Friday, March 1, 2013

ความเข้าใจที่เลื่อนลอย กับ สัจธรรมก็อปปี้

มีหลายคนถามเหมือนกันว่า ถ้ามันอนัตตาอยู่แล้วไม่มีตัวมีตนอยู่แล้ว ทำไมต้องขอขมากรรม? แล้วมีใครผิดอะไร?

วันนี้เลยขอตอบแบบเต็มๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็แล้วกัน เพราะที่ผ่านมามีบางคนเอามากระแนะกระแหน เหน็บแนม กระทบกระเทียบโดยไม่เข้าใจถึงความจริงของโลกธาตุของสังสารวัฏ

ทุกอย่างอนัตตาอยู่แล้วก็จริง แต่สรรพสัตว์ก็ยังหลงไปหมกมุ่น จดจ่อ จริงจังอยู่กับธรรมทั้งหลายที่เป็นอนัตตาอยู่แล้ว จนเป็นกรรม เป็นอัตตาซ้อนธรรม จนต่อภพต่อชาติไม่รู้จบ จนต้องวนเวียนใช้กรรมไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ ต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้กี่พุทธันดร ด้วยความทุกข์ที่มันไม่ใช่ของใครจริงๆ

ถามว่าสรรพสัตว์รู้ความจริงเหล่านี้จนสามารถปลดเปลื้องออกจากพันธนาการแห่งกรรมและสังสารวัฏได้หรือไม่?

ถ้าสรรพสัตว์ไม่ต้องเวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์จนหาทางออกไม่ได้ ก็ไม่ต้องมีพระพุทธเจ้าและองค์คุณเบื้องสูงท่านอื่นลงมาโปรดสัตว์หรอกครับ...จริงไหม

ดังนั้น ผู้ที่นำสัจธรรมไปพูดโดยที่ไม่มีเนื้อหาสัจธรรมจริงๆรองรับ มันก็จะเป็นเพียงทิฏฐิในธรรม เป็นความเข้าใจในสัจธรรมที่เลื่อนลอย ยิ่งพยายามคิดผูกประโยคเพื่อที่จะถ่ายทอด มันก็จะมีตัวตนซ้อนในการถ่ายทอด เหมือนที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ท่านเคยพูดถามลอยๆต่อหน้าญาติโยมและพระในวัดมากมายว่า "มันอนัตตาอยู่แล้วจะเอาใครไปโปรดใครได้เล่า" จนทุกคนเงียบกริบไม่รู้จะตอบอะไร อันนี้ท่านหมายถึงว่า การโปรดสัตว์นั้นต้องมาจากที่ว่าง ต้องมาจากที่แจ้งในสัจธรรมแล้วนั่นแหละ การโปรดสัตว์จะเป็นอัตโนมัติไปเอง โดยไม่เลือก โดยไม่หวังผล ไม่ใช่เอาตัวเองไปตั้งท่าโปรดใครเพื่ออะไรอีก ที่ท่านถามลอยๆก็เพราะว่าจะสะกิดเตือนว่า "ใคร"ที่กำลังโปรดสัตว์อยู่บ้าง จะได้เลิกเอาตัวตนไปโปรดสัตว์

หรืออย่างวลีที่ว่า "นิพพานอยู่แล้ว" ก็ไม่ใช่วลีที่ใครจะเอาไปพูดเตะเข้าประตูตัวเอง เอาไปพูดเพื่อรองรับการสร้างเหตุสร้างสถานการณ์ของตน นิพพานน่ะมันนิพพานอยู่แล้วจริง แต่ผู้ที่พูดน่ะ "อยู่แล้ว" หรือเปล่า หรือพูดเพื่อให้ตนสบายใจว่าตนเองยังไงก็ตรงต่อธรรมอยู่แล้ว แบบนี้ก็ยังอุปาทานเอากับคำว่านิพพานอยู่แล้วอีก ก็ยังไม่ตรงเนื้อหา แต่การที่จะตรงต่อสัจธรรมได้นั้น มันไม่ต้องหาตัวชี้วัดเพื่ออ้างอิงใดๆ ว่าแบบนี้คือคุณสมบัติที่ตรงต่อสัจธรรม แบบนั้นก็ยังไม่ใช่ เพราะการตรงต่อสัจธรรมนั้น แบบไหนก็ไม่ใช่ แบบที่ไม่ใช่ก็ยังไม่ใช่เลย อ่านแล้วไม่ต้องงง เพราะการตรงต่อสัจธรรมนั้นมันไม่มีความหมายกับอะไรเลยแม้กระทั่งนิพพานก็ยังไม่ใช่ มันนอกเหนือสมมติไปหมด

ผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว โดยความเป็นจริงเป็นบุคคลผู้ไม่มีธรรม เพราะสละหมดแล้วแม้กระทั่งธรรม(ถ้าจะมีอยู่ก็มีแบบไม่อะไรกับอะไร มีก็มีชั่วคราว) จึงไม่สามารถดำริธรรมขึ้นมาลอยๆได้ ต้องอาศัยเหตุแห่งความหลงของสรรพสัตว์แล้วสะท้อนสัจธรรมคลี่คลายให้เหตุนั้นดับลง ต้นทุนชั่วคราวจึงมาจากความหลงของเหล่าสรรพสัตว์เท่านั้น ถ้าไม่มีใครหลงแล้ว ก็หมดกิจในการโปรดสัตว์

ด้วยเหตุนี้การโปรดสัตว์กับการดับเฉพาะตนจึงเป็นคนละเรื่อง ไม่ใช่ว่าดับเฉพาะตัวได้แล้วจะมีเนื้อหาบารมีในการถ่ายทอดสัจธรรม

ผู้ที่อ่านหรือฟังสัจธรรมมากๆ เข้าใจมาก อธิบายได้หมดทุกเรื่อง แต่ยังเจือตรรกะที่ใช้เชื่อมโยงเนื้อหาสัจธรรมในการอธิบายอยู่ ยังไม่มีเนื้อหาสัจธรรมรองรับจริงๆ การพูดสัจธรรมก็จะออกมาเลื่อนลอย เป็นสัจธรรมก็อปปี้ ที่มีแค่รูปแบบ แต่ไร้อานุภาพ ต่อให้พูดเหมือนแค่ไหนก็ได้แค่ก็อปปี้เท่านั้น มันไม่มีอานุภาพในการคลี่คลายจริง แม้กระทั่งการก็อปปี้เอาสไตล์ของหลวงพ่อไปพูด ท่านยังบอกว่ามันเป็นแค่การก็อปปี้เลย มันยังไม่มีอานุภาพกับบารมีรองรับเนื้อหาที่ถ่ายทอดนั้นๆ

ซึ่งถ้าใครไม่มีเนื้อหาบารมีในการถ่ายทอดก็ให้ทำหน้าที่นำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายขอขมากรรม ประกาศถอน ประกาศสละ และหยาดน้ำอุทิศบารมีไป แค่นี้ก็คือการโปรดทีมีอานุภาพแล้ว คืออาศัยบารมีขององค์คุณเบื้องสูงในการโปรดแทนที่จะเอาธรรมของตัวเองไปโปรดสัตว์

ฉะนั้นก็ไม่ต้องจริงจังที่จะเอาความเข้าใจในสัจธรรมมากนัก และถ้าเข้าใจแล้วก็ให้แล้วไปไม่ต้องอ่านทวนอย่างละเอียดหาความเห็นความหมายอะไรอีก เพราะเดี๋ยวจะอดอวดภูมิธรรมกันไม่ได้ เอาตัวเองไปโปรดคนอื่นอีก

ถ้าใครมีเนื้อหาบารมีรองรับในการโปรดอยู่แล้ว มันจะเป็นไปเองโดยที่ไม่ต้องดิ้นรนอะไรเลย แต่ถ้าไปดิ้นรนในการโปรดแม้แต่นิดเดียว แบบนี้ก็ยังไม่ใช่เนื้อหาที่แท้จริงครับ

ส่วนการขอขมากรรมเป็นสิ่งที่องค์คุณเบื้องสูงประธานเอาไว้ให้เป็นเครื่องมือในการโปรดสัตว์ ซึ่งถ้าไม่น้อมองค์คุณเบื้องสูงเป็นประธานแล้ว สรรพสัตว์จะไม่สามารถต่อถึงบารมีธรรมขององค์คุณเบื้องสูง มหาบารมีทั้งหลายได้เลย

No comments:

Post a Comment