Wednesday, March 20, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม 4 ตอนที่ 3: ปรมัตถ์ บัญญัติ และมายาแห่งนามรูป

วันนี้เรามาพูดถึงอารมณ์ภาวนาของระบบวิปัสสนากรรมฐานแบบลงลึกกันดีกว่าครับ เพราะสิ่งนี้เป็นเรื่องถกเถียงกันมายาวนานและสรุปไม่ลงเสียทีเพราะคลำหานิพพานไม่เจอ อ่านให้จบก็จะได้เข้าใจให้ตรงว่า อารมณ์ปรมัตถ์นั้นทำเอาไม่ได้ ที่สำคัญคือมันไม่ใช่อารมณ์ด้วยซ้ำไป จะได้เลิกรู้กว้างโง่ลึกเสียที(ฮา)

อารมณ์ภาวนานั้นในระบบการสอนวิปัสสนากรรมฐานนั้นแบ่งได้เป็น

1. บัญญัติ คือ การภาวนาบนบัญญัติ หรือสมมติบัญญัติ คือภาวนาด้วยคำพูด เช่นการบริกรรม การเพ่งรูป ซึ่งระบบวิปัสสนกรรมฐานระบุเอไว้ว่าเป็นอารมณ์จัดสร้างขึ้นบนสมมติ เพื่อทำให้เกิดสมาธิ แต่ไม่ได้ทำให้เกิดปัญญารู้แจ้ง
2. ปรมัตถ์ คือ การภาวนาบนอารมณ์ปรมัตถ์ ซึ่งถูกอธิบายเอาไว้ว่าเป็นการภาวนา "ตามสภาวะความเป็นจริง" คือการภาวนาบนสภาวะแห่งกายใจ ธรรมารมณ์ทั้งหลาย เช่น อาการเย็นร้อนอ่อนแข็ง โกรธ ดีใจ เสียใจ ฯลฯ ซึ่งการภาวนาบนอารมณ์ปรมัตถ์นั้นเขาถือว่าจะทำให้เกิดปัญญาในการหลุดพ้น เราก็เลยเห็นนักปฏิบัติไปนั่งทำ เดินทำ หายใจทำกันใหญ่

ด้วยนิยามข้างต้นนี้ ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานก็ได้ยกตัวเองเอาไว้สูงกว่าพวกสมถกรรมฐาน นัยว่าพวกสมถะน่ะหินทับหญ้า แต่ไม่ดูตัวเองที่กำลังเอาหัว(ปัญญา)ทับหญ้าเหมือนกัน(ฮา)

เรามาดูกันว่าหลังจากแยกรูปแยกนามได้แล้วตามวิปัสสนาญาณ แล้วเอาจิตผู้รู้ไปพิจารณาเพื่อละวางสิ่งต่างๆนั้นจะออกมาเป็นการพิจารณาอารมณ์ปรมัตถ์หรือสมมติบัญญัติครือๆกับพวกสมถกรรมฐาน

ลองดูจากภาพข้างล่างนี้นะครับ

"จิตผู้รู้" ที่หลักสูตรวิปัสสนากรรมฐานสอนให้นักปฏิบัติฝึกแยกและนำไปภาวนานั้น คือนามในตำแหน่งที่ 5 ครับ การพิจารณาธรรม พิจารณาไตรลักษณ์ หรือการพยายามจะละวาง ขจัดสภาวะต่างๆก็เกิดขึ้นที่ตรงนี้ตลอดช่วงการภาวนา

ทุกครั้งที่เกิดจิตผู้รู้ อาการรู้หรือสติรู้ในแบบที่ฝึกเอา มันจะเป็นการรู้ในเชิงโลกียวิสัย หรือ อัตตวิสัย เป็นโลกียสติ หรือสติปุถุชน คือมี"ผู้รู้"หรือนาม หรือประธาน(ในรูปประโยค)ขึ้นมาตั้งเอาความเห็นความหมายในการรู้นั้น คอยประคองให้มันเป็นสภาวะสติตลอดเวลา พอตั้งขึ้นมาเป็นจิตผู้รู้แล้วเอาไปรู้(กิริยา) สิ่งถูกรู้ หรือ รูป หรือกรรม(ในรูปประโยค) สิ่งที่ถูกรู้นั้นก็เกิดขึ้นในทันที มีความหมายขึ้นทันที ผิดจากอนัตตาธรรมที่ไม่มีตัวตนชื่อเสียงเรียงนามอยู่แล้วทันที เป็นอัตตา(เห็นว่ามีว่าเป็น)ในการรู้ทันที กระบวนการนี้ทำให้ สติที่นักปฏิบัติหรือครูบาอาจารย์ทั้งหลายหลงไปฝึกกัน กลายเป็นการปรุงแต่งสติบนโมหะอวิชชา เกิดเป็นอัตตาตัวตนในการรู้ จนแปลกแยกจากธรรมดั้งเดิมแท้ที่สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนเป็นหนึ่งเดียวกันอยู่แล้ว และทำให้เกิดไปหลงติดไปหลุดกับสภาพอนิจจังทั้งหลายจนเกิดเป็นสังสารวัฏและธรรมคู่ขึ้นมา ที่ต้องบอกว่าหลงเพราะจริงๆมันไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยในความเป็นจริงนะครับ เป็นการหลงสังเกตเห็นผ่านโมหะอวิชชาและหลงปรุงแต่งเอาตามสมมติบัญญัติที่คิดว่าเห็นว่าเป็นทั้งนั้น

สติแบบนี้ทำเอามากๆก็จะเมื่อยก็จะทุกข์ครับ เพราะมันทำเหมือนพนักงานรักษาความปลอดภัยหรือยามนั่นแหละ ต้องคอยเฝ้าอยู่ตลอดเวลา คอยดู คอยพิจารณาธรรมหรือไตรลักษณ์ตลอดเวลา วังเวงเหมือนนั่งเฝ้ายามจริงๆ ซึ่งทั้งหมดเป็นกระบวนการปรุงแต่งบนโมหะอวิชชาทั้งนั้น สติแบบนี้เอาไปขับรถขับรา สนเข็ม หรือเอาไปถือภาชนะไม่ให้ตก(ฮา)นี่จะดีครับ ทำให้งานไม่ผิดพลาด หรือถ้าเอาไปพิจารณาธรรมให้เกิดปัญญา ก็จะเกิดเป็นโลกียปัญญาที่อยู่ในรูปของโมหะซ้อนปัญญาและทำให้เกิดแง่มุมเป็นมิจฉาทิฏฐิ สักกายทิฏฐิที่โมฆะไปจากสัจธรรมความเป็นจริงทั้งหมด

สังเกตได้จากคนที่ปฏิบัติมาหลายสิบปีทำไมไม่จบ ก็เห็นอยู่แล้วว่ามันไม่ใช่เราทุกอย่าง แม้กระทั่งจิตก็ไม่ใช่ตัวเรา ความรู้สึกก็ไม่ใช่เรา แล้วทำไมไม่จบ ก็เพราะไปเกาะที่ตัวรู้ เกาะที่ปัญญาแทนการไปเกาะรูป หวังว่าปัญญาจะไขสู่นิพพานได้ มันก็เลยเป็นภพเป็นชาติกับตัวรู้ กับสภาวะที่ปรุงแต่งเป็นโมหะปัญญา ซึ่งการปฏิบัติบำเพ็ญวิธีนี้ทำให้ไปจุติบนชั้นพรหมครับ ฤาษี ดาบสทั้งหลายรวมถึงนักปฏิบัติจำนวนมากก็ไปอยู่ที่นั่นเป็นส่วนใหญ่ กรรมในการทรงจิตที่ถูกกระทำอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

ที่บอกว่าการเจริญสติแบบที่ไปสร้างนามรูปขึ้นเป็นสติเชิงอัตตวิสัยหรือโลกียวิสัยก็เพราะ สติแบบนี้เป็นสติที่ต้องรู้ว่าอะไรคืออะไร(สติหา"เรื่อง") ซึ่งไอ้ที่บอกว่าอะไรคืออะไรนั้นก็คือ ความหมายว่าการเข้าไปรู้ในสภาวะทั้งหลายนั้น มันถูกปรุงแต่งว่ามีสมมติบัญญัติว่าอย่างไร อันนี้แขน อันนี้ขา อันนี้หัว ไหล่ ตูด(ฮา) มันมาแบบนี้ไปแบบนี้ เกิดแบบนี้ดับแบบนี้ เพื่อที่จะได้ตามดูตามรู้ว่าเรื่องราว(การปรุงแต่งในธรรม)มันเป็นไปอย่างไร เปลี่ยนแปลงอย่างไร กระบวนการทั้งหมดนี้คือการภาวนบนสมมติบัญญัติครับ และเป็นการปรุงแต่ง(โมหะซ้อนสังขาร)ในธรรม ไม่ใช่อารมณ์ปรมัตถ์ที่ครูสอนวิปัสสนาเข้าใจผิดกัน

สติและปัญญาในความหมายที่พระพุทธเจ้าอ้างอิงถึง จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยหากเป็นการรู้ไปตามอัตตวิสัยแห่งตัวตน หรืออัตตาซ้อนรู้ มันจะได้แต่การหลงปรุงแต่งในธรรมทั้งหลาย ที่ไม่มีความหมายจริงๆอยู่แล้วเท่านั้น แต่ได้เป็นโลกียสติและโลกียปัญญา

แต่สติและปัญญาที่พระพุทธเจ้าทรงอ้างอิงจริงๆถึงคือสติในตำแหน่งที่ 1 เท่านั้น ที่จะนับได้ว่าเป็นสัมมาสติหรือสติอริยะ และเป็นปัญญาอันเกิดจากการการตรงต่อเนื้อหาสติเดิมแท้หรือนิพพานซึ่งก็คือโลกุตรปัญญาที่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึงตลอดในพระสูตรนั่นเอง เหตุนี้แหละที่ทำให้เปรียญเก้าจำนวนมากไม่บรรลุธรรม(ฮา)

สติดั้งเดิมแท้ หรือสติอริยะนั้นเป็นคุณสมบัติตามธรรมชาติดั้งเดิมแห่งธาตุรู้ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่เนื่องด้วยโลกียวิสัย สติอริยะนั้นรู้โดยนอกเหนืออัตตวิสัยในการรู้ เป็นแค่รู้ที่ไม่มีความหมายอะไรในการรู้ เป็นโลกุตรสติ หรือสัมมาสติ คือ ว่างไร้จากตัวตนในการรู้ สติแบบนี้จึงไม่เกิดเป็นจิตผู้รู้ขึ้น ไม่เกิดเป็นนามรูปหรือภพชาติขึ้น

สติอริยะนั้นเป็นเนื้อเดียวไปกับทุกสรรพสิ่ง ไม่แบ่งแยกแตกต่าง ไม่ขัดแย้งกับสภาวธรรมใดๆ ไม่มีดีไม่มีเลว ไม่มีเฉยๆ เพราะเป็นสติที่ตรงต่อเนื้อหานิพพาน มันจึงไม่มีภาวะการรู้ในเชิงอัตตวิสัย ว่างจากตัวตนโดยสิ้นเชิง คือ ไม่มีผุ้รู้ขึ้นมาหลงรู้ เมื่อไม่ได้รู้ไปตามอัตตวิสัย จึงทะลุทะลวงสมมติบัญญัติทั้งหมดตรงสู่ความจริงแท้แห่งนิพพานแบบฉับพลัน นี่แหละคือความหมายของคำว่าปรมัตถ์ที่แท้จริง ปรมัตถ์ที่หมายถึงนิพพาน ไม่ใช่สภาวะเย็นร้อนอ่อนแข็งคู้เหยียดเคลื่อนไหวอย่างที่สอนๆกัน แบบนั้นก็เป็นการปรุงแต่งในในธรรม หรือเป็นการภาวนาบนสมมติบัญญัติเหมือนกันกับพวกสมถกรรมฐาน ยังไม่เข้าถึงเนื้อหาปรมัตถ์อย่างที่หลงเข้าใจผิดกัน

มีคนจำนวนมากเถียงว่าหากไม่เจริญปัญญาแล้วตรงสู่ความว่างจากตัวตนเลย มันจะเป็นอันตราย ไม่ใช่วิถีทางของพระพุทธเจ้า ผมก็ต้องถามกลับครับว่า ปัญญาที่เกิดจากการเจริญโมหะสตินั้นจะได้เป็นโลกุตรปัญญาจริงๆหรือ? ไม่มีทางครับ ถ้าไปพิจารณาธรรมอย่างหลงๆมันก็จะได้ปัญญาแบบหลงๆนั่นแหละ ไม่เชื่อก็ลองหันไปถามเปรียญเก้าอีกทีว่าทำไมเรียนตั้งเยอะถึงไม่บรรลุธรรม(ฮา)

อีกสิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อปลงอัตตาซ้อนรู้ในสติลงจนตรงต่อเนื้อหานิพพาน(สติอริยะ) ก็คือ ธรรมทั้งหลายที่เคยแตกแยกแตกต่างไปตามแง่มุมแห่งโมหะทิฏฐิ ก็จะหมดแง่มุม หมดความแตกต่างในธรรมทั้งหลายลง สมังคีรวมเป็นธรรมหนึ่งเดียว(จริงๆแล้วไม่เคยมีใครไปแบ่งแยกธรรมได้หรอกนะ หลงไปทั้งนั้น)อันเรียกว่าธรรมเอก ซึ่งไม่เกิดไม่ดับตามสภาพอนิจจังทั้งหลายเลย และไม่สามารถที่จะหลงปรุงแต่งธรรมให้เกิดความแตกต่างได้อีก และจะแจ้งตรงสัจธรรมความเป็นจริงไปเองว่าสรรพสิ่งทั้งหลายไม่เคยถูกแบ่งแยกอะไรเลยมาตั้งแต่อดีตกาลอันไกลโพ้นและจะเป็นแบบนี้ไปตลอดนิรันดรสู่อนาคตเบื้องหน้าอันหาที่สุดไม่ได้เช่นกัน

เมื่อตรงต่อเนื้อหานิพพานแล้ว โลกุตรปัญญาก็จะเกิดขึ้นฉับพลันทันที ซึ่งโลกุตรปัญญานั้นเป็นปัญญาสากลแห่งจักรวาลที่ไม่ต้องไปอ่านไปศึกษาทำความเข้าใจอะไรเลย แต่มันเป็นของมันไปเอง รู้ของมันเองแบบไม่มีที่มาที่ไป แต่เป็นเนื้อหาที่ตรงและไม่มีข้อขัดแย้งในตัวเองเหมือนการศึกษาโดยใช้โลกียปัญญา

สัจธรรมทั้งหลายทั้งปวงหรือเนื้อหาอจิณไตยที่เขียนถ่ายทอดเอาไว้ในเว็บแห่งนี้หรือในสื่อวิดีโอทั้งหลายก็ตาม ล้วนมาจากโลกุตรปัญญาที่ต้องแจ้งตรงต่อสัจธรรมก่อนทั้งสิ้น ไม่ได้มาจากการอ่านหรือศึกษาเอา ผมถึงต้องดิสเครดิตตัวเองเอาไว้เสมอๆว่า ผมไม่เคยศึกษาอภิธรรมเลยแม้แต่นิดเดียว(ฮา) เพื่อคัดกรองคนจำนวนหนึ่งที่ต้องการใบปริญญาของผู้เขียนเพื่อความน่าเชื่อถือออกไป เพราะมันไม่จำเป็นเลย ขอเพียงแค่ตรงต่อเนื้อหานิพพานเท่านั้น ว่างดับเอาไว้เท่านั้น พอมีเหตุสะท้อนมา แค่ดำริไปที่คำถามหรือปัญหาอะไรก็ตาม ปัญหานั้นมันจะก็แตกละเอียด แจกแจงแสดงเหตุที่มาที่ไปของมันเองอย่างพิสดารทันที แล้วนั่นแหละ เราก็จะสามารถสะท้อนดับเหตุได้ตรงแบบที่ไม่ต้องไปไล่เปิดตำราแบบชาวพุทธทนายเลย คือชอบอ้างหลักอภิธรรมกันจัง ทั้งๆที่ตัวเองก็เข้าใจไม่ตรง อย่างนี้ไปกราบไหว้กูเกิ้ลน่าจะเข้าท่ากว่านะครับ

พูดตรงๆว่าก็ไม่ได้สนใจหรอกนะว่าใครจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ถ่ายทอดเสร็จก็จบกัน ใครมาเจอมาเข้าในก็ล้วนแล้วแต่เป็นอธิวาสนาบารมีของแต่ละท่าน ใครมาเจอแล้วปฏิฆะก็เป็นกรรมส่วนตัวของท่านนั้นไป

เอ้า ทุกอย่างอโหสิ ชอบหรือไม่ชอบก็อโหสิ โส.....

No comments:

Post a Comment