Monday, March 4, 2013

บุญบริสุทธิ์

หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านมักจะพูดอยู่บ่อยๆว่าทำบุญก็ไม่ต้องเอาอะไร ให้ก็ให้ทิ้ง ทำก็ทำทิ้ง

เพราะอะไร? ทำไมท่านถึงให้ทำบุญแล้วอย่าไปหวังในบุญ เพราะที่ผ่านมาเราก็เคยทำๆกันมาแบบนี้กันทั้งนั้น

โดยเนื้อหาของบุญนั้นเป็นฝ่ายกุศลอยู่แล้วครับ แม้เราทำไปแบบไม่เอาอะไร ไม่หวังอะไร แบบให้ทิ้ง ยังไงบุญกุศลนั้นมันก็ยังมีอยู่นั่นแหละครับ เพียงแต่มันจะเป็นบุญที่บริสุทธิ์ ไม่ติดเงื่อนไขหรือข้อแม้ใดๆ ที่เจ้าของบุญได้ตั้งจิตอธิษฐานเอาไว้ในใจกำกับการทำบุญนั้นๆ

บุญบริสุทธิ์นั้นเวลาให้ผลกลับมาหาเรา มันก็ไม่มีเงื่อนไขกับเราครับ เหมือนได้เปล่าๆ เป็นบุญที่ไม่ผูกมัดผูกพันเป็นภาระอะไรกับเราแม้แต่นิดเดียว

แต่ถ้าเราไปตั้งจิตอธิษฐานขออะไรจากบุญนั้นเอาไว้ บุญที่เราทำก็จะติดเงื่อนไขกำกับลงไปด้วย กลายเป็นบุญที่เจือด้วยตัณหา เจือด้วยการผูกมัด เจือด้วยเงื่อนไข เป็นกรรมซ้อนในบุญ เราจึงไม่อาจเป็นอิสระจากบุญที่ทำนั้นได้ กลายเป็นสิ่งที่เหนี่ยวรั้งเราเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้จะมาในรูปแบบของการห่วงหาอาลัย ผูกพัน ติดบ่วงในบุญที่เราได้มาในภายหลัง ทำให้ไม่สามารถวางใจให้ตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมได้ และเมื่อบุญนั้นกลับมาหาเราในอนาคต มันก็จะเป็นบุญที่ต้องรอเงื่อนไขสุกงอมก่อนจึงจะให้ผล

บุญที่ไม่บริสุทธิ์เหล่านี้ในปัจจุบันเรียกว่าผลประโยชน์ต่างตอบแทนครับ ซึ่งมันก็เกิดจากการทำเอานั่นแหละ พอจะเอาๆมากเข้ามันก็เลยผูกมัดผลที่เราตั้งจิตเอาไว้ซะเลย

จริงๆผู้คนสมัยนี้ก็ถือว่านอกจากจะเป็นผู้มีกรรมมากแล้ว ก็ต้องถือได้ว่าทำบุญแบบติดเงื่อนไขมากันเยอะด้วย ซึ่งบุญแบบนี้มันจะมาในรูปแบบการรับจ้างทำงาน เป็นลูกจ้าง เป็นพนักงาน หรือแม้แต่เป็นเจ้าของกิจการก็ไม่เว้นครับ เหมือนกันหมด คือต้องทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนแล้วจึงจะได้เงินมา ต้องรับจ้างทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนจึงได้เงินมา เรียกว่าทำกรรมแลกบุญ ก็จะตรงกับกรรมที่เรากำกับเอาไว้ในการทำบุญนั้นๆ ซึ่งโครงสร้างที่ผูกกันซับซ้อนแบบนี้ยังเป็นเหตุเป็นเชื้อก่อให้เกิดกรรมที่ซ้ำซ้อนเชื่อมโยงกันยุ่งเหยิงวุ่นวายไปทั่วทั้งสังสารวัฏ และเป็นเหตุให้สังสารวัฏเสียสมดุล

นอกจากนี้ชาวพุทธยังนิยมทำบุญแบบอธิษฐานขอนั่นขอนี่ ทำบุญเพื่อให้ได้บุญ ทำบุญเพื่อให้บุญส่งเสริมตัวเอง แบบนี้เรียกว่าทำบุญด้วยความหลงจะเอา จริงๆไม่ควรจะเรียกว่าบุญแล้วครับแบบนี้เรียกว่าการลงทุนน่าจะดีกว่า คนสมัยนี้จึงไม่รู้จักบุญบริสุทธิ์เลยว่าหน้าตามันเป็นยังไง

ทำบุญแล้วยึดในบุญแบบนี้พอตายไปก็อาจจะต้องไปเกิดเป็นเทวดาชั้นล่างเฝ้าบุญที่ตนทำ เช่น บางคนทำบุญสร้างพระพุทธรูป ก็จะไปอยู่เฝ้าพุทธสถาน วัดวาอาราม หรือ เฝ้าพระพุทธรูปที่เคยตนสร้าง คนเหล่านี้คือไม่รู้จักสละออกอย่างแท้จริง พอทำบุญออกไป ใจมันก็เกาะเกี่ยวอยูกับบุญที่ทำไป แวะเวียนระลึกนึกถึงอยู่เนื่องๆหวังตักตวงอานิสงฆ์ในบุญอยู่เสมอจนกลายเป็นการยึดติด พอตายลง ขณะที่ขาดใจก็นึกถึงบุญที่เคยทำ หวังว่าจะให้บุญส่งไปภพภูมิที่ดี เมื่อเปลี่ยนภูมิมันก็เลยไปเกิดเป็นภพตรงที่ระลึกได้ตอนที่ขาดใจตายพอดี นี่เองที่ว่าแม้ทำบุญแล้วติดในบุญมันก็จะกลายเป็นทุกข์โทษได้เหมือนกัน

บุญที่ติดตัณหาอุปาทาน เวลาให้ผลนั้น ผู้ที่ได้รับผลก็จะเกิดความห่วงหวง เหนียวแน่นในสิ่งนั้นๆด้วย ทำให้สละออกยาก เพราะติดในบุญนั้น

ดังนั้น จะทำบุญไม่ให้มันกลายเป็นสิ่งที่ผูกมัดดึงรั้งเราไม่ให้ตรงต่อสัจธรรมภายหลังก็ต้องทำแบบทำทิ้ง ไม่ใช่ทำเอา ทำบุญแบบสละออกแท้จริง ไม่หวังผลไปข้างหน้า ไม่อธิษฐานจิตกำกับในผลบุญนั้น ไม่ทำบุญเพื่อหวังอะไร

อย่างที่วัดร่มโพธิธรรมก็จะมีการทำมหาสังฆทานกันอยู่บ่อยๆ มหาสังฆทานนั้นแตกต่างจากสังฆทานทั่วไปตรงที่ ได้น้อมองค์พุทธะ มหาพุทธะ พระโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ พระปัจเจกพุทธะ มหาปัจเจกพุทธะมาเป็นประธานในการทำสังฆทาน ทานที่ทำในการทำมหาสังฆทานจะเป็นการทำแบบสละจริงๆ ให้สังสารวัฏจริงๆ ไม่มีการอธิษฐานติดในบุญทานที่ทำนั้น แล้วทานส่วนนี้ก็จะเป็นกำลังฉุดช่วยปวงสัตว์ทั้งมวลในสังสารวัฏโดยไม่เลือกว่าใครจะได้รับบ้าง ซึ่งแม้ผู้ทำจะไม่ได้หวังในบุญทานนั้นก็ตาม แต่บุญทานที่ทำในมหาสังฆทานก็จะมีอานุภาพมากเพราะเป็นการสละเพื่อการโปรดสัตว์โดยตรง และจะทำให้ผู้ทำได้มีส่วนในบารมีการโปรดสัตว์แห่งองค์คุณเบื้องสูงทั้งหลายไปโดยอัตโนมัติ

ซึ่งไม่แต่มนุษย์เท่านั้นนะครับที่ร่วมในมหาสังฆทาน ยังมีภพภูมิเทวดาทั้งหลายก็สละทิพยสมบัติมาร่วมในมหาสังฆทานในแต่ละครั้งด้วย และตรงนี้ก็จะเป็นกำลังร่วมกันในการช่วยเหลือสังสารวัฏโดยรวมไปด้วย

ดังนั้น ใครที่ยังทำบุญทำทานแล้วยังอธิษฐานกำกับในบุญที่ทำอยู่เสมอๆ ก็ให้ไปอธิษฐานสละบุญกุศลทั้งหลายออกเสียนะครับ ไม่ต้องกลัวว่าเมื่อสละบุญที่ทำออกไปแล้ว มันจะหมด เพราะการอธิษฐานสละบุญที่ทำออกจะเป็นการปลดห่วง ปลดภาระผูกพันทั้งหลายที่เราเคยอธิษฐานกำกับในบุญนั้นๆเอาไว้เท่านั้น บุญและทานนั้นยังอยู่และยังสามารถให้ผลตามปกติ เพียงแต่การอธิษฐานสละออก จะทำให้ผู้ทำบุญคลายจากภาระผูกพันที่เคยอธิษฐานกำกับบุญเอาไว้ โปร่งเบาสบายใจ และจะฟังสัจธรรมเข้าใจง่ายขึ้น สละออกง่ายขึ้น ตรงต่อสัจธรรมได้ง่ายขึ้นด้วยครับ นี้นี่คืออานุภาพของบุญทานบริสุทธิ์ครับ

แล้วบุญทานที่ทำไปแล้ว อธิษฐานกำกับไปแล้วจะทำยังไงดี จะแก้ไขได้หรือไม่

วิธีการแก้ก็คือ ให้น้อมเอาบารมีแห่งองค์คุณเบื้องสูงทั้งหมดทั้งมวล คุณพุทธะ มหาพุทธะ พระมหาโพธิสัตว์ พระปัจเจกพุทธะ มหาปัจเจกพุทธะ เป็นประธานในการสละบุญกุศลทั้งหลายที่เคยทำทั้งหมด ขอสละเงื่อนไขที่ผูกพันบุญทานทั้งหลาย ตัณหาและแรงอธิษฐานที่กำกับในบุญทานทั้งหลายที่เคยได้ทำมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และขอสละให้บุญทานทั้งหลายเหล่านั้นได้เป็นกำลังในการโปรดสรรพสัตว์กับองค์มหาบารมีทั้งหลาย

และเมื่ออธิษฐานสละบุญเรียบร้อยแล้ว ก็อย่าลืมหยาดน้ำอุทิศให้จิตญาณทั้งหลายได้มีส่วนในบารมีไปด้วยเลยครับ

No comments:

Post a Comment