Monday, March 25, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#38

โลกธาตุนี้ล้วนถูกกำกับด้วยกฏแห่งกรรมอยู่แล้ว
จึงไม่มีกรรมใดที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ
ทุกกรณีกรรมล้วนมีเจตนาเป็นหตุกำกับอยู่
จึงไม่มีวิบากกรรมใดที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญแม้แต่เรื่องเดียว

ก็ไม่ต้องดิ้นรนไปแก้กรรมอะไรอีก
เพราะมันจะเป็นการต่อกรรมไปข้างหน้าไม่รู้จบ

จึงไม่มีใครต้องกังวลกับอะไรอีก เพราะทุกผู้ทุกนามล้วนเป็นไปตามผลแห่งกรรม
เมื่อยอมหมดใจแม้กระทั่งกับกรรมแล้วนั่นแหละ ก็จะพ้นจากอำนาจกรรมไปเอง

---------------------------------------------------------------------

เห็นสอนกันจังเรื่องการคิดนอกกรอบ
มันจะคิดนอกกรอบได้ยังไง ในเมื่อแค่คิดขึ้นมาก็อยู่ในกรอบแล้ว
กรอบของความคิดตัวเอง กรอบแห่งประสบการณ์อันคับแคบของตนเอง
กรอบแห่งโมหะทิฏฐิของตนเอง กรอบแห่งแง่มุมของตนเอง
บางทีก็หยิบยืมกรอบของคนอื่นมาคิดแล้วก็บอกว่าเป็นการคิดนอกกรอบ
ก็เห็นคนคิดนอกกรอบก็ยังทุกข์อยู่ไม่เลิก เพราะไม่รู้ตัวว่าติดกรอบ
กรอบที่ตนมองไม่เห็น เพราะตนเองนั่นแหละกลายเป็นกรอบอันคับแคบไปเสียเอง
สรรพสัตว์ทั้งหลายก็เลยได้แต่หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง วกวนในความคิดของตนเอง
วกวนในการตอกย้ำอุปาทานแห่งตนไม่รู้จักจบสิ้น เป็นทาสความคิดนอกกรอบไปโดยไม่รู้ตัว

จะให้เป็นอิสระอย่างแท้จริงก็ต้องเป็นอิสระจากความคิดทั้งนอกกรอบและในกรอบ
ความคิดทั้งหมดทั้งมวลก็เป็นการปรุงแต่งเอาบนมายาแห่งกายแห่งใจ
จึงไม่สามารถจะยึดถืออะไรได้จริง

---------------------------------------------------------------------

นิพพานนั้นมีอีกชื่อหนึ่งว่า อสังขตธรรม
หรือธรรมที่ไม่สามารถปรุงแต่งได้อีก
เป็นธรรมเหนือธรรมทั้งปวง ยิ่งกว่าธรรมใดๆ
เพราะนิพพานนั้นว่างจากธรรมทุกชนิด

แล้วคำถามที่ว่า "ถ้าไม่ทำไม่ปฏิบัติแล้วจะได้นิพพานหรือ?" มาจากไหน
ก็มาจากโมหะทิฏฐิแห่งตน ความเห็นแห่งตน เป็นผู้หลงตั้งคำาถาม
ก็มาจากตัณหาอุปาทานของตนได้ตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะปฏิบัติธรรม
ซึ่งทั้่งหมดก็คือหลงไปปรุงแต่งธรรมเอาทั้งนั้น

เมื่อเริ่มต้นจากการไปตอกย้ำโมหะตน เริ่มต้นโจทย์ที่ตั้งขึ้นโดยโมหะตน
แล้วเธอทั้งหลายคิดหรือว่ามันจะพาให้สิ้นโมหะอวิชชาได้จริงๆ

ก็ปลงเสียซึ่งแง่มุมทิฏฐิปัญญาทั้งหลายลง
มันก็จะหมดเชื้อในโมหะอวิชชาที่จะหลงไปปรุงแต่งเอาเองอีก
เมื่อว่างจากตัวตนในธรรมใดๆแล้วนั่นแหละ
ก็จะตรงต่อ อสังขตธรรม หรือเนื้อหาที่นอกเหนือการปรุงแต่งธรรมปวง "ไปเอง"

------------------------------------------------------------------

ศีลโดยนัยยะแห่งพระพุทธศาสนานั้น...
ไม่ใช่สิ่งที่จะ"ต้องมีเจตนา"ที่จะงดเว้นถึงจะเป็นศีลโดยบริบูรณ์

ศีลนั้นก็เป็นเพียงแค่การละเว้นธรรมดาๆ
ที่ไม่ต้องมีเจตนากำกับเพื่อให้ได้ศีลที่สมบูรณ์แต่อย่างใด
ก็แค่ละเว้นไปโดยไม่ต้องมีความหมายอะไร
ไม่ต้องอาราธนา ไม่ต้องพิจารณาธรรมอะไร

เพราะเมื่อใดก็ตามที่ดำริเจตนา
ดำริความตั้งใจงดเว้นตามข้อห้ามทั้งหลาย
ก็จะเกิดเป็นอัตตาตัวตนในศีลขึ้นมาแล้ว
เกิดเป็นผู้ถือศีล เกิดเป็นผู้แบกศีลแล้ว
จึงไม่ใช่ศีลที่บริสุทธิ์จากตัวตนในความหมายแห่งพุทธองค์
และอัตตาในศีลนี้เอง ที่พระพุทธองค์ทรงเีรียกว่า สีลัพตปรามาส
เป็นศีลที่บดบังพระนิพพานอยู่โดยตัวมันเอง

ก็ให้ปลงแม้กระทั่งเจตนาในการถือศีลลงเสีย มันก็จะยิ่งกว่าศีลไปเอง
ซึ่งบริสุทธิ์ยิ่งกว่าศีลใดๆ และเป็นอธิศีลแห่งอริยะโดยตัวมันเอง

No comments:

Post a Comment