Friday, March 8, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#37

หมดมานะ...

นโม: ป๊า..นโมกินขี้ไม่ได้(พูดแบบล้อเล่น)
ป๊า: นโมกินขี้ไม่ได้ นโมก็เก่งสู้ฮิปโปไม่ได้สิ อิอิ
นโม: นโมเก่ง!!
ป๊า: อ้าว..ฮิปโปกินขี้ได้ นโมกินไม่ได้ ฮิปโปต้องเก่งกว่าสิ(ฮา)
นโม: นโมเก่งกว่า!!
ป๊า: แล้ววันนี้นโมซ้อมวิ่งแข่ง วิ่งทันเพื่อนหรือเปล่า
นโม: นโมวิ่งไม่ทัน
ป๊า: ไม่เป็นไร มันก็เหมือนกันล่ะลูก มันไม่ต่างจากที่ฮิปโปกินขี้ได้แต่เรากินไม่ได้ไง(ฮา)
นโมหัวเราะ

------------------------------------------------------------------------

ไม่ต้องไปปล่อยให้มันเป็นไป มันก็เป็นไปของมันเอง
ไม่ต้องไปปล่อยไปวาง มันก็วางของมันเอง
เพราะธรรมทั้งหลายล้วนวางตัวมันเองอยู่แล้วตลอด
เสื่อมไปโดยตัวมันเองอยู่แล้วตลอด ทุกขังอยู่แล้วตลอด
แล้วจะต้องมีใครสาละวนไปฝึกวางฝึกละอะไรอีกเล่า
เพราะที่สุดมันก็วางของมันเองอยู่แล้ว

------------------------------------------------------------------------------------

ถามคนไปปฏิบัติธรรมทั้งหลายว่าไปทำไม
หลายคนบอกว่าไปหาที่ปลีกวิเวก

มันปลีกวิเวกตรงไหน..เห็นแต่ละคนก็ไปสาละวนกับตัวเอง
สาละวนในการพยายามทำให้มันสงบ
สาละวนกับการตัดสิ่งรบกวนออกไปให้หมด
สาละวนในการปฏิบัติใจ ปฏิบัติกาย
สาละวนกับการทำตัวทำใจให้มันสบายผ่อนคลาย
สุดท้ายก็ไม่เห็นใครวิเวกสักคน มีแต่ความอึกทึกครึกโครมในจิตในใจ

การปลีกวิเวกที่แท้จริงนั้นคือการปลีกวิเวกจากตัวเอง
เพราะความที่ไปเกลียดชังสิ่งกระทบ ตัวตนจึงเกิดมีขึ้นในสิ่งกระทบนั้น
เพราะความที่ไปชอบความสงบ ตัวตนจึงเกิดมีขึ้นในความสงบนั้น
เพราะความที่ไปพยายามทำตัวทำใจให้มันสงบ ตัวตนจึงเกิดมีขึ้นในความพยายามนั้น
เพราะความที่ไปเจอสภาวะที่มันว่าง ตัวตนจึงเกิดมีขึ้นในความว่างนั้น
เพราะความที่ไปเจอสภาวะที่มันโปร่งโล่งเบา ตัวตนจึงเกิดมีขึ้นในความโปร่งโล่งเบานั้น

ก็เพราะตัวเรานั่นแหละที่เรื่องมาก เลือกมาก มันก็เลยมากเรื่อง ได้เรื่อง
ขนาดไปอยู่ในที่สงบๆ สบายๆยังไปหมกมุ่นวุ่นวายสาละวนกับตนเองจนเป็นเรื่อง...แล้วจะโทษใคร
ก็ให้เข้าใจความเป็นจริงว่าจะความสงบนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยภายนอกแม้แต่น้อย
ก็ไม่ต้องไปเอาอะไรๆกับใจ ไม่ต้องจัดการ ไม่ต้องบังคับ เลิกหวังจะให้มันดีมันสงบ

สภาวะและสิ่งต่างๆมันมีของมันอยุ่แล้วโดยธรรมชาติ
ความวุ่นวายที่เกิดมีขึ้น มันก็มีตัวเรานั่นแหละที่หลงเข้าไปมีแง่มุมกับสภาวธรรมเหล่านั้นเอง
ก็ปล่อยทุกสภาวะที่ผ่านมา ให้มันผ่านไปเอง ไม่ต้องไปคอยละคอยปล่อยคอยวาง
จะรู้ไม่รู้ เห็นไม่เห็น จะติดพันจะหลุดพ้นก็ปล่อยให้มันเป็นไปของมันเอง
เดี๋ยวตัวตนที่เคยเหนียวแน่น คอยเจ้ากี้เจ้าการไปทุกเรื่องก็จะคลายออกเอง
หมดเรื่องไปเอง วิเวกไปเอง วิโมกข์ไปเอง นิพพานไปเอง
นี่แหละคือความวิเวกจากตัวตนที่แท้จริงอันไม่เนื่องด้วยปัจจัยภายนอกใดๆเลย

---------------------------------------------------------------------------

อริยสัจสี่อันเป็นความจริงแห่งอริยะ 4 ประการนั้นประกอบไปด้วย
ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
แล้วตรงไหนหรือที่พระพุทธเจ้าบอกว่าทำดีแล้วจะพ้นจากทุกข์...ก็ไม่มี

ความดีก็เป็นทิฏฐิอย่างหนึ่งที่เห็นตามตัณหาตนว่ามันดี
ความเลวจึงอุุบัติขึ้นเพราะมีความดีแบบที่ตนคิดมาอ้างอิง
ทิฏฐิใครทิฏฐิมัน มันก็เลยดีกันคนละอย่าง ดีคนละเรื่อง
เลวคนละอย่าง เลวคนละเรื่อง ความเห็นจึงไม่ตรงกัน
คนดีๆในบ้านเมืองในโลกใบนี้ก็เลยตีกัีันทะเลาะกัน
เพื่อความดี ในนามแห่งความดีงาม
ย่ำยีบีฑาผู้อื่นด้วยวาจา กริยาว่ากูดีกว่ามึง มึงเลวกว่ากู
...ทั้งๆที่มันก็ไอ้ผีหลุมเดียวกันนั่นแหละ

ก็ให้มันพ้นไปเสียจากความดี เพราะความดีก็อนิจจัง ความเลวก็อนิจจัง
มันเป็นไปเพียงชั่วครู่ชั่วคราว ความเลวก็ไม่ใช่ตราบาป ความดีก็ไม่ใช่สิ่งประเสริฐอะไร
จะดีจะเลวก็ช่างมัน ให้หมดรักหมดเกลียดกับความดีความเลว
เพราะทุกอย่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นเพียงกรรมและการชำระกรรม ไม่มีอะไรมากกว่านั้น
เมื่อวางใจได้อย่างนี้ตัณหาก็ดับสิ้น แล้วอะไรๆมันก็ดีของมันเอง
โดยไม่ต้องไปพยายามจะดีอะไรเลย

---------------------------------------------------------------------------

การแก้ความขัดแย้งไม่ใช่การเอาทิฏฐิไปแก้ทิฏฐิ
แต่ให้ล้างทุกทิฏฐิ ดูสิมันจะเหลืออะไรมาขัดแย้งกัน

---------------------------------------------------------------------------

ความสว่างไสวแห่งพุทธธรรมนั้นไม่ได้มาจากความสว่างไสวทางปัญญา
ไม่ได้มาจากความสว่างไสวแห่งฤทธานุภาพใดๆ
แต่มาจากความสว่างไสวแห่งนิโรธ นิพพานอันไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ
ก็ปลงเสียให้หมดใจ ให้มันไร้ใจที่จะต่อเติมงอกเงยเป็นทิฏฐิปัญญา
มันก็จะดับเอง วางเอง ว่างเอง ไร้ตัวตนไปเอง
นิพพานเอง สว่างเอง เป็นความสว่างยิ่งกว่าปัญญาใดๆในโลกธาตุนี้

No comments:

Post a Comment