Tuesday, March 12, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม 4 ตอนที่ 2: เจริญสติหรือเจริญอัตตาบนสติ?

อ่านจากหัวข้อแล้ว ท่านที่เข้าใจสัจธรรมจริงๆก็คงไม่งง แต่กลุ่มคนที่กรรมยังปิดบังอยู่ก็อาจจะงงไปจนถึงขั้นปฏิฆะเลยก็มี แต่เอาเถอะ วันนี้เราจะมาเข้าเรื่องของความผิดพลาดของการถ่ายทอดเนื้อหาสติปัฏฐานในวงกว้าง ที่ผิดธรรมจนกลายเป็นการเจริญอัตตาบนสติกันทั่วโลก อ่านไม่ผิดหรอกครับ มันเป็นแบบนั้นจริงๆ แล้วก็ไม่ต้องมาอ้างคนส่วนใหญ่นะครับ ก็คนส่วนใหญ่ไม่ใช่เหรอที่จบให้ตัวเองไม่ได้ และยังวนเป็นสังสารวัฏอยู่ทั้งๆที่มีคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ในมือ

ก็เห็นสอนกันจังว่าให้เจริญสติ ให้มีสติ ให้สร้างผู้รู้ขึ้นมา คนอ่าน คนฟัง รวมไปถึงนักปฏิบัติทั้งหลายก็เลยพยายามที่จะปฏิบัติตัวเป็นผู้ "ทำสติ" ขึ้นมาให้มีสติมากขึ้น เจริญขึ้นตามที่สอนกันแบบโลกียวิสัย ได้แต่ตะบี้ตะบันไปทำสติขึ้นมา โดยที่ไม่รู้จริงๆว่า "สติ" ที่พระพุทธเจ้าทรงอ้างถึงในทุกๆเนื้อหาของอภิธรรมนั้น คือ สติบริสุทธิ์ สติโลกุตระ อริยสติ หรือสติเดิมแท้ที่ปราศจากตัวตนซ้อนลงในสติจนเกิดเป็นโมหะสติ ซึ่งสติเดิมแท้นั้นเกิดจากมโนธาตุดั้งเดิมที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของอยู่แล้ว(อนัตตาอยู่แล้ว) เพียงแต่หยิบยืมมาใช้ชั่วคราวเท่านั้น

พูดง่ายๆคือ ตั้งแต่นับตั้งแต่ครูบาอาจารย์ที่เปิดสำนักสอนวิปัสสนากรรมฐานไปจนถึงลูกศิษย์ก้นกุฏิทั้งหมด ล้วนแล้วแต่ไปเจริญ "อัตตาบนสติ" ทั้งนั้น มันจึงเกิดเป็น "จิตผู้รู้" ขึ้นมาทั้งๆที่ทุกอย่างมันอนัตตาไม่มีตัวตนอยู่แล้ว เสร็จแล้วก็พยายามไปฆ่าจิตผู้รู้กัน แต่ก็ไม่สำเร็จไม่ได้ เพราะเมื่อพยายามที่จะฆ่าจิตผู้รู้เท่าไร่ ก็จะถูกมายาแห่งจิตมันตลบหลัง จัดฉากให้ฆ่าตัวปลอม หลอกให้ดีใจเล่นไปทุกครั้ง เหตุนี้เองจึงมีหลายท่านแอบเปลี่ยนภูมิขึ้นไปอยู่บนชั้นพรหม โดยที่คนบนโลกก็ไม่รู้ว่า ท่านทั้งหลายนั้น ไม่ได้จบให้ตัวเองจริงอย่างที่เข้าใจกันหรอกนะ

เรามารู้จัก "สติเดิมแท้" ในเนื้อหาแห่งคำสอนของพระพุทธเจ้ากันก่อนดีกว่า จริงๆก็พูดถึงตรงนี้มาก็มากแล้ว แต่เอาเถอะนะจะให้อธิบายอีกสักกี่รอบก็ได้ จะได้กระจ่างแจ้งกันไปให้สุดๆเลยก็แล้วกัน ส่วนจะยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ปล่อยให้เป็นไปตามกรรมของแต่ละท่านก็แล้วกัน กระโดดงับหูตัวเองมาหลายพุทธันดรแล้ว จะอีกสักสองสามพุทธันดรก็คงจะไม่เป็นไร(ฮา)

สติเดิมแท้ ในเนื้อหาแห่งคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น เป็นคุณสมบัติของ "มโนธาตุ" ที่ถูกหยิบยืมมาใช้งานชั่วคราวในการประกอบเป็นธาตุขันธ์ ซึ่งเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ธาตุรู้" ซึ่งโดยธรรมชาติและคุณสมบัติของธาตุรู้นี้ มันรู้ของมันเปล่าๆ โดยไม่มีความหมายในการรู้มากำกับ ไม่มีทิฏฐิ ไม่มีความเห็นความหมาย ไม่มีเรื่องราว ไม่มีแง่มุมในเชิงความคิดหรือการปรุงแต่งมากำกับเลยแม้แต่น้อย และที่สำคัญคือไม่สามารถจะไปบังคับได้ว่าจะให้รู้ตรงนี้ ทำไมไม่รู้ตรงนั้น เพราะมันรู้เปล่าๆของมันเองตามเหตุปัจจัย โดยไม่มีความมหมายอะไรในรู้นั้น(หรือที่สายวัดป่าเรียกว่า รู้ซื่อๆนิพพาน นั่นแหละ) ซึ่งถ้าไปกำหนดหรือบังคับในสติให้มันรู้เฉพาะขึ้นมาก็จะกลายเป็น โมหะสติ หรือเป็นสติที่เจือโมหะอวิชชาไปในทันที กรรมและสังสารวัฏทั้งนั้นนะครับท่านทั้งหลาย แล้วมันจะจบให้ตัวเองได้ยังไงเล่า?

แต่ทีนี้ ไอ้การที่จะไปสอนให้รู้ซื่อๆแบบทื่อๆตรงๆอย่างที่สอนกันนั้น มันเป็นไปไม่ได้ เพราะมันก็จะเข้าไปทำเอาอีกตามอนุสัย ตามโลกียวิสัยของสรรพสัตว์ จนกลายเป็น "สติดัดจริต" ไป คือปรุงแต่งการรู้ไปตามจริตตน(ประมาณก็กูอยากจะรู้ตรงนี้น่ะ)  ซึ่งไอ้จริตก็คือตัณหาราคะอุปาทานนั่นแหละ

ด้วยเหตุนี้เอง ต่อให้ครูบาอาจารย์สายวัดป่าที่สามารถจบให้ตนองได้ แต่ก็ไม่สามารถถ่ายทอดธรรมให้ลูกศิษย์ลูกหาจบตามได้เลย เพราะถ่ายทอดออกมาก็มีแต่เส้นทางกรรมของตนเอง พอสอนไปแล้วก็มีแต่หลงปฏิบัติตามวิถีกรรมอของอาจารย์กันไปอย่างเลื่อนลอย จากที่เคยมีความหวังจนหมดหวัง ได้แต่อาศัยกรรมฐานเป็นน้ำเลี้ยงรอคอย "วาระนั้น" กันต่อไป...เหมือนซื้อหวยยังไงไม่รู้เนอะ

คุณสมบัติดั้งเดิมแท้ที่สำคัญมากๆอีกประการหนึ่งของมโนธาตุนั้นก็คือ "สัมปชัญญะ" ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความรู้สึกตัวอย่างที่เข้าใจและพยายามทำเอาเท่านั้น เพราะคำว่าความรู้สึกตัวนี้ มันก็ยังเป็นเพียงแค่นัยยะแห่งความรู้สึกบนผัสสะอายตนะทั้งหลาย คิดดูก็แล้วกันว่า สติเดิมแท้ที่ตรงต่อความว่างจากตัวตน ตรงต่อเนื้อหาองค์พุทธะหรือนิพพานที่กว้างขวางอย่างไม่มีที่สุดไม่มีประมาณนั้น จะจำกัดความคำว่าสัมปชัญญะเอาไว้ตรงแค่ความรู้สึกตัวงั้นหรือ? ไม่มีทางครับ เป็นเรื่องที่ปุถุชนคิดเอาเองทั้งนั้น

นิพพานนั้นเป็นเนื้อหาที่นอกเหนือการปรุงแต่งทั้งปวง นอกเหนือธรรมทั้งหลาย ไม่เกิดไม่ดับ ไม่ขึ้นกับเงื่อนไขใดๆแห่งโลกธาตุเลย มันจึงยิ่งกว่าอิสระ สัมปชัญญะที่พระพุทธเจ้าทรงอ้างถึงนั้นก็คือ สัมปชัญญะแห่งอริยะ สัมปชัญญะแห่งโลกุตระ ไม่ใช่สัมปชัญญะแบบไปทำความรู้สึกตัวกันทั่วโลก

ความเป็นจริงก็คือเมื่อใดที่สติพ้นจากการบังคับควบคุมหรือกำหนดรู้ไปบนโมหะอวิชชาแล้ว นั่นแหละ มันจะเป็นสัมปชัญญะไปเอง กว้างขวางไพศาลยิ่งกว่าความรู้สึกตัวเสียอีก ไม่ใช่แค่ตัวอะไรอย่างที่เข้าใจหรอกนะ เพราะตัวตนจริงๆก็ไม่มีแล้วจะเอาอุปาทานในสัมปชัญญะจากไหนเล่า

ดังนั้นถ้านักปฏิบัติจะเจริญสติและสัมปชัญญะให้มากๆ ก็ต้องปล่อยให้สติมันทำงานของมันเอง ไม่ใช่ไปบังคับให้มันทำงานอย่างที่มีคนสอนให้ทำ เพราะการไปบังคับสติอย่างนั้น มันก็เพราะไปหวังมรรคผลที่จะนิพพาน ไอ้หวังนี่แหละตัวดีล่ะพี่น้องเอ๊ย เพราะมันก็คือตัณหาอุปาทาน เจริญทีไรก็เกิดเป็นกรรมกับสติ และอาการรู้ที่ได้ก็คือการปรุงแต่งบนสติโดยโมหะอวิชชาอีกทอดหนึ่ง นี่คือเหตุผลที่ทำไม คนมากมายที่ปฏิบัติมาเป็น 20-30 ปีก็ไม่ไปไหนได้แต่วนอยู่กับตัวเองอยู่อย่างนั้น รู้และเข้าใจทะลุปรุโปร่งหมดแล้วว่าจิตไม่ใช่เรา ความรู้สึกไม่ใช่เรา แต่หาทางจบไม่ได้ ก็ง่ายๆครับ จบเลย ไม่ใช่ไปทำกิจให้จบอีก อะไรๆก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ก็ปลงทิ้งสิครับ ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรม ไปตามวิบากกรรมเก่า(ก็ธรรมนั่นแหละ)โดยไม่ต้องริเริ่มอะไรใหม่ๆขึ้นมาอีก นั่นแหละมันจะจบของมันเองในที่สุด

แต่ที่ดันไปเจริญกันอยู่ทุกวันนี้นั้นก็คือ อัตตาบนสติ คือไปพยายามบังคับให้มันรู้สภาวะต่างๆที่เราสร้างขึ้น อุปโลกน์ขึ้นในหลักสูตรการปฏิบัติ ในชีวิตประจำวัน มันจึงมีความหมายมีเรื่องราวเป็นตุเป็นตะซ้อนลงไปบนสภาวะธรรมที่ไม่มีความหมายอะไรเลย อันนี้เป็นผลพวงของโมหะอวิชชา นักปฏิบัติทั้งหลายจึงหลงรู้หลงปรุงแต่งเอาว่า นี่เรายืนนะ นี่เรากำลังเดินนะ ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ ลมหายใจเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป การกำหนดรู้เหล่านี้ด้วนปรุงแต่งบนโมหะอวิชชาทั้งนั้น มีแต่เรื่องสมมติ ซ้ายมันก็มาสมมติกันทีหลัง ขวามันก็มาสมมติกันทีหลัง จริงๆจะถ้ามันเรียกขาว่าแขนมาตั้งแต่ตนก็คงจะ แขนซ้ายเดินหนอ แขนขวาเดินหนอ แล้วตรงไหนที่มันเป็นอารมณ์ปรมัตถ์? ไม่มีนะครับ ปรุงแต่งเอาเองบนสมมติล้วนๆ

ปรมัตถธรรมโดยแท้จริงแล้วคือมันไม่มีความหมายอะไรแม้แต่อย่างเดียว เพราะมันว่างเปล่าจากตัวตนในการรับรู้ จึงไม่เกิดเป็นนามรูปแบบที่นักปฏิบัติพยายามจะแยกนามกับรูปออกจากกันแล้วก็ไปเจริญมันตามนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงบอกแล้วไงว่า ทุกอย่างก็ให้สักแต่ว่า(ท่านเทศน์แบบนี้ให้พระพาหิยะฟังจนบรรลุอรหันต์ก็แล้วกัน) เพราะมันไม่มีความหมายอะไรจริงๆ ที่มีความหมายต่อธรรมทั้งหลายนี่มายาสมมติทั้งนั้น แล้วมันจะเข้าถึงความเป็นจริงแห่งสัจธรรมได้อย่างไรเล่า?

แล้วพอเข้าไปปฏิบัติ เข้าไปบังคับสติ ทีนี้สัมปชัญญะหายทันทีครับ เหลือแต่การปรุงแต่งบนมายาการแห่งตัณหาอุปาทาน นักปฏิบัติส่วนใหญ่จึงมีแต่เพ่งกับเผลอ เพราะพยายามจะหาจะสร้างสภาวะขึ้นมา แล้วก็พยายาม(โดยตัณหา)ปรับจิตให้มันเป็นกลางๆ(แหม่ พี่ท่าน จิตก็อนัตตานะครับ) ซึ่งก็ไม่ใช่กลางจริงๆ เป็นสมมติว่ากลาง(ของกู) เพราะ"ความเป็นกลาง" ที่พระพุทธเจ้าทรงอ้างถึงก็คือกลางที่เรียกว่า "ว่างจากตัวตน" หรือที่เรียกว่านิพพานนั่นเอง ไม่ใช่ไปทำจิตให้มันเป็นกลาง

ก็เข้าไปทำมันเมื่อไหร่มันก็ไม่กลางแล้วครับ มันจะเข้าข้างตัวเองตลอด เอียงอยู่ตลอด ก็ไอ้ที่พยายามเลี้ยงสัมปชัญญะสร้างความรู้สึกตัวทั่วพร้อมน่ะ มันก็คือเพ่งบังคับแล้วครับ  โมหะทั้งนั้น

สาเหตุที่เข้าไปพยายามจะปฏิบัติธรรมนั้นก็เพราะไม่รู้ว่า ธรรมนั้นมันโดยธรรมอยู่แล้ว ตามรหัสนัยที่บ่งบอกเอาไว้ทั้งหมดในกฏไตรลักษณ์ มันก็เลยกลายเป็นการปฏิบัติกรรมไป

ธรรมทั้งหลายนั้นมันก็เป็นธรรมของมันเองอยู่แล้วโดยตลอด เพียงแต่เราหลงโมหะทิฏฐิของตนเข้าไปแบ่งแยกเองว่อันนี้เป็นธรรม อันนี้เป็นอธรรม แล้วพอเอาตัวตนเข้าไปปฏิบัติ มันจึงเกิดเป็นส่วนเกินของธรรมเดิมแท้ซ้อนเข้าไป เป็นอัตตาในการปฏิบัติไม่รู้จบ ก่อให้เกิดมานะในธรรม มานะในการปฏิบัติอีกไม่รู้เท่าไหร่ เพราะไม่รู้ว่ากลางนั้นคือว่าง ไม่ใช่ไปอนุมานเอาตามความรู้สึกตัวเองหรือครูบาอาจารย์ว่าแบบนี้แหละกลาง ก็แค่ปล่อยให้ทุกอย่างมัน อนิจจัง ทุกขัง(เปลี่ยนไป เสื่อมไป ดับไปโดยตัวมันเอง ปราศจากการแทรกแซง)ของมันเอง แค่นี้ก็จบกิจแล้ว

ก็เห็นอยู่ทนโท่ในสังโยชน์ 10 ว่า มานะก็จัดเป็นสังโยชน์เบื้องสูงแต่ก็ยังไปเจริญมันอีก ตลกไหมท่าน

สติปัฏฐานที่แท้จริงนั้น ไม่สามารถอาศัยเงื่อนไขอะไรในเชิงโลกียวิสัยในการเกิดได้เลย ต้องปลงทิ้งอย่างเดียว ความหมายที่ว่าปลงนั้นก็คือการปลง(ตัวตน)ซ้อนในการปฏิบัติกายปฏิบัติจิต แต่จะให้ไปปลงตัวตนที่ไหน พูดไปมันก็นามธรรม คนฟังไม่รู้เรื่อง ได้แต่งง ก็เลยต้องบอกว่าให้ปลงรู้นั่นแหละ ไม่ต้องไปพยายามมี story กับอะไร ปล่อยให้มันสักแต่ว่าไปทุกสภาพธรรม แต่ปลงแล้วจะไม่รู้ก็ไม่ใช่ อย่าเพิ่งด่วนตีความ

ที่บอกให้ปลงรู้ ทิ้งรู้นั้นก็คือการทิ้งอัตตาซ้อนสติ มันก็จะเป็นสติเดิมแท้ไปเอง เป็นสัมปชัญญะเดิมแท้ไปเอง นี่แหละคือสติที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนให้เจริญให้มาก แค่ปุถุชนอ่านเอาหรือฟังต่อๆกันมาแล้วก็ไปตีความตามโลกียวิสัยและความคุ้นเคยที่จะต้องให้มีอะไรทำเพื่อให้บรรลุถึงอะไรที่เป็นผลลัพธ์สักหน่อย ไม่งั้นไม่มีกำลังใจ แค่นี้ก็ทำให้โลกุตรธรรมกลายเป็นโลกียธรรมไปแล้ว ว่าแล้วสัตว์ทั้งหลายก็โลดแล่นไปตามเกมกรรมฐานด้วยตัณหาและมานะแห่งตน..จนกว่าจะชนตอเกิดปัญญานั้นแหละ

อ่านไม่ผิดหรอกครับ ที่ปฏิบัติกันอยู่นี่โลกียธรรมทั้งนั้น เมื่อไหร่ที่อ่านหรือฟังโลกุตรธรรมแล้วเอาไปตีความ เมื่อนั้นมันจะกลายเป็นโลกียธรรมไปทันที คือต้องทำเอา ไม่ต่างอะไรกับไปเข้าฟิตเนส ยิ่งฝึกก็ยิ่งเป็นอัตตาในธรรม มานะในธรรม อย่าสอนเลยประเภทที่บอกว่าให้ดูตัวเอง อย่าไปดูคนอื่นจะเกิดมานะ ดูตัวเองก็เกิดมานะเหมือนกัน ตัวเองมีที่ไหน อนัตตาอยู่แล้วทั้งนั้น ดูขึ้นมามันก็มี story อันเกิดจากการปรุงแต่งธรรม เป็นโมหะอวิชชาไปเสียเอง เป็นมานะในการดู เป็นสักกายทิฏฐิในการดูอีก แล้วมันจะเอาอะไรมาละสักกายทิฏฐิได้เล่าในเมื่อไปเจริญมันเต็มๆแบบนี้

แจกแจงกันขนาดนี้แล้ว คนเข้าใจก็คงเข้าใจน่ะนะ แต่ใครจะยึดใครจะหนาต่อไปอีกสักพุทธันดรก็ตามสะดวกนะจ๊ะ ยังไงก็เป็นอมตะอยู่แล้วสังสารวัฏนี้(ฮา)

No comments:

Post a Comment