Friday, March 22, 2013

เลิกอารมณ์ค้าง

วันก่อนเจ้าลูกชายตัวแสบ เกิดอารมณ์โกรธกับอะไรที่ไม่น่าจะเป็นเรื่องขึ้นมา
คนที่ทำให้เขาโกรธก็ไม่ได้ผิดอะไรเพราะเขาเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วโดยไม่ได้ตั้งใจให้เจ้าตัวเล็กโกรธ

เจ้าตัวเล็กเขาก็บอกตรงๆว่าเขาโกรธ ผมจึงบอกไปว่าโกรธก็โกรธไป เดี๋ยวมันก็หายโกรธเอง ช่างมัน หมดเหตุมันก็หายไปเอง ทั้งนี้ผมไม่ได้สอนเขาว่าความโกรธเป็นสิ่งไม่ดี เพราะนั่นจะเป็นการตอกย้ำความมีตัวตนในอารมณ์โกรธนั้นๆจนกลายเป็นการเก็บกดสภาวะไปอีก ซึ่งอารมณ์เก็บกดก็เป็นความโกรธอย่างหนึ่งที่ฝังตัวลึกจนกลายเป็นอนุสัยกิเลสในที่สุด

และเพียงแค่ไม่กี่นาทีต่อมา เจ้าตัวเล็กก็บอกว่าหายโกรธแล้ว หายเองซะอย่างนั้น โดยที่ไม่ต้องเข้าไปดับอารมณ์โกรธ ไม่ต้องเข้าไปปฏิฆะกับมันให้กลายเป็นโกรธซ้อนโกรธอีก

อาการอารมณ์ค้างจึงเป็นลักษณะการตอกย้ำในอารมณ์เดิมซ้ำๆ จนอารมณ์ที่ควรจะดับไปเมื่อหมดเหตุก็ปะทุขึ้นอีกอย่างที่ไม่ควรจะเป็น

ซึ่งการที่ไปรู้สึกว่าความโกรธไม่ดี ก็จะเป็นการไปตอกย้ำให้เกิดความโกรธตัวเองที่มีอารมณ์โกรธซ้อนขึ้นมาอีกทอดหนึ่ง และมันก็ไม่ต่างไปจากการไปเอาอารมณ์เดิมมาตอกย้ำจนเกิดเป็นอาการอารมณ์ค้างนั่นแหละ

การพยายามไปดับอารมณ์โกรธหรือความโกรธอย่างที่นักปฏิบัติธรรมทั้งหลายทำๆกันอยู่ มันก็คือการไปตอกย้ำในตัวตนผู้มีความโกรธ ซึ่งเป็นต้นเหตุหรือสมุทัยแห่งความโกรธหรืออารมณ์นั้นๆ ความโกรธจึงยังกลับมาเรื่อยๆและต้องไปดับมันไม่รู้จบอยู่อย่างนั้น นักปฏิบัติจำนวนมากที่ไปปฏิบัติธรรมแล้วจะดีขึ้นในระยะแรก ทำให้เจ้าอารมณ์น้อยลง เพราะไปเก็บกดอารมณ์นั้นไว้ แต่เมื่ออัตตาตัวตนในอารมณ์ที่เก็บไว้มันมากขึ้นจนเอาไม่อยู่ อาการเจ้าอารมณ์นั้นก็จะกลับมาอีกและแรงกว่าเดิม

พออธิบายอย่างนี้ก็เลยมีคนโต้แย้งว่า ถ้าอย่างนี้โกรธใครแล้วไปทำร้ายเขาเลยดีไหม แบบนั้นก็ยังเป็นการไปตอกย้ำความโกรธอีกเหมือนเดิม ไม่ใช่การระบาย เป็นการไปตอกย้ำความโกรธว่ามันมีตัวตน เรียกว่าไหลตามสภาวะอารมณ์โกรธไปแล้ว

ก็ไม่แตกต่างอะไรกับอารมณ์อื่นๆที่เหลือ ซึ่งมันก็เป็นไปตามเหตุและปัจจัยที่มากระทบเอง พอหมดไปแล้วมันก็ดับเอง เพียงแต่ปุถุชนทั้งหลายก็มักจะไปหลงตอกย้ำอารมณ์ที่ควรจะผ่านไปแล้วให้กลายเป็นเหตุใหม่ซ้อนเข้ามาอีก เรื่องก็เลยไม่จบ อารมณ์ก็เลยไม่จบ แล้วอย่างนี้จะโทษใครก็ในเมื่อตัวเองไปตอกย้ำเหตุเสียเอง

บางคนมักจะกล่าวโทษคนอื่นหรือสิ่งต่างๆว่าเป็นเหตุให้ตัวเองโกรธ จริงๆแล้วคนอื่นเขาก็เป็นไปตามกรรมของตนเองครับ ที่ต้องมาสัมผัสสัมพันธ์กันจนเกิดเป็นอาการขัดเคืองไม่ได้ดังใจนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นการผ่องถ่ายชำระกรรมกันไป พอหมดเหตุมันก็จบไป แต่เรานี่สิที่ไม่ยอมจบ ก็เลยไปหยิบอารมณ์เก่าที่จบไปแล้วมาต่อเชื้อจนเลยเถิดใหญ่โต

ทุกสภาวะอารมณ์ไม่ว่าจะดีจะไม่ดีตามความเห็นเรา ก็ปล่อยมัน ช่างมัน ไม่ต้องไปรู้สึกผิด(หลงขัดแย้ง)กับมัน ไม่ต้องไปตอบโต้สั่งสอนใคร มันเกิดเพราะกรรมของเราเอง เพราะมันก็คือการไปตอกย้ำเหตุที่ควรจะดับไปแล้ว แล้วอัตตาตัวตนในอารมณ์ทั้งหลายที่ชอบไปตอกย้ำจนทำให้กลายเป็นคนเจ้าอารมณ์ก็จะจางลงไปเอง คลายออกไปเอง ปล่อยอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ ปล่อยให้สภาวะอารมณ์ให้สะท้อนเหตุแห่งความเป็นจริง โดยปราศจากการแทรกแซงบ่อยๆ เมื่อไม่มีตัวตนเข้าไปแทรกแซง ตัวตนที่เป็นเหตุแห่งอารมณ์ทั้งหลายจึงสลายหายไปด้วย ความเป็นคนเจ้าอารมณ์หรืออารมณ์แรงก็จะหมดไปเอง เรียกว่าตัดที่ต้นเหตุ ไม่ต้องไปตัดหรือละวางปลายเหตุอีกต่อไป

No comments:

Post a Comment