Tuesday, April 23, 2013

บารมี 101

หัวข้อนี้ว่าจะเขียนหลายครั้งก็ยังไม่ได้เขียนสักที เพราะเนื้อหาความเข้าใจเกี่ยวกับบารมีที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกันนั้นก็ยังคลุมเครืออยู่มาก ซึ่งเรื่องของบารมีจริงๆนั้นก็เข้าข่ายอจิณไตยสุดๆ ชนิดที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ก็ว่าได้ เข้าเรื่องเลยดีกว่า

บารมีจริงๆนั้นก็เป็นกรรมนั่นแหละครับ แต่เป็นเนื้อหากรรมที่เกิดจากการสละออก ไม่ได้ทำเอา นี่เองที่ทำให้การสละทานกับการทำบุญเป็นคนละเรื่องเลยทีเดียว คือถ้าทำบุญก็จะได้บุญ หมายความว่าทำแล้วหวังว่าจะได้เสวยผลบุญ แต่ถ้าสละออกมันก็จะกลายเป็นเนื้อหาบารมีไป ไม่ใช่ผลบุญ ซึ่งบารมีนั้นในทางธรรมเขาจำแนกเป็นบารมี 10 ทัศ 30 ทัศ อะไรแบบนี้ ซึ่งเราจะไม่กล่าวถึงเพราะมันพะรุงพะรังเกินไป

การสร้างบารมีนั้นเป็นเรื่องของผู้โปรดสรรพสัตว์อย่างพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ส่วนพระอรหันต์ท่านใช้บารมีของพระพุทธเจ้าในการจบภพจบชาติ จึงไม่มีบารมีในการโปรดสัตว์ ถ้าจะโปรดสัตว์พระอรหันต์ก็จะเข้าสู่เนื้อหาอีกแบบหนึ่งกลายเป็นพระอรหันตโพธิสัตว์ไป

ส่วนที่มีคำพูดว่าคนนั้นคนนี้มีบารมีมาก ซึ่งเข้าใจเอากันเองว่าเป็นบารมีทางโลกบ้าง ทางธรรมบ้าง จริงๆเนื้อหาบารมีนั้นไม่แบ่งแยกนะครับ เพราะบารมีนั้น จริงๆเอาไว้ใช้กับการโปรดสัตว์อย่างเดียว แต่จะเอาไปโปรดในทางโลกหรือทางธรรม อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับยุคสมัยครับ ซึ่งถ้าท่านใดเอาบารมีไปใช้นอกเหนือการโปรดสัตว์ นำไปใช้เพื่อตัวเอง เดี๋ยวกรรมก็จะตีกลับให้ได้รับเวทนาไปเอง อย่างคนที่มีบารมีมากแล้วเอาไปหาผลประโยชน์เข้าตัว หรือเอาไปก่อกรรมทำเข็ญเบียดเบียนสรรพชีวิตทั้งหลาย ก็เตรียมตัวใช้กรรมกันได้เลย

ที่ผมบอกว่าบารมีเป็นกรรมนั้น ก็หมายความว่าบารมีก็เป็นพลังงานชนิดหนึ่งที่แฝงอยู่ในธรรมชาติ มีการเข้ารหัสเอาไว้เรียบร้อยว่าเป็นบารมีของท่านไหน(อันนี้ว่ากันด้วยบารมีระดับธรรมดานะครับ ส่วนมหาบารมีนี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งพิสดารกว่ามาก) ซึ่งเมื่อท่านนั้นลงมาจุติเพื่อทำกิจในการโปรดสัตว์ ไม่ว่ากิจนั้นจะเป็นอะไร ท่านก็จะจัดสรรบารมีลงมาให้เหมาะสมกับหน้าที่ตรงนั้น

อย่างในบางยุคสมัยที่ผู้คนไม่ได้สนใจศาสนา แต่มีความจำเป็นในการสร้างบ้านแปลงเมือง บารมีที่นำลงมาก็จะเป็นบารมีที่จะนำผู้คนให้มารวมตัวกัน ลงมาจุติเป็นกษัตริย์ สร้างบ้านเมืองให้เป็นรูปเป็นร่าง เป็นหลักให้กับผู้คนทั้งหลาย บางยุคสมัยก็เป็นยุคแผ่ขยายศาสนา พระโพธิสัตว์หลายๆองค์ก็จะลงมาช่วยกันสร้างวัดวา สร้างพระพุทธรูป พุทธสถาน เผยแพร่พระธรรมคำสอน ฯลฯ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกิจในลักษณะใดก็ต้องจัดสรรบารมีลงมาให้พอดีกับกิจที่ต้องทำ อย่างผู้ที่จะเผยแพร่เนื้อหาสัจธรรมก็จะมีบารมีในส่วนของปัญญาและบารมีในการสื่อสารลงมา แต่จะไม่เอาบารมีในส่วนอื่นๆลงมามากเกินไป เพราะจะทำให้หลงเหลิงกับบารมีนั้นได้เหมือนกัน

อย่างในกรณีของพระโพธิสัตว์มือใหม่หรือชั้นบารมีต้น บางทีก็นำบารมีลงมาไม่พอเหมาะพอดีกับกิจที่ต้องทำ ก็ทำให้เกิดการหลงในอำนาจบารมีนั้นๆ และใช้บารมีไปในทางที่ก่อกรรมมากจนเกินไป เพราะบารมีก็มีส่วนคล้ายๆกับพรสวรรค์ พอมีมากๆเข้า หากไม่ตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมจริงๆ มันก็มักจะเกิดมานะและอุปาทานในบารมีนั้นได้เหมือนกัน บางท่านปัญญาบารมีมากก็มีมานะในปัญญามาก บางท่านมีทานบารมีมาก ก็เหลิงใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายไม่ตรงกิจที่ลงมาทำก็มี เรียกว่าแม้จะนำบารมีลงมาทำกิจก็มีสิทธิ์ที่จะหลงทางกับบารมีตรงนั้นได้เหมือนกัน ไม่เหมือนมหาบารมีที่สามารถกลั่นกรองเนื้อหาสัจธรรมเองได้ และไม่ติดแม้กระทั่งบารมีของตน

เหตุนี้เอง การสั่งสมบารมีเพื่อที่จะลงมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้นจึงยาวนานมาก ขึ้นอยู่กับว่าทำบารมีมากี่อสงไขย ซึ่งบารมีนั้นก็เหมือนกับพลังงานอื่นๆก็คือ ประกอบไปด้วยคุณภาพและปริมาณ ซึ่งถ้าบารมีมากแต่บารมีไม่บริสุทธิ์ การโปรดในยุคของท่านนั้นๆก็จะมีอุปสรรคตามกรรม กิเลส ตัณหา อุปาทานที่เจือเข้ามาในระหว่างการบำเพ็ญบารมีนั้นไปด้วยเสมอ ถ้ามีบารมีน้อย ยุคสมัยของท่านก็จะสั้นลงตามบารมีไปด้วย เพราะบารมีที่พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์สั่งสมมานั้นก็คืออานุภาพที่จะช่วยคลี่คลายให้กับสรรพสัตว์นั่นเอง

การสร้างบารมีทั้งหมดทั้งมวลก็มาจากเนื้อหาการสละ แต่ถ้าสละไม่หมดใจ ยังตั้งเอาในการสละ เนื้อหาบารมีที่ได้ก็จะเจือไปด้วยตัณหาอุปาทาน กุศลกรรมบ้าง อกุศลกรรมบ้าง ซึ่งสรรพสัตว์ที่จะลงมาเกิดและจบภพจบชาติในยุคของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ก็จะมีส่วนที่คล้ายคลึงไปกับบารมีของท่านนั้นๆด้วย และต้องสัมพันธ์กันจึงจะได้รับอานุภาพแห่งบารมีในการโปรดสัตว์นั้น ซึ่งจะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับเนื้อหาความสัมพันธ์กับพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นๆ

อย่างที่มีบันทึกเอาไว้ว่าเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาประสูติบนโลกมนุษย์แล้วมีแผ่นดินไหวเลื่อนลั่น ฟ้าร้องฟ้าผ่า นั่นก็เพราะพระองค์ท่านรวมบารมีทั้งหมดลงมาโปรดในยุคของท่านในคราวเดียวกัน ไม่มีแบ่งภาค พลังงานที่ผ่านลงมาตรงนั้นจึงมหาศาล สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลกธาตุและสังสารวัฏ เป็นการประกาศให้โลกธาตุรู้ว่าถึงเวลาแล้ว ซึ่งบารมีในการโปรดของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์นั้นจะไม่เท่ากัน และมีผลให้แต่ละพุทธันดรมีระยะเวลาไม่เท่ากันไปด้วย อีกทั้งลักษณะกรรมของสรรพสัตว์ทั้งหลายก็ไม่เหมือนกัน วิธีการโปรดก็จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละพุทธันดร

การนำบารมีลงมาโปรดก็ต้องให้เหมาะกับบารมีของสรรพสัตว์ในยุคนั้นๆด้วย เพราะถ้านำบารมีลงมามากเกินไป สรรพสัตว์รับไม่ได้ โลกธาตุก็รับไม่ได้ ก็จะเกิดเป็นกรรมหนักอีก ซึ่งระดับมหาบารมีอย่างพระพุทธเจ้าหรือพระมหาโพธิสัตว์นั้นสามารถนำบารมีลงมาได้มากกว่า 100% ครับ(แต่ไม่ทำเพราะสรรพสัตว์รับไม่ได้) เพราะเหล่ามหาบารมีนั้น หมดความยึดติดในบารมี ทำให้บารมีทั้งหลายแห่งมหาบารมีกลายเป็นบารมีสากลที่เชื่อมต่อถึงกันหมดในหมู่มหาบารมีด้วยกัน

อย่างที่กล่าวแล้วว่าการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์บารมีต้นทั้งหลายส่วนใหญ่จะถูกขับดันด้วยตัณหา คือทำเอา ตั้งเอา ทำให้บารมีไม่บริสุทธิ์ ซึ่งจะส่งผลให้การโปรดสรรพสัตว์ตลอดเส้นทาง เกิดความติดขัดข้องคาอยู่เสมอๆ นี่คือเหตุผลที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านจึงให้ประกาศสละเสียแม้กระทั่งปณิธานตลอดจนบารมีทั้งหลายและให้นำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายขอขมากรรมเพื่อที่จะได้ปลดลดกรรมของสรรพสัตว์ลง

แต่ที่ว่าประกาศสละนั้นใช่ว่าปณิธานและบารมีจะหมดไปนะครับ เพียงแต่จะหมดความยึดติดปณิธานและบารมีนั้น จนสามารถทำกิจโปรดสัตว์ไปตามเนื้อหาสัจธรรมจริงๆ ไม่มีการตั้งเอา ทำกิจไปตามเหตุปัจจัย จึงนอกเหนือความยากง่าย หมดภาระพันธะผูกพัน ซึ่งการโปรดสัตว์แบบนี้จะทำให้บารมีเต็มเร็ว และสามารถหลีกเลี่ยงอุปสรรคในการโปรดสัตว์ได้มาก ไม่ต้องเหนื่อยและลำบากในการโปรดสัตว์อีก นอกจากนั้นการที่แต่ละท่านสามารถสมุจเฉทให้ตนเองได้ ก็จะส่งผลให้สรรพสัตว์ที่สัมผัสสัมพันธ์กับท่าน สามารถที่จะสมุจเฉทเด็ดขาดบรรลุฉับพลันตามได้มากขึ้น

พลังแห่งบารมีของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์นั้นจะครอบคลุมตลอดพุทธันดรของท่าน ซึ่งพุทธสาวกทั้งหลายที่สามารถเชื่อมโยงถึงบารมีของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นๆได้ ก็สามารถบรรลุธรรมได้ อย่างการที่สอนกันว่าให้ทำความเพียรด้วยตนเองน่ะ ถามว่าเอาตนเองมาจากไหนที่จะไปเพียรเพื่อที่จะบรรลุอะไร เพราะนั่นมันทิฏฐิมานะทั้งนั้น เมื่อทิฏฐิมานะเป็นกรรมปิดบังอยู่ การปฏิบัติ การศึกษาก็จะได้แค่ทิฏฐิในธรรมและอัตตาในการปฏิบัติ บรรลุได้แต่อัตตา แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงถึงเนื้อหาบารมีของพระองค์ท่านได้ และไม่สามารถจบให้ตัวเองได้จริง ซึ่งไอ้แนวนิยมเพียรนี้มีแต่ในยุคหลังๆนี่แหละ

ในส่วนของมหาบารมีนั้น ถ้าไม่ใช่เป็นยุคที่ท่านต้องลงมาจุติเป็นพระพุทธเจ้าจริงๆ ท่านจะไม่ลงมาเองแบบเต็มๆองค์ครับ เพราะสรรพสัตว์ไม่สามารถจะรับบารมีทั้งหมดของท่านได้ พาลจะลงนรกกันหมด ท่านก็จะใช้วิธีแบ่งภาคส่วนและเชื่อมต่อบารมีลงมาตามความเหมาะสมของสถานการณ์ ยกตัวอย่างเช่นการลงมาโปรดในช่วงปลายพุทธกาล หากเอาบารมีลงมามากเกินไป เพียงแค่สรรพสัตว์นึกปรามาสนิดเดียวก็จะถูกสูบลงนรกทันทีแบบไม่ต้องรอ ดังนั้นท่านก็จะจัดสรรบารมีลงมาตามความเหมาะสมกับกรรมของสรรพสัตว์ และยังสามารถปรับเปลี่ยนพลังบารมีลงมาตามความเปลี่ยนแปลงของโลกธาตุได้ด้วย ซึ่งการเชื่อมต่อบารมีลงมา ไม่ใช่ว่าท่านสามารถจะเชื่อมลงมาที่ภาคส่วนเดียวเท่านั้น ท่านอาจจะเชื่อมต่อลงมายังหลายภาคส่วนที่แบ่งลงมาโปรดบนโลกมนุษย์ก็ได้ หรือแม้กระทั่งเชื่อมต่อบารมีและญาณทัศนะผ่านลงมาทางผู้ที่มีอธิวาสนาสัมพันธ์ใกล้ชิดกับท่านเพื่อการโปรดสัตว์เป็นการเฉพาะก็ได้

ชาวพุทธเถรวาทพึงระลึกเอาไว้ว่า โลกธาตุนี้ตลอดจนถึงองค์คุณเบื้องสูงทั้งหลาย ไม่ได้แบ่งแยกไปตามมุมมองของท่านหรอกนะ เพราะความเป็นนิกายนั้นก็ทำให้เกิดแง่มุมเฉพาะของตนขึ้นมา โดยเฉพาะการลบส่วนที่เป็นเนื้อหาของพระโพธิสัตว์ พระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลายออกไปจากเนื้อหาพระไตรปิฏกนั้นทำให้ท่านทะนงตนกันมากเกินไป ทั้งที่จริงๆแล้วนั้นองค์คุณเบื้องสูง เหล่าเทพ มหาเทพ พรหม มหาพรหม พระโพธิสัตว์ พระมหาโพธิสัตว์ หรือแม้แต่องค์คุณเบื้องสูงของศาสนาอื่นก็ทำงานนำพาสรรพสัตว์ออกจากสังสารวัฏเหมือนกัน แถมไม่มีการแบ่งแยกเหมือนที่ปุถุชนทำ เพียงแต่ใครมีบารมีสัมพันธ์กับสรรพสัตว์เหล่าไหนก็โปรดสรรพสัตว์เหล่านั้นไปแค่นั้นเอง อย่าหลงไปคิดแบ่งแยกเข้าข้างตนเอาว่า มีแค่ชาวพุทธเถรวาทที่มีนิพพานอยู่ฝ่ายเดียว

และโดยความเป็นจริงแล้ว ในทุกพุทธันดรของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ก็มีพระโพธิสัตว์ พระมหาโพธิสัตว์ ตลอดจนถึงองค์คุณเบื้องสูงมากมายที่มีบารมีสัมพันธ์กับพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นและหมู่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายลงมาโปรดสัตว์โลกอยู่ตลอดเวลาตามแต่สถานการณ์ในแต่ละช่วงของพุทธันดรนั้นๆ

รู้กันหรือเปล่าว่า อรหันตสาวกในช่วงพุทธกาลส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดก็เป็นพระโพธิสัตว์ทั้งนั้น (อย่างพระอชิตะเถระท่านก็เป็นภาคหนึ่งของพระศรีอารยเมตไตร) เรียกว่าเป็นเนื้อหาอรหันตโพธิสัตว์ก็ได้ คือเป็นพระโพธิสัตว์ที่สามารถจบให้ตนเองได้ บางท่านก็เป็นภาคหนึ่งของพระมหาโพธิสัตว์ แต่ก็ยังทำกิจโปรดสัตว์ต่อไปตามปณิธานเดิมของตนต่อไป

ก็คงขอจบเรื่องราวเกี่ยวกับบารมีอย่างพิสดารเอาไว้แค่นี้ เอาไว้รออ่านเนื้อหาที่สัมพันธ์กันอย่างการโปรดสัตว์ก็แล้วกันครับ

แล้วก็ไม่ต้องมาถามเรื่องอจิณไตยมากนักนะครับ เพราะสิ่งถ่ายทอดออกมาทั้งหมดในเว็บนี้ ก็มีแต่เนื้อหาเฉพาะเกี่ยวกับการโปรดสัตว์เท่านั้นจริงๆ

No comments:

Post a Comment