Sunday, March 3, 2013

ที่สุดแห่งธรรม

เคยมีคนถามว่า ทำไมยังรู้สึกไม่บริบูรณ์ หรือพูดง่ายๆก็คือ ทำไมถึงรู้สึกว่ามัน "ไม่จบ" นั่นเอง

ก็แล้วจะมี "ใคร" ไปบริบูรณ์ได้อีกเล่า ในเมื่อทุกอย่างมันบริบูรณ์อยู่แล้วทุกขณะ

และด้วยความรู้สึกที่ว่ายังไม่บริบูรณ์นี้เอง ก็ทำให้หลายคนที่แม้จะเจอสัจธรรมแท้ๆแล้ว ฟังจนเข้าใจแล้ว จบเป็นแล้ว ก็ยังอดไม่ได้ว่า จะต้องแสวงหา "ตอนจบ" ให้ตนเอง ว่าแล้วก็ดิ้นรนไปหาที่จบ หาจบกับคนโน้นที จบกับคนนี้ที สุดท้ายก็ได้แต่เตะเข้าประตูตัวเอง

เพราะอะไร?

ก็เพราะทุกอย่างมันจบโดยบริบูรณ์อยู่แล้ว ดับอยู่แล้ว ว่างอยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้ว พอหลงมีตัวเราเข้าไปค้นหาจุดที่คิดว่ามันน่าจะเป็นตอนจบ ไปคอยเช็คว่าจบแล้วหรือยัง เมื่อยังไม่พอใจ มันจึงออกแสวงหาตอนจบ หาคนมาวาดตอนจบให้แบบที่ตนต้องการ มันก็เป็นตัณหาในนิพพาน ตัณหาในธรรมที่ผลักดันให้ออกไปแสวงหาจุดจบตามความเชื่อตามทิฏฐิของตน หรือตามคำบอกเล่าของคนอื่นที่บอกว่าจะจบให้ พออยากก็มีคนสนองให้ ดีไหมเล่า

ก็จะมีใครจบให้ใครอีก ในเมื่อมันจบบริบูรณ์อยู่แล้วตลอด

ทุกขณะที่ผ่านไป ไม่ว่าจะเป็นสรรพสิ่ง สรรพธาตุ สรรพธรรมใดๆ มันก็ล้วนจบบริบูรณ์ของมันเองอยู่แล้วทุกขณะ ไม่มีใครเลยที่จะสามารถไปมีส่วนร่วมในความบริบูรณ์แห่งธรรมทั้งหลายได้แม้แต่นิดเดียว และความบริบูรณ์นั้นก็ไม่มีข้อผิดพลาดด่างพร้อยอะไรแม้แต่นิดเดียว มันบริบูรณ์โดยตัวมันเองอยู่แล้ว ก็มีแต่เรานั่นแหละที่ไปตั้งดู ตั้งรู้ ตั้งธง ตั้งเอาว่า มันจะต้องบริบูรณ์แบบนี้ จบแบบนี้ อรหันต์จะต้องมีคุณสมบัติเป็นแบบนี้ ตามทิฏฐิตนที่แต่งเติมเอาเองบ้าง หยิบยืมทิฏฐิของครูบาอาจารย์มาปรุงแต่งและยึดถือตามใจชอบบ้าง

เมื่อกำหนดเป้าหมายเอาไว้ยึดเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ตัณหาก็จะพาวิ่ง...วิ่งไปหาว่า จะจบยังไง จบที่ไหน จบกับใคร ตามหากันให้ทั่ว แก้กรรมบ้างอะไรบ้างไปเรื่อย เพราะหลงคิดเอาว่าแก้กรรมให้เบาบางแล้วจะนิพพานง่ายขึ้น ขนาดเจอสัจธรรมแท้ๆ ฟังเข้าใจแล้ว นึกว่าตัวแน่แล้ว ไอ้เป้าหมายลึกๆในใจที่จะแสวงหาจุดจบก็ยังมีอยู่ ยังอยากที่จะจบแบบที่ตนคิด ยังอยากที่จะบริบูรณ์ในแบบที่คนส่วนใหญ่อุปาทานเอาเอง แล้วตัณหาในธรรมเหล่านี้ก็ตีขึ้นมา ให้รู้สึกว่าตัวเองไม่บริบูรณ์ รู้สึกว่าตัวเองยังไม่สมประกอบ ยัง...มันยังไม่สุด ยังไม่ถึงที่สุดแห่งธรรม ก็เลยต้องวิ่งหากันขาขวิด หารู้ไม่ว่าทุกอย่างมันจบบริบูรณ์อยู่แล้ว มันโอเคอยู่แล้ว ไม่ต้องแต่งเติมอะไรเพื่อความมั่นใจว่า "กูจบแล้ว" เข้าไปอีก เพราะมันจะกลายเป็นส่วนเกินแห่งโมหะทิฏฐิทันที

เมื่ออุปาทานเข้าไปครั้งหนึ่งแล้ว มันก็จะมีต่อไปอีกเรื่อยๆไม่รู้จบ ก็เพราะหลงไปจบมันบนความที่ไม่ใช่อะไร แล้วมันก็หลงไปวนในทิฏฐิเข้าให้ ทีนี้ล่ะ ใครก็ไม่จบ ก็ใครเล่าที่หลงไปแสวงหาตอนจบ สนองตัณหาเสร็จแล้วก็เหลือ "เรา" นั่นแหละที่พยายามจะจบแล้วจบอีก ก็ไม่จบเสียที

เหล่าผู้ปฏิบัติทั้งหลายก็ได้แต่แสวงหานิพพานในแบบของทิฏฐิตน ทิฏฐิของครูบาอาจารย์ ที่เล่าต่อๆกันมา โดยความไม่รู้และเชื่อๆตามกันมา แต่ยิ่งแสวงหาเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่เจอ เจอก็แต่ทิฏฐิของตน ชงเอง ตบเอง บรรลุเอง อรหันต์เองเสร็จสรรพ หารู้ไม่ว่า มันไม่มีใครบรรลุอะไร ไม่มีอะไรบรรลุอะไร ไม่ใช่ที่จบหรือไม่จบ ทุกอย่างมันจบโดยตัวมันเองอยู่แล้วโดยธรรม ทุกสรรพธรรมทั้งหลายล้วนบรรลุโดยตัวมันเองอยู่แล้วตลอด ไม่เคยข้องคาในสภาวะใดอยู่แล้วตลอด ทะลุทะลวงผ่านตลอด มีแต่ "เรา" นั่นแหละที่หลงข้องคากับมันไปเสียเอง

สภาวะทั้งหลายมันเป็นแบบนั้นของมันเองอยู่แล้ว มันไม่ได้แบ่งดีแบ่งเลวอะไรมาตั้งแต่ต้น ไม่ได้แบ่งว่านี่เป็นกุศล-อกุศลอะไร ไม่ได้แบ่งว่าอันนี้คือธรรม อันนี้คืออธรรม มันเป็นของมันแบบนั้นอยู่เองแล้วตลอด ไม่มีความหมายอะไรในสรรพธรรมทั้งหลายอยู่แล้ว เปล่าๆ บริสุทธิ์จากความเห็นความหมายทั้งปวง นี่เองคือที่มาของคำว่า "ตถตา" มันเป็นเช่นนั้นเอง เป็นธรรมโดยธรรมอยู่เองแล้วตลอด ไม่มีใครต้องไปมีธุระอะไรกับมันอีก ไม่มีใครต้องไปจบอะไรให้กับมัน มันเป็นอย่างนั้นโดยบริบูรณ์อยู่แล้วตลอดเวลา นับตั้งแต่อดีตอันไกลโพ้นอันหาจุดเริ่มต้นไม่ได้ จนถึงอนาคตกาลอันไม่มีจุดสิ้นสุด

เมื่อไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดอยู่แล้ว เธอทั้งหลายจะแสวงหาตอนจบให้อะไรอีกเล่า ก็มันจบอยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้ว แต่ไอ้ที่พยายามจะไปจบแบบไหน จบอย่างไรนี้ ล้วนเป็นตัณหาในธรรมทั้งนั้น แล้วตัณหาที่ว่าก็พาเธอทั้งหลายหลงพุ่งไปข้างหน้าบนสรรพธรรมที่ล้วนแต่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้ว ว่างเปล่าจากตัวตนอยู่แล้ว เธอก็ได้แต่พุ่งไปหาตอนจบที่เธอทั้งหลายอุปโลกน์อุปาทานมันขึ้นมาเอง แล้วสุดท้ายเธอก็จะพบว่าทุกอย่างที่เธอทั้งหลายไขว่คว้า มันก็โมฆะตลอด เปรียบเหมือนวิ่งไล่เงาของตนเองไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด ไม่ได้อะไรแม้แต่ความว่างเปล่า

คำว่านิพพานนั้นก็เป็นเพียงสมมติบัญญัติที่ใช้เรียกขานเนื้อหาแห่งสุญญตาเท่านั้น เป็นเนื้อหาเดิมที่ว่างจากตัวตนอยู่แล้ว และโดยความเป็นจริง...เพียงแค่เรียกขึ้นมาว่านิพพานก็ผิดไปเสียแล้ว เพราะความเป็นจริง มันไม่ใช่อะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว ไม่ใช่แม้กระทั่งนิพพาน ไม่ใช่แม้กระทั่งว่า "จบหรือไม่จบ" และไม่ว่าจะอุปาทาน นึกเอา บัญญัติเอาแบบไหน อย่างไร เพื่อจะได้กล่าวถึง อธิบายถึง เพื่อให้เข้าใจถึงเนื้อหาพระนิพพานจริงๆ มันก็ยังไม่ตรงเนื้อหานิพพานเลย เป็นเพียงทิฏฐิในธรรมเท่านั้น

ดังนั้นก็ไม่ต้องพยายามที่จะดิ้นรนแสวงหานิพพานอะไรอีก เพราะนิพพานนั้นไม่สามารถเข้าถึงโดยโลกียวิสัยที่เธอทั้งหลายใช้มันเป็นเครื่องมือดิ้นรนไขว่คว้าค้นหา หรือฝึกตนเพื่อเข้าถึงอย่างเอาเป็นเอาตาย หลงอุปาทานกันไปเองทั้งนั้น

ถ้าจะแจ้งตรงต่อเนื้อหาสัจธรรม แจ้งตรงต่อเนื้อหานิพพาน ก็ให้ปลง...ปลงในสิ่งที่เธอมี เธอเป็น เธอเห็น เธอรู้ เธอคิดนั่นแหละ ปลงแม้กระทั่งความปรารถนานิพพานเสียด้วย หยุดแสวงหาธรรมใดๆอีก เพราะมันก็ได้แต่เพียงทิฏฐิในธรรม ก็ไม่ต้องเอาจิตไปฝึก ไปดิ้นรนไขว่คว้าอะไร ทิ้งจิต ปลงจิตเสีย ปล่อยให้มันเป็นไปของมันเองทุกสภาวะ ไม่ต้องไปบังคับ ไม่ต้องไปกำกับควบคุม ไม่ต้องเลือกเอา ไม่ต้องมีเงื่อนไขผูกมัดอะไร ไม่ใช่เอาจิตไปวาง ไปว่าง ไปตัดอะไร เพียงให้มันหมดห่วงหมดกังวลกับทุกเรื่อง แล้วมันจะคลายออกจากความหลงเห็นว่าเป็นตัวตน(สักกายทิฏฐิ)ไปเอง คลายออกจากอุปาทานบนจิตไปเอง

แล้วนั่นแหละ ก็จะตรงต่อธรรมที่มันโดยธรรมอยู่แล้วไปเอง ไม่ใช่ไปพยายามที่จะทำอะไรให้มันตรงต่อธรรม

แล้วเธอทั้งหลายก็จะได้แจ้งไปเองว่า ที่สุดแห่งธรรมนั้นมันไม่มีอะไร ไม่มีแม้กระทั่งธรรม และไม่ว่าจะมีธรรมหรือไม่มีธรรมก็ไม่ใช่ความแตกต่างอีกต่อไป...นี้เองคือ มหาสุญญตา ที่เรียกว่า ว่างจากตัวตน

3 comments:

  1. บทความนี้บอกเล่าได้ทะลุทะลวงจริงๆๆค่ะ จบ เลิก หวัง ตั้งเอาทุกอย่าง แค่นี้ก็บริบรูณือยู่แล้ว

    ReplyDelete