Sunday, April 7, 2013

สัจธรรมข้างเปล ตอนที่ 1 ธรรมชาติเดิมแท้ของเด็ก

ว่าจะเขียนสัจธรรมข้างเปลอยู่นานแล้ว แต่คงไม่ขึ้นเป็นเล่มใหม่นะครับ ขอแทรกเอาไว้ใน "กลเกมอวิชชา" นี่แหละ เพราะไม่รู้ว่าเนื้อหาจะมากแค่ไหน ตั้งแต่เขียนมาไม่เคยวางแผนเลย นี่แหละอิสระของจริง อิอิ

เรามาเข้าใจธรรมชาติเดิมแท้ของเด็กกันดีกว่า เพื่อที่จะได้เลี้ยงดูให้เขาเติบโตมาโดยมีเนื้อหาสัจธรรม เพราะทุกวันนี้เด็กส่วนใหญ่ถูกเลี้ยงกันแบบสัตว์เดรัจฉานกันเยอะทีเดียว เช่นการเคี่ยวเข็ญให้เด็กแข่งขัน มุ่งเรียนอย่างเดียว ไม่ก็สอนให้ฝึกฝนตัวเองอย่างหนักเพื่อที่จะได้เป็นอะไรสักอย่างที่มีชื่อเสียงเงินทอง ฯลฯ ซึ่งสุดท้ายก็กลายเป็นสัตว์ไปหมด หลงวนหมกมุ่นกับตัวเองไปหมด

ธรรมชาติเดิมแท้ของเด็กที่มาเกิดนั้น สว่างอยู่แล้วครับ เพราะก่อนที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์ได้ เขาต้องชำระกรรมส่วนเกินออกไปเสียก่อน คือ หากทำบุญมามาก ก่อนที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์เขาก็ต้องไปเกิดใช้กุศลกรรมในภพภูมิเทวดา หากเคยบำเพ็ญจิตมาก็ต้องไปเกิดบนชั้นพรหม ส่วนใครที่ทำอกุศลกรรมเยอะก็ต้องลงไปชำระกรรมในอบายภูมิก่อน ส่วนใครที่กรรมไม่มากและมีลักษณะกรรมที่ปะปนกันก็อาจจะได้เกิดเป็นมนุษย์อีกรอบทันที อันนี้เราไปกะเกณฑ์อะไรไม่ได้หรอกครับว่าจะเกิดเป็นอะไร เพราะกรรมเป็นเรื่องอจิณไตย เหนือความคาดคิดและรับรู้ของมนุษย์ธรรมดา ดังนั้นไอ้พวกที่เขียนหนังสือประเภทเราเลือกเกิดได้นี่มันมั่วครับ เพราะไอ้คนที่ตายไปมันก็ไม่เคยกลับมาบอกสักคนเดียวว่า ไปเกิดเป็นอะไร พอไม่มีใครกลับมารายงานผล คนเขียนมันก็เลยหลอกหากินกับผู้คนได้เรื่อยๆ

เมื่อดวงจิตหนึ่งมาเกิดบนโลกเป็นมนุษย์นั้น ดวงจิตนั้นก็จะสว่างมาแล้วอย่างที่บอก เพราะได้รับการเคลียร์กรรมที่ต้องไปเกิดในภพภูมิอื่นไปแล้ว แต่ทีนี้พอมาเกิดบนโลกมนุษย์ เขาก็จะมาเกิดบนกองกรรมเฉพาะที่จะรองรับการใช้กรรมของเขา เกิดกับพ่อแม่ที่มีลักษณะกรรมแบบเดียวกัน(ส่วนใหญ่) บางคนมีบุญเหลือมาเยอะก็ไปเกิดกับคนมีฐานะ บางคนเพิ่งขึ้นจากอบายภูมิ บุญไม่มากก็ไปเกิดแบบแร้นแค้นยากจน แต่ไม่ใช่ว่าจะมีใครดีกว่าใครนะครับ ทุกดวงจิตล้วนเกิดขึ้นบนลักษณะกรรมของตนทั้งนั้น เรื่องดีเลวนี่มาแบ่งกันเพราะตัณหาทีหลัง

เด็กบางคนเกิดมาพ่อแม่รับบุญบารมีของเขาไม่ได้ก็มีครับ ต้องระเห็จไปเป็นลูกบุญธรรมคนอื่นหรือมีคนอื่นมารับเลี้ยงไป เพียงแต่เกิดมาใช้วิบากกับพ่อแม่ที่อุ้มท้องเท่านั้น บางคนเกิดมาก็ไม่ได้อยุ่กับพ่อแม่ให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงแล้วได้ลักษณะกรรมของปู่ย่าตายายไปก็มีมากมาย หรือบางคนก็อยู่กับพี่เลี้ยงจนโตก็จะได้ลักษณะกรรมของพี่เลี้ยงปะปนไปด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ มันมีเหตุแห่งกรรมอยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่รู้ และก็ไม่ควรที่จะไปสนใจใคร่รู้ด้วย ซึ่งมันก็แก้อะไรไม่ได้น่ะนะ

ในเมื่อแต่ละดวงจิตต้องเกิดมาบนกองกรรมและเชื้อกรรมในลักษณะที่ตนเคยทำมาก่อนหน้านั้น เด็กๆก็จะเติบโตตามเชื้อกรรมที่จะเอื้อให้เกิดอนุสัยกรรมและวิถีกรรมเหมือนพ่อแม่ แบบที่เรียกว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นหรือถอดแบบกันมา แต่ก็มีเหมือนกันที่บางดวงจิตลงมาจุติในลักษณะของการลงมาโปรดสัตว์แล้วไปเจอวิบากเก่า ทำให้ต้องลำบากก่อนที่จะเข้าสู่วิถีของการโปรดสัตว์ แต่ก็ได้อนุสัยกรรมจากพ่อแม่จริงๆมาน้อย ไปได้อนุสัยกรรมจากที่อื่นมามากกว่า ซึ่งอันนี้ก็เลี่ยงไม่ได้ครับ เพราะเป็นโจทย์บังคับ คือต้องโปรดไปใช้วิบากไปด้วย จะไปปฏิเสธสังสารวัฏไม่ได้เลย

เมื่อดวงจิตแต่ละดวงของเด็ก ถูกเลี้ยงดูและเติบโตมาโดยพ่อแม่ที่ยังหลงในโมหะอวิชชา เด็กก็จะได้ลักษณะของเชื้อกรรมตรงนั้นไปเรื่อยๆ ตอกย้ำบ่อยๆจนกลายเป็นอนุสัย เกิดเป็นสังโยชน์ที่เหนียวแน่น ร้อยรัด พันธนาการมากขึ้นตามวัยที่เติบโต ซึ่งตรงนี้เราสังเกตได้อย่างชัดเจนกับทุกๆคน คือ เมื่อเราอยู่กับเด็กเล็กๆ เราจะได้รับพลังความไม่ติดไม่ขัดไม่ข้องไม่คาของเขา เพราะเขายังไม่รู้จักสมมติ เขาเล่นกับทุกอย่างแบบไม่จริงจังหรือยึดติดมาก เขาจึงคลี่คลายตัวเองอย่างรวดเร็ว ไม่ติดในอุปาทานใดๆมากนัก เวลาอยู่กับเด็กเราจึงเบิกบานคลี่คลายผ่อนคลายไปกับเขาด้วย ซึ่งจริงๆผมเองก็ชอบเล่นกับเด็กมาแต่ไหนแต่ไรแล้วเพราะเหตุนี้เอง

ยิ่งเด็กที่เพิ่งเกิดนี่การรับรู้ของเขาจะเป็นไปแบบสักแต่ว่าจริงๆ เหมือนอริยะไม่มีผิด แต่พอเติบโตมาได้สักพักหนึ่งเขาก็จะเริ่มเรียนรู้สมมติ และค่อยๆเริ่มจริงจังจนยึดติดสมมติมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว โดยผู้ใหญ่และสังคมเป็นตัวอย่างและเสี้ยมสอน ซึ่งมันก็เลี่ยงไม่ได้ครับ มันเป็นวิถีกรรมที่ทุกคนที่เกิดมาบนโลกต้องเจออยู่แล้ว เพียงแต่เราก็อย่าไปสอนให้ตอกย้ำอุปาทานอะไรมากนัก เขาก็จะไม่ค่อยยึดอะไรไปเอง ของเขาเอง

พอเติบโตขึ้นมา เด็กๆทั้งหลายก็จะมีความสุขน้อยลงๆ มีความทุกข์มากขึ้นๆ ก็เหมือนที่ทุกคนรู้สึกว่าอยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง นี่ก็เพราะสังโยชน์เริ่มร้อยรัดเหนียวแน่นมากขึ้น ทุกข์จึงมากขึ้น บางคนมีปัญญาของเก่ามาก็รู้ตัวเร็ว สละเร็ว บางคนจึงบวชตั้งแต่ยังเด็ก บางคนปัญญาทางธรรมไม่ค่อยมี มีแต่ปัญญาทางโลกก็เลยดิ้นรนไปในทางโลก มีที่ยืนในทางโลก จนบ้างครั้งก็ตายไปแบบโมฆะต่อสัจธรรมก็มี คือเกิดมาแค่ใช้กรรมแล้วก็ตายไปใช้กรรมต่อก็มีมากมาย บางคนเกิดมาก็ไม่มีความสุขตั้งแต่เด็กเพราะวิบากกรรมที่ทำมาแบบนั้น ซึ่งกรรมทั้งหลายทั้งปวงล้วนถูกชำระอย่างยุติธรรมอยู่แล้ว เพียงแต่เราส่วนใหญ่ไม่ยอมปลงใจกับอกุศลกรรมไปเองต่างหาก จึงเกิดอาการดิ้นรน

คนส่วนใหญ่ในสังสารวัฏนี้เกิดมาก็แค่เพื่อใช้กรรมและทำกรรมใหม่ต่อๆไป เป็นสรรพสัตว์หมู่ใหญ่ที่ยังไม่ถึงวาระที่จะจบให้ตัวเอง หาทางยุติตัวเองไม่ได้ ก็ต้องวนเวียนใช้กรรมไปเรื่อยไม่รู้จุดสิ้นสุด บางคนเจอสัจธรรมแล้วก็สามารถจบให้ตนเองได้ก็จะเป็นเนื้อนาบุญให้สังสารวัฏต่อไป

กลับมาที่ลักษณะจิตของเด็กกันดีกว่าครับ จิตของเด็กแรกเกิดนั้นยังไม่มีเชื้อตัณหาราคะอุปาทานมากนัก จึงยังไม่ยึดติดอะไร แต่เชื้อกรรมของจิตดวงนั้นๆก็กำหนดให้มาเกิดบนเชื้อกรรมที่คล้ายคลึงกันเพื่อที่จะชำระกรรมเก่าๆของดวงจิตให้หมด พอเกิดบนเชื้อกรรมของพ่อแม่ที่เหมือนของเดิม มันก็จะส่งเสริมให้จิตดวงนั้นกลับไปตอกย้ำอนุสัยกรรมของตนเหมือนชาติก่อนๆที่ทำมานาน จนในที่สุดก็เติบโตไปในแนวทางอนุสัยกรรมเก่าในที่สุด เช่นใครที่เกิดเป็นพระหรือนักบวชหลายๆชาติก็จะมีลักษณะนิสัยเหมือนนักบวช อยู่ง่ายกินง่าย เรียบง่าย ซึ่งถ้าไม่รู้จักหยุด มันก็จะไปตามแรงส่งของกรรมเก่าจนก่อให้เกิดกรรมใหม่เพิ่มขึ้นมาต่อภพต่อชาติไม่รู้จบ

แถมปัจจุบันยังมีกระแสค่านิยมในการเลี้ยงลูกแบบสำเร็จรูปที่มาในรูปของฮาวทูที่จะมากำหนดลักษณะกรรมให้กับเด็กๆอีกมาก พ่อแม่ก็ไม่ควรที่จะไปยัดเยียดอะไรแบบนั้นให้เขา เพราะกรรมของแต่ละดวงจิตไม่เหมือนกัน จะเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ ทำไปก็มีแต่กรรมกับกรรม กลายป็นดัดจริตกรรมของลูก สร้างกรรมสร้างทุกข์ซ้อนไปให้เขาอีก

ดังนั้นการเลี้ยงเด็กให้มีเนื้อหาสัจธรรม ก็แค่ไม่ไปตอกย้ำอุปาทานของเขาให้มากนัก กรรมและเชื้อกรรมเก่าของเขาก็จะคลายออกเองครับ ไม่ยากอะไร แต่ที่น่าจะทำให้ยากก็คือพ่อแม่นั่นแหละ เพราะการเลี้ยงลูกแบบอริยะนั้นมันไม่สามารถตั้งเอาทั้งกับเด็กและโลกได้เลย ในขณะที่เด็กอื่นๆมุ่งหน้าสู่การแข่งขัน(แข่งไปไหนเล่า? สุดท้ายก็ตายเปล่ากันหมด) มันก็ยากที่พ่อแม่ซึ่งไม่มีเนื้อหาสัจธรรมรองรับหรือ พ่อแม่ที่ยังไม่แจ้งตรงต่อสัจธรรมจริงๆจะยอมรับได้ ก็เลยต้องเป็นไปตามกรรมเก่าที่เคยทำมา ซึ่งก็ไม่มีอะไรผิดหรอกครับ ทุกดวงจิตก็ไปตามลักษณะกรรมที่ทำมาอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลอะไร

ส่วนที่เราทำได้ง่ายๆในการคลี่คลายกรรมให้เด็กๆก็คือ พาเด็กๆขอขมากรรมหรือประกาศสละบ่อยๆ วิบากกรรมทั้งหลายก็จะเบาบางลงเอง ถ้าเขายังไม่รู้เรื่องก็ไม่เป็นไร เปิดไฟล์เสียงขอขมากรรมหรือประกาศสละบ่อยๆ แม้เขาจะฟังไม่รู้เรื่องแต่จิตเขาก็จะคลายออกเองโดยอัตโนมัติครับ อันนี้ขอฝากพ่อแม่กับครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่สอนหนังสือเด็กเอาไปปฏิบัติด้วยครับ สังสารวัฏจะได้ลดความร้อนแรงลงบ้าง

โลกทุกวันนี้มันอยู่ยากเพราะกรรมแห่งการเบียดเบียนมันเยอะ และจะอยู่ยากมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมนุษย์กำลังเข้าสู่ช่วงชำระวิบากกรรมกันสุดๆไปเลย นับตั้งแต่ปี 2556 นี้เป็นต้นไป การขอขมาและประกาศสละก็จะช่วยคลี่คลายกรรมในส่วนที่เหลือไม่ให้มันอึดอัดขัดเคืองคับแค้นมากเกินไป เพราะถ้าขืนไปสอนให้เด็กตั้งเอาอย่างเดียวก็เท่ากับผลักเขาลงอบายภูมิทั้งๆที่ยังเป็นมนุษย์อยู่นั่นแหละครับ

No comments:

Post a Comment