ้าสรรพสัตว์มีกรรมมากๆ จะค่อยๆทยอยใช้มันก็ไม่ได้ มันก็เลยเกิดเป็นกลียุคขึ้นเพื่อให้สรรพสัตว์ได้ชำระวิบากกันให้เต็มเหนี่ยว ไม่งั้นสังสารวัฏโดยรวมจะวุ่ยวายยิ่งกว่านี้ เพราะพลังงานกรรมที่มากเกินไปนั่นเอง ซึ่งมันก็เหมือนการต้มน้ำนั่นแหละครับ ถ้าต้มน้ำจนเดือดแล้วไม่มีทางระบายให้มัน เดี๋ยวมันก็ระเบิด ฝากาต้มน้ำจึงต้องมีรู้เล็กๆระบายความดันออกมา เพื่อระบายถ่ายเทความดัน เฉกเช่นเดียวกับกลียุคนั่นเอง

กิเลสจริงๆนั้นเป็นปลายเหตุแล้วครับ ต้นตอจริงๆคือโมหะอวิชชาหรือความหลงนั่นเอง แค่หลงว่าเป็นตัวตนขึ้นมามันก็จะก่อให้เกิดกิเลสตัณหาอุปาทานอื่นๆตามมาอีกเป็นพรวน พระพุทธเจ้าจึงไม่ได้สอนให้ไปดับกิเลสหรือกำจัดกิเลสอะไร เพราะกิเลสนั้นมันก็แค่สภาวะธรรมชั่วคราวผ่านมาแล้วผ่านไป ไม่ติดคาเหมือนสภาวธรรมอื่นๆ เพียงแต่เราไม่ปล่อยให้มันผ่านไปเอง ไปหาเรื่องกับมันเอง และสุดท้ายก็ได้เรื่องจริงๆ จะว่ากันตามจริงแล้วหากไม่มีเหตุปัจจัยที่จะยังให้กิเลสเกิด กิเลสมันก็ไม่เกิดหรอกครับ และเหตุทั้งหลายก็มาจากเชื้อกรรมเก่า อนุสัยกรรมเก่าของแต่ละคนทั้งนั้น ก็ตัวเองนะเป็นต้นตอของกรรมแล้วจะไปแก้มันได้ยังไง

กรรมที่ผ่านไปแล้วมันไม่สามารถแก้ได้เลยต้องปล่อยผ่านอย่างเดียว หากเข้าไปแก้มัน ก็จะเป็นกรรมก้อนใหม่ขึ้นมาอีก ทีนี้จะแก้อย่างไรก็ใช้ไม่หมดเพราะมันต่อภพชาติไปข้างหน้าเรื่อยๆ พระพุทธองค์จึงให้ยุติกรรม ปลง ปล่อย ช่างมัน แล้วกรรมกับภพชาติก็จะหมดหรือหดสั้นลงเอง คลายออกจากความเป็นสังสารวัฏเอง บรรลุไปเอง นิพพานไปเองครับ

ไม่ว่ากิเลสอะไรจะผ่านมาก็ช่างมัน ปล่อยมัน อย่าไปปฏิฆะเพราะนั่นก็เป็นอวิราคะ เป็นความเหนียวแน่นอย่างหนึ่งของสังโยชน์ เมื่อปล่อยมัน ปลงมันเรื่อยๆ ความเหนียวแน่นกับกิเลสทั้งหลายจะจางลงเอง หมดไปเองโดยที่ไม่ต้องพยายามดับมัน เหมือนไฟหมดเชื้ออย่างไรอย่างนั้นเลยครับ


จะให้ดีก็ขอขมากรรม กล่าวคำประกาศสละกรรมทั้งหลายบ่อยๆ ขอขมากรรมให้ตรงกับกรรมที่กำลังได้รับในปัจจุบัน เดี๋ยวกรรมก็จะเริ่มบรรเทาเบาบางไปเอง

No comments:

Post a Comment