Sunday, March 3, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม ภาค 3: ตอนที่ 9 องค์รวมแห่งสัจธรรม

ผมเชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ไปปฏิบัติธรรมในหลักสูตรประเภทดูอาการ เอ๊ย เก็บอาการ เอ๊ย เก็บอารมณ์ 7 วัน 9 วันกันมาบ้างแล้ว เพียงแต่พอออกจากหลักสูตรมา ก็กลับไปมั่วเหมือนเดิม ปีหนึ่งๆก็เลยต้องกระเสือกกระสนหาเวลาไปปฏิบัติธรรมสัก 7 วัน หลีกหนีความวุ่นวายสู่ความสงบ จนบางคนเสพติดถึงขนาดที่ต้องไปบ่อยๆเพราะโลกภายนอกนั้นยุ่งเหยิงจนแทบจะทนไม่ได้อยู่แล้ว

และในที่สุดหลักสูตรปฏิบัติธรรมจึงเป็นได้แค่เพียงหลักสูตรล้างพิษทางใจหรือเอาไว้พักร้อนชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น คือแทนที่จะเอาใจไปเกาะของร้อนทางโลก ก็เอาใจมาเกาะของเย็นทางธรรมแทน แล้วก็หลงทึกทักเอาว่า สัจธรรมแห่งพระพุทธเจ้านั้นทำให้เย็นจริงๆ หารู้ไม่ว่าสัจธรรมที่แท้นั้นพาให้พ้นจากทั้งทางโลกทางธรรม พ้นไปจากทุกโมหะอุปาทาน แล้วมันจะยิ่งกว่าเย็นเสียอีก

นี่คือเหตุผลที่วัดร่มโพธิธรรมไม่มีหลักสูตรปฏิบัติธรรม ที่ต้องมานั่งเก็บอารมณ์อมอาการเพื่อให้ดูดี หรือส่งการบ้านในการปฏิบัติแต่อย่างใด เพราะมันเป็นการสร้างกรอบขึ้นบังคับโลกียวิสัย อุปโลกน์พิธีกรรมขึ้นมาให้เกิดความแตกต่างระหว่าง "ในหลักสูตร" และ "นอกหลักสูตร" จนกลายเป็นความคาดหวังในการปฏิบัติหรือตัณหาที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ก็โดยความเป็นจริงที่ว่า ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นธรรมโดยธรรมของมันเองอยู่แล้วตลอดเวลา

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่แล้วตลอดเวลาไม่มีเว้น มันไม่ได้เว้นวรรคให้ใครหรอกนะว่า ทุกอย่างอยู่ใต้กฏไตรลักษณ์เฉพาะตอนที่คุณอยู่ในห้องกรรมฐาน แต่ทุกอย่างแม้กระทั่งกายใจของทุกๆคน ก็ล้วนอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์อยู่แล้วตลอดเวลาทุกที่ทุกขณะ แม้คุณจะไม่เคยเข้าหลักสุตรปฏิบัติธรรมหรือจะเป็นศาสนาอื่นก็ไม่เว้น ดังนั้น มันจึงไม่ใช่การที่จะไปจัดเป็นหลักสูตรปฏิบัติลัดเร็ว เข้มข้น นิพพาน 3 วัน 7 วัน อริยะเร่งด่วนอะไร เพราะเรื่องแบบนี้มันเร่งเอาไม่ได้เลย สร้างได้แต่ตัณหาอุปาทานในการหันซ้ายหันขวาเท่านั้น

นอกจากจะทำให้เกิดการแบ่งแยก เพ่งเล็ง กดข่ม และตั้งเอาในผลการปฏิบัติแล้ว หลักสูตรการปฏิบัติก็ยังทำให้นักปฏิบัติทั้งหลายพยายาม "แบ่งแยก" เวลาให้ทางธรรม เหมือนการเข้ายิมฝึกฝนจิตตนเอง(จิตก็ไม่ใชตัวเราแล้วจะเอาอะไรไปฝึกล่ะจ๊ะ) เสร็จแล้วก็ไปหลงวนทำกรรมในทางโลกต่อ และนี่ทำให้การปฏิบัติธรรมเป็นเพียงการพักร้อนทางจิตวิญญาณ หรือการเพาะใจ(เหมือนเพาะกาย) ก่อนที่จะไปหลงลุยสร้างกรรมทางโลกไปเรื่อยๆ

ก็แหงล่ะครับที่ผู้ปฏิบัติธรรมจะเกิด "กำลังใจ" ในการสู้ชีวิตหลังหลักสูตรการปฏิบัติ เพราะไปฝึกจิตซะขนาดนั้นมันก็มีบ้างที่ทำให้เกิดกำลังจิตกำลังใจขึ้นมาดันตัณหาให้ไปข้างหน้าอีก

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วผู้ใดที่ปรารถนาพระนิพพาน ก็ต้องสละครับ สละตัวมันเองในจิตในใจ สละตัวมันเองในรู้ในเห็น หมดห่วง หมดกังวลต่อสิ่งต่างๆที่ผูกพันเกี่ยวพันร้อยรัดเป็นสังโยชน์ มันจึงเป็นไปได้ยากที่ใครสักคนจะตรงต่อเนื้อหาพระนิพพานในขณะที่ยังยึดติดเหนียวแน่นกับสิ่งต่างๆทั้งภายในภายนอกอยู่

สัมมาสติและสัมมาสมาธิจะเกิดเองเป็นเองหลังคลายจากอุปาทานออกจนตรงต่อพระนิพพานครับ ไม่ใช่ไปฝึกเอาทำเอา

หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ท่านจึง"ลบ" เลือนขอบเขตแห่งการปฏิบัติทิ้งไปโดยสิ้นเชิง ไม่ให้มีหลักสูตร ไม่ให้มีกำหนดระยะเวลา และที่สุดคือไม่ให้มีการปฏิบัติ เพราะทุกอย่างที่ว่ามานี้ล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างอุปาทานให้ผู้ปฏิบัติทั้งหลายให้หลงสาละวนอยู่กับการทำตัวทำใจ เร่งความเพียรพยายามเก็บชั่วโมง ทำให้มาก เจริญให้มาก จนกลายเป็นหมกมุ่นมากๆ โดยไม่รู้ว่าโดนตัณหาสนตะพายให้กินหญ้าอยู่ แถมยังไปประยุกต์ใช้การบังคับสติในชีวิตประจำวัน คอยประคองคอยเพ่งจ้องเอาสติไปทำงานแล้วก็เอาแต่ปีติว่าธรรมะดีอย่างโน้นอย่างนี้ สติแบบนี้เอาไว้แบกข้าวสารพอได้ครับ แต่จะให้บรรลุธรรมคงต้องรอแบบไม่มีกำหนด

หลวงพ่อท่านจึงเน้นให้ทุกคนตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมแห่งพระนิพพานแบบฉับพลันทันที ไม่ต้องคอย แม้ในท่ามกลางวิบากกรรมวุ่นๆ ก็ให้มันไร้ตัวตนซ้อนลงไปในปรากฏการณ์ สภาวการณ์ต่างๆ ไม่ใช่จำกัดแค่ตรงต่อสัจธรรมตอนอยู่ในวัด พอออกไปนอกวัดก็ไปสาละวนซ้อนธาตุขันธ์อีก ซึ่งหลวงพ่อท่านก็จะมีประโยคหรือคำพูดที่สามารถล้างโมหะให้คลายออกจากความติดขัดข้องคาเสมอๆ เพื่อให้การคลายตัวเองเป็นไปได้อย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะอยู่หรือไม่อยู่ในวัดร่มโพธิธรรมก็ตาม

ด้วยอุบายที่เด็ดขาดเองที่ทำให้ผู้คนทั้งหลายคลี่คลายจากตัวตนอย่างรวดเร็ว ไม่แบ่งโลกกับธรรมออกจากกัน ไม่อุปาทานเอาการปฏิบัติเป็นประมาณ เพราะถึงที่สุดแล้ว สิ่งต่างๆทั้งหลายไม่ว่าจะภายนอกหรือภายในก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องร้อยรัดกลายเป็นสังโยชน์ 10 ทั้งนั้น หลวงพ่อท่านจึงให้สละตัวมันเองในอะไรๆ คืออะไรๆก็กรรมทั้งนั้น ขยับตัวนิดเดียวก็กรรม ยิ่งทุกวันนี้เราอยู่ในยุคสมัยที่ส่งเสริมกรรมอนุสัยกันอย่างเต็มที่ด้วยแล้ว การบรรลุธรรมจึงกลายเป็นเรื่องยากในทันที ท่านจึงต้องให้ความเด็ดขาดกับผู้ฟังไปก่อนในทุกๆสถานการณ์จะได้ไม่เอ้อระเหยจมแช่ติดคาอยู่กับสภาวะธรรมทั้งหลาย ติดคาอยู่แต่ในมายาแห่งสมมติที่ปิดบังสัจธรรมความเป็นจริงอยู่

ผู้ที่ได้ฟังสัจธรรมบ่อยๆ ความเป็นตัวตนในจิตมันก็จะคลายออกเองโดยอัตโนมัติ ตื่นออกจากสมมติซ้อนในสภาวะทั้งหลายโดยอัตโนมัติ ตัวตนที่ซ้อนในธรรมทั้งหลายก็จะเบาบางลง จะสัมผัสได้ถึงความโล่งโปร่งเบา หรือบางท่านก็อาจจะโพล่งสว่างขึ้นทันทีก็มีได้ ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องไปวัด ต้องไปนั่งฟังหลวงพ่อเทศน์ใกล้ๆก่อนถึงจะสว่างได้ คนฟังที่เปิดใจเข้าใจในสัจธรรมก็สว่างได้ตรงนั้นทันทีแบบไม่จำกัดกาลหรือสถานที่

ไม่เฉพาะแค่สัจธรรมที่มาในรูปแบบเสียงเทศนาเท่านั้น บางครั้งบางคราวผู้ที่ฟังสัจธรรมทั้งหลายก็อาจจะมีนิมิตรเห็นหรือได้ยินเสียงหลวงพ่อไปโปรดถึงที่ก็มี ท่านก็จะให้ประโยคที่ช่วยคลี่คลายตรงนั้นเดี๋ยวนั้นทันที และสำหรับผู้มีอธิวาสนาเองก็อาจจะถูกภาคทิพย์สร้างสถานการณ์จัดฉากให้คลี่คลายออกจากความยึดติดบางอย่างด้วยซ้ำไป

นี่คือองค์รวมของสัจธรรมที่ไม่ได้แบ่งแยกโลกและธรรมออกจากกัน เพราะการหลุดพ้นจากสมมติมันต้องเป็นไปทั้งระบบ ไม่มีเว้นวรรคกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ หรือภพภูมิใดภพภูมิหนึ่งโดยเฉพาะ แต่การโปรดสัตว์ในยุคนี้ เป็นไปพร้อมๆกันทั้งในภาคทิพย์และภาคหยาบอย่างเป็นระบบ

ด้วยเหตุนี้เองที่หลวงพ่อท่านจึงมักจะถามท้าทายอยู่เสมอว่า กล้าหรือเปล่าที่จะทิ้งตัวเอง เพราะตัวเองนั้นก็คือทั้งหมดการหลงปรุงแต่งในรู้(ก็ไอ้ที่เกิดเป็นเรื่องราวเป็นตุเป็นตะจากการปรุงแต่งนั่นแหละครับ โมหะตัวเป้งๆเลย)

และผมก็ขอย้ำเหมือนเดิมก่อนจบ ลีลาธรรม มายากรรม ภาค 3 นี้ ว่าคุณกล้าหรือไม่ที่จะทิ้ง(อุปาทานใน)รู้?

ถ้ากล้าทิ้ง กล้าปล่อย เดี๋ยวมันก็จะข้ามโคตรปุถุชนไปเองโดยไม่ต้องทำอะไรเลย แถมจะยิ่งกว่ารู้และเข้าใจสัจธรรมที่ใช้โลกียปัญญาคุ้ยๆเขี่ยๆอย่างที่ผ่านมาเสียอีก

No comments:

Post a Comment