Monday, March 4, 2013

โครงสร้างกรรมในระบบทุนนิยม

หลายคนคงเคยได้ยินหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านพูดว่า ในเมืองมันไม่สอดคล้องกับธาตุขันธ์ของท่าน

บทความนี้จะอธิบายถึงเหตุผลที่ว่าผ่านโครงสร้างกรรมในระบบทุนนิยมครับ

ระบบทุนนิยมนั้นแปลงทุกอย่างให้เป็นทุน ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน แรงงาน คน ทุกสิ่งที่สามารถซื้อขายได้ก็สามารถเป็นทุนได้ทั้งหมด ทุกวันนี้เราจึงเห็นความมีชื่อเสียงก็สามารถเป็นทุนได้ ความสวย ความงาม ความหล่อเหลาก็สามารถเป็นทุนได้หมด

ระบบทุนนิยมนั้นเป็นระบบที่ต้องการทรัพยากรอย่างสูงในทุกๆด้าน ทำให้มีการใช้แรงงานมากมายที่จะผลิตสินค้า มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปสู่คนหมู่มากให้ได้รับรู้เพื่อกระตุ้นยอดขาย และกิจกรรมอื่นๆมากมายเพื่อให้ระบบดำเนินไปได้โดยอาศัยการกระตุ้นตัณหาเป็นหลัก

การที่ผู้คนมากมายมาอยู่รวมกันแออัดแบบเมืองใหญ่ทั่วโลก แล้วถูกขับดันด้วยตัณหาความอยาก ก่อให้เกิดวงจรกรรมที่ซับซ้อน ยุ่งเหยิง อึดอัดคับแค้น ตึงเครียด ซึ่งถ้าจะเปรียบเป็นพลังงานก็จะเหมือนกาต้มน้ำที่เดือดปุดๆนั่นแหละครับ

ความซับซ้อนของกรรมที่ว่านั้น เราสามารถเห็นได้ชัดๆจากสินค้าที่เราใช้หรืออาหารที่เรากินเข้าไป

อาหารหนึ่งจาน หากเป็นสมัยโบราณ มันก็จะมาจากการเพาะปลูกด้วยตนเอง หรือการแบ่งปัน การซื้อขายยังมีน้อยอยู่ ดังนั้นอาหารหนึ่งจานในสมัยโบราณจึงก่อให้เกิดกรรมไม่มากนัก

แต่ถ้าเป็นสมัยนี้ อาหารหนึ่งจาน มาจากชาวนา โรงสีข้าว ฟาร์มปศุสัตว์ โรงฆ่าสัตว์ บริษัทขายปุ๋ย บริษัทขายยาฆ่าแมลง พ่อค้าคนกลาง โรงงานแปรรูปอาหาร(แน่นอนว่าต้องผ่านคนงานจำนวนมาก) ระบบจัดจำหน่ายที่ซับซ้อน คนปรุงอาหาร ฯลฯ พอจะเห็นไหมครับว่าแค่อาหารหนึ่งจานของคนสมัยนี้มันก่อให้เกิดกรรมเป็นห่วงโซ่ซับซ้อนมากมายขนาดไหน

หรือลองพิจารณาความสะดวกสบายของวันนี้ดูนะครับ บ้านหนึงหลัง มีคนที่เกี่ยวข้อง เริ่มจาก บริษัทก่อสร้าง คนงานในหน้าที่ต่างๆ พนักงานขาย สถาปนิก วิศวกร ช่าง แรงงานไร้ฝีมือ ตกแต่งภายใน บริษัทเฟอร์นิเจอร์ ธนาคาร สถาบันการเงิน ฯลฯ

ส่วนคนที่อยู่ในระบบทุนนิยมนั้นกรรมก็ไม่ได้น้อยกว่ากันเลย เพราะคนๆหนึ่งต้องทำงานสัมผัสสัมพันธ์กับคนมากมาย บ้างเบียดเบียน บ้างกดขี่ บ้างโดนกระทำเสียเอง คนๆหนึ่งทำงานหลายอย่าง ดังนั้นจึงก่อให้เกิดกรรมในหลายๆทาง กรรมที่เกิดขึ้นในระบบทุนนิยมจึงซ้ำซ้อน โยงใยถึงกันอย่างไม่น่าเชื่อ ยิ่งคนที่ร่ำรวยมาก มีอำนาจมากก็ยิ่งก่อกรรมมากขึ้นไปอีก แม้จะสุขกายสบายใจก็จริง แต่มันก็เป็นความสุขความสบายอันเกิดจากการกระทำกรรมจำนวนมาก ก็ลองนึกดูว่าเวลาชดใช้วิบากกรรมมากมายขนาดนั้นมันจะหนักหนาขนาดไหน

ที่มีคนพูดว่าคนสมัยนี้มีกรรมมากก็คือตรงนี้แหละครับ อะไรๆก็กรรมซับซ้อนเต็มไปหมด ขยับตัวนิดนึงก็กรรมแล้ว โพสต์อะไรลง Social Network นิดนึงกรรมกระทบไปทั่วโลก โยงใยซับซ้อนอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยเหตุนี้เองพระอรหันต์ทั้งหลายจึงต้องหลบลี้หนีหน้าเข้าป่า ซ่อนเร้นจากปุถุชนคนหมู่มาก เพราะหากแม้แค่หลงปรามาสนิดเดียวก็ลงนรกแล้ว และพระอรหันต์ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่ปุถุชนทั่วไปจะรู้และเข้าใจด้วย เพราะมัวแต่ไปยึดภาพลักษณ์พระอรหันต์ตามตำรา

และเหตุที่โครงสร้างกรรมมันหนาแน่นขนาดนี้ คนในระบบทุนนิยมจึง เครียดง่าย ผัสสะอายตนะถูกกระตุ้นอย่างรุนแรงบ่อยๆครั้ง อารมณ์จึงแปรปรวนฉุนเฉียวง่าย ทิฏฐิ อัตตา และเวทนาจัดจ้าน ซึ่งจะส่งผลให้ไม่ฟังสัจธรรม หรือฟังไม่รู้เรื่อง คนในระบบทุนนิยมนั้นจึงมีแต่ความทุกข์สาหัส แม้จะรวยมากมายก็มีทุกข์เวทนามากเป็นเงาตามตัว หาความสงบสุขไม่เจอแม้แต่วินาทีเดียว ก็เลยต้องดิ้นรนไขว่คว้าหาสิ่งต่างๆมาดับทุกข์ให้มากขึ้นนั่นไง(รู้อยู่แก่ใจนะ ส่วนใครจะยอมรับหรือไม่ก็เรื่องของเขา) แต่ยิ่งกระเสือกกระสนดิ้นรนที่จะหาทางดับทุกข์ก็จะยิ่งร้อนรนมากขึ้น เราจึงเห็นวิธีการหาความสุขแบบพิสดารของคนสมัยนี้มากขึ้นเรื่อยๆ จนบางเรื่องเข้าข่ายวิปริตไปเลยก็มีไม่น้อย และไอ้ความล้นเกินของอะไรๆที่เกิดขึ้นกับคนสมัยนี้ มันก็เป็นความผิดปกติของวงจรกรรมทั้งนั้น ทำให้สังสารวัฏโดยรวมปั่นป่วนง่ายและรุนแรงมากยิ่งขึ้น อันนี้เป็นสาเหตุหนึ่งของภัยธรรมชาติที่หนักขึ้นในปัจจุบันด้วย

แล้วรู้หรือเปล่าครับว่าภพภูมิที่ฟังสัจธรรมไม่รู้เรื่องเหตุจากเวทนาจัดนั้นก็มีเพียงแต่อบายภูมิเท่านั้นครับ ซึ่งในกรณีของระบบทุนนิยมนี้ได้ทำให้ภพภูมิของมนุษย์โลกกลายเป็นอบายภูมิไปแล้ว

ซึ่งหลายคนอาจจะงงว่าเป็นไปได้ยังไง ก็ยังเห็นเป็นคนเต็มไปหมด

จริงๆแล้วภพภูมินั้น ตัดสินกันที่ภูมิของจิตครับ ที่เราเห็นผู้คนทั้งหลายมีกายเนื้อเป็นมนุษย์ก็จริง แต่ภูมิจิตอาจจะเป็นภพภูมิอื่นไปแล้วก็ได้ บางคนก็เป็นเปรต บางคนก็เป็นสัตว์นรก บางคนก็เป็นอสุรกาย บางคนก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน บางคนเป็นเทวดา บางคนเป็นพรหม บางคนก็เป็นมนุษย์ ส่วนพระอรหันต์นั้นไม่มีชั้นภูมิครับ เหลือเพียงธาตุขันธ์เปล่าๆ แต่ภพชาตินั้นจบไปแล้ว

ลองสังเกตง่ายๆครับ ว่าเป็นจริงตามที่ผมว่าไหม คนสมัยใหม่นั้นเร่าร้อน กระเสือกกระสนดิ้นรนในทุกๆเรื่อง โมโหง่าย มองตานิดเดียวก็ยิงกันแล้ว ขับรถเฉี่ยวกันนิดเดียวก็ฆ่ากันแล้ว อยากไปดูอสุรกายเหรอครับ ไปดูกันได้ตามผับตามบาร์เลย อย่างอดีตผับดังกลางกทม.ที่ไฟไหม้หนักๆจนคนตายมากมายเมื่อหลายปีก่อน เดี๋ยวนี้จิตญาณเหล่านั้นก็ยังอยู่กันเลยนะครับ มันไม่มีกำลังที่จะไปเกิดใหม่นั่นไง กรรมหนักมาก ซึ่งกระแสกรรมเหล่านี้ก็ทำให้สังสารวัฏปั่นป่วนไปด้วย

อย่าคิดว่าอบายภูมิมีอยู่ในที่อโคจรอย่างเดียวนะครับ ตามวัด ตามสถานธรรมทั้งหลายก็มีครับ ไม่เว้นแม้แต่ผ้าขาวผ้าเหลือง หรือเหล่าบรรพบุรุษคนไทยที่รบราฆ่าฟันศัตรู ซึ่งเราทั้งหลายยกย่องให้เป็นวีรบุรุษ บางท่านก็ยังติดอยู่ในสนามรบ บางท่านก็ไปใช้กรรมในนรกจนทุกวันนี้ครับ

คนที่จริงจังกับความดีก็เลิกเสียนะครับ เพราะมันก็เป็นตัณหาในความดี เป็นอกุศลกรรมที่ซ้อนบนกุศลกรรมอีกที จริงจังมากๆ ต่อให้คนดีก็ต้องไปใช้กรรมในนรกเหมือนกัน กรรมน่ะมันไม่แบ่งชาติ ศาสนาหรอกครับ จะดีก็ให้มันดีโดยธรรมชาติ ดีโดยไม่ต้องตั้งเอามากเกินไป

ก็ให้มันพ้นไปจากภพภูมิไปเสียเลย ปล่อยเลย ไม่ต้องมี "เรา" ซ้อนลงในอะไรๆมันก็หมดภูมิแล้ว หมดความหลงไปจริงจังกับอะไรๆ ก็มันไม่มีอะไรสำคัญจริงอยู่แล้ว ไร้แก่นสารสาระอยู่แล้วแม้กระทั่งเรื่องที่เราคิดว่ามันมีสาระก็ตาม สุดท้ายมันก็เสื่อมไปโดยตัวมันเองทั้งนั้น ยึดอะไรไม่ได้สักอย่าง จะจิตแบบไหนกายอย่างไรก็ปล่อยเลย ช่างเลย ไม่ต้องไปบังคับมัน นั่นแหละมันก็หมด "เรา" ในสภาวะธรรมทั้งหลายที่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อะไรทันที หมดเราก็หมดกรรมนั่นแหละครับ นิพพานทันที

ก็ "ไม่" นั่นแหละมันก็จะดับว่างไปเอง เป็นอานุภาพในการคลี่คลายความบีบคั้น ดับความเร่าร้อนของสังสารวัฏไปเอง จะไปเอากรรมไปแก้กรรมเหรอ ถ้าทำได้องค์พุทธะคงไม่ต้องลงมาโปรดสัตว์หรอกครับ

No comments:

Post a Comment