Friday, March 15, 2013

โมฆบุรุษ

วันนี้ขอพูดถึงเรื่องโมฆบุรุษกันหน่อย เพราะเจอเยอะเหลือเกินในช่วงหลังๆนี้ แต่จะไม่อ้างอิงอภิธรรมนะครับ เพราะผมอ่านแล้วมึน ขอออกตัวไว้ก่อนว่าผมเองไม่เคยศึกษาอภิธรรมมาเลย บาลีก็ไม่ค่อยกระดิก เคยอ่านแต่ตำราครูบาอาจารย์เกี่ยวกับการปฏิบัตินิดหน่อย ซึ่งก็ยอมรับว่าอ่านไม่ค่อยเข้าใจหรอก เพราะใช้ภาษาโบราณ วัยรุ่นไม่เข้าใจ แถมอ่านไปแล้วยังทิ้งปริศนาเอาไว้มากมายจนกระทั่งผมได้เจอกับหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตแล้วจึงได้กระจ่างแจ้งยิ่งกว่าพระอาทิตย์ตอนกลางวันแสกๆเสียอีก

ส่วนการปฏิบัตินั้นก็ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมาทุกแนว แนวละนิดแนวละหน่อย ทำได้หมดล่ะครับ ครั้งแรกที่ได้ปฏิบัติสติมันไวเหมือนนีโอหลบกระสุน เห็นทุกอย่างสโลวโมชั่นหมด กำหนดรู้ได้แม้กระทั่งในฝันไม่มีหลุด แต่พอปฏิบัติไปแค่ครึ่งปีก็ตันแล้ว ไปต่อไม่เป็นเพราะรู้สึกว่ามันวน ซึ่งมันต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ แต่ไม่รู้ว่าคืออะไรจนกระทั่งเห็นจิตผู้รู้ของตนเองตั้งขึ้นมาดูเท่านั้นแหละ มันก็กลายเป็นเรื่องราวมาจนถึงวันนี้

ที่ต้องพูดออกตัวกันขนาดนี้ก็คงต้องขอคัดกรองคนกันสักหน่อยด้วยการดิสเครดิตตัวเอง(ฮา) ถ้าใครที่ยังยึดติดสิ่งเหล่านี้ก็เชิญไปตามทิฏฐิท่านได้เลยไม่ง้อไม่ขายของนะครับ ที่นี่ไม่ได้ต้องการให้ใครมาศรัทธาเชื่อถือกราบไหว้ ไม่ได้สนใจว่าใครมาสนใจหรือเข้าใจสัจธรรมอะไร ทั้งหมดก็ปล่อยให้เป็นไปตามวาระกรรมของแต่ละท่าน ใครปฏิฆะผมก็อโหสิให้นะครับ แต่วิบากกรรมนั้นคุณก็ต้องรับไป(ฮา)

สภาวะแห่งการโมฆะต่อสัจธรรมนั้นพูดง่ายๆมันก็คือกรรมบังนั่นแหละ กรรมซึ่งบังสัจธรรมนั้น ทั้งหมดเกิดจากทิฏฐิ อันเรียกว่ามิจฉาทิฏฐิ คือ ไม่ใช่แค่เห็นผิดนะครับ แต่มันผิดตั้งแต่ไปกำหนดเห็นเลย เห็นว่าสิ่งนี้เป็น สิ่งนั้นเป็น เป็นอะไรเล่า ก็เป็นตุเป็นตะไง ทุกอย่างล้วนอนัตตาอยู่แล้ว เห็นอะไรเป็นเรื่องเป็นราวก็ผิดหมดล่ะครับ

สภาวะแห่งการโมฆะต่อสัจธรรมของคนในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่มีพื้นฐานมาจากการศึกษาสัจธรรมและการปฏิบัติมาแบบผิดๆ แต่มันไม่ผิดเปล่าน่ะสิ แต่ดันไปยึดไอ้เนื้อหาที่ถ่ายทอดกันผิดๆเป็นสรณะอีก สังเกตได้จากว่าบางท่านเข้ามาสนทนากับผมในลักษณะตั้งธงมาแล้วว่าเราจะตีมันแบบนี้ จะเอาชนะมันแบบนี้ และลักษณะของการตั้งธงก็ไม่ได้ต้องการเข้าใจเนื้อหาสัจธรรมอย่างที่มันเป็นโดยความเป็นจริง คือไม่เปิดใจเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ตั้งธงมาแต่ไกลเลยว่าจะพยายามเอาชนะ ซึ่งขอเตือนเอาไว้ว่า แค่เอ่ยประโยคแรกผมก็รู้ถึงไส้แล้วนะครับ เพราะถ้าไม่รู้ขนาดนั้นก็คงไม่สามารถแทงใจดำนักปฏิบัติมามากมายจนถึงวันนี้(ฮา)

ลักษณะของการตั้งธงมาถกเถียงนั้นทั้งหมดล้วนเป็นการถกเถียงตามทิฏฐิ ไม่ใช่เพื่อสัจธรรมความเป็นจริง ส่วนใหญ่จะอ้างอิงถึงพุทธวัจนะที่แปลและตีความกันมาไม่รู้กี่รอบ อ้างอิงถึงพระอภิธรรมแต่ก็อ้างไม่ตรงเนื้อหาบ้าง อ้างคำครูบาอาจารย์ที่สอนผิดบ้าง(รู้นะครับว่าท่านไหนพูดอะไรเอาไว้ เพียงแต่ไม่เอ่ยชื่อออกมา) ผมจึงได้เจอประเภทค่อนขอดดิสเครดิตว่าเป็นอรหันต์กอดเมียบ้าง(ยังไม่เคยบอกใครเลยว่าเป็นอรหันต์ เพิ่งรู้ว่าชาวพุทธชอบคิดเอาเอง) ก็ให้รู้ไว้เลยว่าเลี้ยงลูกด้วย เอาสิ ซึ่งถ้าเจอพวกนี้ผมจะตัดทันทีครับ เพื่อกันกรรมหนักๆที่จะเกิดขึ้นต่อไป ไม่สนองความสะใจให้หรอกนะ เพราะเดี๋ยวเจอกรรมจากการปรามาสจริงๆแล้วจะอาน

ซึ่งถ้าผู้โปรดสรรพสัตว์ท่านใดเจอแบบนี้ก็ขอให้ตัดทิ้ง ยุติบทสนทนาไปเลยนะครับ ไม่ต้องห่วงรักษาภาพพจน์ของตัวเอง ไม่ต้องไปแก้ต่างอะไรให้ตัวเอง หรือวัดร่มโพธิธรรม ใครจะมองยังไงก็กรรมคนนั้น ช่างมัน เดี๋ยวได้รู้เอง ซี่งบอกได้เลยว่าหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านไม่เคยรักษาภาพพจน์ตัวเอง ทุกครั้งที่ออกอุบายในการล้างสังโยชน์ของลูกศิษย์ ท่านไม่เคยยั้งมือ และไม่สนใจด้วยว่าใครจะปฏิฆะ ไม่เคยสนใจว่าภาพพจน์ท่านจะเป็นอย่างไร ท่านถ่ายทอดสัจธรรมแบบไม่มีอะไรจะเสียจริงๆ

แล้วพอพูดถึงพระอรหันต์ มีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมเจอบ่อยก็คือ การลองภูมิ ด้วยการถามอภิธรรม พอตอบไม่ได้ก็ปรามาสแล้ว แหมพี่ครับ ถ้าผมเล่นไม่ซื่อค้นในกูเกิลมาตอบพี่ได้ทุกเม็ด พี่อาจจะกราบโดนกูเกิลแทนก็ได้นะครับ(ฮา)

ก็อย่างที่บอกล่ะครับ แม้ผมจะแจงข้อธรรมเอาไว้มากมายแค่ไหน ชัดเจนทุกเม็ดอย่างไรในเว็บแห่งนี้ แต่สำหรับคนโมฆะต่อสัจธรรมแล้ว อ่านยังไงก็ไม่เข้าใจครับ มันจะพยายามย้ำจุดเดิมๆโดยไม่รุ้เลยว่าติดอยู่ ซึ่งถ้าเห็นว่าไม่รอดแน่ ผมจะปฏิเสธไปเลย(ซึ่งผมทำบ่อยมากในช่วงหลัง)เพื่อตัดบท เพราะการฝืนไปอธิบายทั้งๆที่เขาปฏิฆะจะเป็นกรรมหนักมากกว่าที่จะปล่อยให้ไปใช้กรรมที่อื่นก่อน

เมื่อใดก็ตามที่เจอเหล่าโมฆะบุรุษ ผมก็จะมีกลวิธีมากมายที่จะตัดบท ยกตัวอย่างเช่น บอกไปว่า ผมก็ไม่รู้สิครับ(แกล้งโง่ไปเลย) หรือไม่ก็โบ้ยไปถามเปรียญเก้าเอา อิอิ ที่ผมปฏิเสธได้ทันที ก็เพราะรู้ว่าคนเหล่านี้เขาไม่เปิดใจต่อสัจธรรมเลย แม้จะเข้ามาอ่านก็อ่านแล้วติดในทิฏฐิตนอยู่อย่างนั้นซ้ำๆ หรือมีมากมายที่เถียงทั้งที่ยังไม่ได้อ่านด้วย คือเห็นว่าเป็นวัดนี้ก็เอาล่ะ สงสัยติดโรคคิดเองเออเองอุปโลกน์เอาเองจากการปฏิบัติ(ฮา)

จริงๆพวกที่พยายามเอาชนะในข้อธรรมโดยไม่สนใจเนื้อหาสัจธรรมนั้น มันก็เป็นการสนองตัณหาในธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งผมไม่เล่นด้วยนะครับ ให้ไปใช้กรรมที่อื่น บอกตามตรงว่าไม่มีประโยชน์ที่จะคุยด้วยแม้แต่น้อย ทางที่ดีคือตัดบทจบเลย ไม่ต้องห่วงว่าจะจบสวยหรือไม่สวยด้วยเพราะเขาเหล่านี้พร้อมที่จะเอาเราไปด่าเสียๆหายๆในภายหลังอยู่แล้วตามวิสัยปุถุชนที่ชอบคุ้ยแคะแกะเกาข้อธรรม

เคยมีหลายครั้งเหมือนกันที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านเจอญาติธรรมบางท่าน หลวงพ่อท่านก็ไม่พูดอะไรเลย ไม่ทักไม่ทาย และกับญาติโยมบางท่าน หลวงพ่อฯท่านถึงขนาดหลบหน้าก็มีครับ คือท่านรู้แล้วว่าโมฆะแน่ๆ แทนที่จะให้พบแล้วเกิดการปรามาสจนเป็นกรรมหนัก ท่านก็เลี่ยงไปเลย

การโมฆะต่อสัจธรรมนั้นไม่ใช่มีแค่การปฏิฆะต่อสัจธรรมหรือผู้โปรดสรรพสัตว์เท่านั้น แต่ก็ยังมีในลักษณะที่ไม่สนใจ เพิกเฉยเมินเฉยก็มี หรือเข้าใจผิดก็มี กับผู้คนเหล่านี้ก็ให้จะเฉยๆไป ทำเหมือนว่าเราไม่มีเครดิตทางธรรม ใช้ชีวิตไปแบบที่เขาเห็นว่าเราเป็น ซึ่งถ้าไม่ปฏิฆะ เราก็เกื้อกูลไปตามสภาพกรรมของเขา เช่นเกื้อกูลทางโลกบ้าง พูดคุยสัพเพเหระบ้าง โดยที่เขาเหล่านี้จะไม่มีทางได้รู้เลยว่าสัจธรรมอยู่ตรงหน้าแล้ว ที่สุดเขาก็จะได้แต่สัมผัสสัมพันธ์ไปแค่นั้น ซึ่งกลุ่มนี้มีเยอะมากกว่าพวกปฏิฆะเสียอีก

แต่การโมฆะต่อสัจธรรมนั้นก็เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อไหร่ที่กรรมหมดก็จะเข้าใจเนื้อหาสัจธรรมไปเอง คำว่าชั่วคราวนี่ค่อนข้างกว้างนะครับ คือมีตั้งแต่เป็นวันยันไปถึงหลายพุทธันดรไปเลย ผมจึงย้ำอยู่ตลอดว่า อย่าไปดิ้นรนที่จะเผยแพร่อะไร ถ้าจะทำก็ทำไปแบบไม่หวังอะไร ใครจะอ่านไม่อ่านก็ช่างเขา และถ้าสังเกตดีๆ facebook ของผมและ rombodhidharma.net จะไม่ไปขอเป็นเพื่อนใครก่อนเลย แม้กระทั่งจะแนะนำมาให้ขอเป็นเพื่อนก็ไม่เอา เพราะวิธีการนี้มันคือความปรารถนาดีของคนที่แนะนำให้ขอเป็นเพื่อน ซึ่งไม่ใช่วิถีทางในการเผยแพร่เลย

สิ่งที่ผู้โปรดสรรพสัตว์ทำได้ก็แค่ให้สัจธรรมที่ตรงต่อความเป็นจริงอย่างถึงที่สุดเป็นกุญแจเอาไว้ ให้แล้วก็จบแค่นั้นไม่ต้องไปหวังผลว่าเขาจะฟังเรา เขาจะมาหาเรา เขาจะมาศรัทธาเรา ไม่ต้องนะครับ ให้แล้วทิ้งไปเลย แล้ววันหนี่งถ้ากรรมไม่หนามาก เขาก็จะเข้าใจไปเองเมื่อชำระวิบากกรรมที่บังเอาไว้จนหมด

ในอีกลักษณะหนึ่งที่เจอมากก็คือ พยายามจะเช็คสเปคว่าอรหันต์หรือเปล่าที่มาพูดสัจธรรมแบบนี้ เนื้อหาที่ผมจะพูดเสมอก็คือ ไม่ต้องมาสนในสเปคหรอกนะครับ เพราะถ้าเอาสเปคที่นักปฏิบัติสมัยนี้ยึดถือเป็นสรณะก็คงจะไม่ผ่าน และเชื่อแน่ว่าถ้าท่านทั้งหลายได้เจอพระองคุลิมาลแล้วรู้ว่าท่านเคยฆ่าคนไปเกือบพัน หรือได้เจอพระเมาอย่างพระอรหันต์จี้กง คุณก็จะโมฆะต่อสัจธรรมแน่นอน(ฮา) ดีไม่ดีคุณอาจจะต้องไปกราบต้นไม้แทนเพราะสเปคอรหันต์ของคุณนี่แทบกระดิกตัวไม่ได้เลยทีเดียว(ฮาอีกดอก)

จริงๆแล้วสเปคที่นักปฏิบัติยึดถือมาตรวจสอบบุคคลต่างๆนั้น มันคือเนื้อหากรรมของแต่ละท่านก่อนจะเป็นเนื้อหาพระอรหันต์ ซึ่งมันไม่เกี่ยวอะไรกับนิพพานเลยแม้แต่น้อย ไม่งั้นก็ไม่เรียกว่าอสังขตธรรมน่ะสิครับ นิพพานหรืออสังขตธรรมนั้น จะว่ากันตามนิยามก็คือธรรมที่ไม่สามารถปรุงแต่งได้อีกหรือคือธรรมที่นอกเหนือธรรมทั้งปวง ไม่เกิดไม่ดับ ไม่มีการมาการไป อยู่แล้วโดยตลอด แล้วมันจะเกี่ยวกับกรรมหรือลักษณะภายนอกได้ที่ไหนถามหน่อย

สิ่งที่นักตรวจสเปคจะได้เจอบ่อยๆก็คือ "ของปลอม" ครับ เพราะมันง่ายที่จะทำตามสเปคที่ท่านทั้งหลายตั้งเอาไว้ แบบนั้นเรียกว่าเป็นอรหันต์ดัดจริตครับ ที่พูดได้ไม่กลัวก็เพราะว่าเป็นของปลอมไง ส่วนของจริงเขาไม่ดัดจริตกันหรอกนะครับ อรหันต์จริงๆท่านปล่อยไปตามธรรม นอกเหนือทุกธรรม ไม่มีพระอรหันต์ที่ไหนจะหลงขัดแย้งกับโลกสมมติหรอกครับ มันหมดตัณหากับสมมติไปแล้ว ที่เหลือก็สมมติขันธ์โปรดสัตว์เล่นไปวันๆ ท่านใดเบื่อสัตว์โลกก็จะปลีกวิเวกไปเลยก็มี

ซึ่งถ้าผู้โปรดสรรพสัตว์ท่านใดเจอแบบนี้ก็ตัดบทไปได้เลยไม่ต้องลังเล

การโปรดสัตว์นั้นมีทั้งผู้ที่แจ้งในสัจธรรม และผู้ที่ปรามาสธรรมต้องลงไปใช้กรรมในนรก ซึ่งบอกได้เลยว่าในยุคนี้ อย่างหลังนี่เยอะกว่ามากครับ ก็ต้องไปตามเก็บเอาทีหลังในภาคทิพย์

แต่ผู้ที่แจ้งในสัจธรรมแล้วก็จะเป็นกำลังในการโปรดสัตว์ได้อีกมากมายทีเดียว

No comments:

Post a Comment