Sunday, March 3, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม ภาค 3: ตอนที่ 8 มหาสัมปชัญญะแห่งอริยะ

เขียนเกี่ยวกับสติมาเยอะแยะแล้ว แต่ดันลืมเขียนเรื่องสัมปชัญญะไปได้ยังไงก็ไม่รู้ ซึ่งส่วนใหญ่ที่พูดถึงสัมปชัญญะมักจะแทรกอยู่ในบทความต่างๆเสียมากกว่า

ท่านใดที่ตามอ่านมาโดยตลอด ก็จะเข้าใจแล้วว่าสติแห่งอริยะนั้น ไม่มีการบังคับ ควบคุม เกิดและดับเองตามเหตุปัจจัย ไม่มีอัตตาซ้อนลงไปในสติ รู้ก็ของมันเอง แล้วก็ดับเอง เป็นการรู้เปล่าๆแบบไม่มีความหมายในการรู้อะไร มันจึงไม่ต่อเนื่องไปดึงข้อมูลจากสัญญาความจำและนำไปปรุงแต่งต่อจนเกิดเป็นสังสารวัฏ เรียกว่าสติอริยะนั้นเป็นมโนธาตุอิสระที่ทำงานของมันเองอย่างอัตโนมัติ ซึ่งไอ้ความที่มันทำงานอย่างอัตโนมัตินี่เอง สติอริยะจึงมีความยืดหยุ่นอย่างที่สุด อิสระอย่างที่สุด และกว้างขวางอย่างที่สุด ไร้เพ่ง ไร้เผลอ เพราะไม่ได้ไปบังคับมัน ซึ่งความยืดหยุ่นเป็นอิสระอย่างที่สุดของสติอริยะนี้เองที่เรียกว่า สัมปชัญญะแห่งอริยะ

ถ้าใครเคยได้ยินหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านพูดว่า ก็ให้มันกว้างออกไป วะออก กว้างออก อย่ามาจุ้มๆ จดจ่ออะไร นี่แหละที่ท่านกำลังพูดถึงมหาสัมปชัญญะแห่งอริยะ คือมันรู้ของมันเองอย่างอิสระ ไร้การบังคับ สติมันจึงยืดหยุ่นอย่างที่สุด

ผิดกับหลักสูตรวิปัสสนากรรมฐานที่สอนๆกันให้รู้สึกตัวทั่วพร้อม บางสำนักก็สอนให้ไล่ความรู้สึก พอบอกให้ทำความรู้สึกตัวขึ้นมาก็ไปอุปาทานเอาความรู้สึกทั้งหลายในร่างกายพร้อมๆกันแล้วก็นึกว่าการทำแบบนั้นคือการทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมหรือสัมปชัญญะ แบบนั้นมันไม่ใช่สัมปชัญญะนะครับ เป็นเพียงอุปโลกน์อุปาทานไปบนผัสสะอายตนะเท่านั้น ซึ่งถ้าสติอริยะทำเอาไม่ได้ สัมปชัญญะที่แท้จริงก็ไม่ได้เกิดจากการบังคับเอา ทำเอา ปฏิบัติเอาเหมือนกัน

แล้วมหาสัมปชัญญะแห่งอริยะนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด?

มหาสัมปชัญญะแห่งอริยะนั้นเกิดขึ้นเมื่อปล่อยให้สติมันทำงานของมันเอง ไร้การควบคุม ไร้การบังคับกดข่มหรือเลือกดูเลือกรู้ ไม่พยายามจะไปคอยประคองรู้ ไม่พยายามไปประคองให้มันไม่เพ่ง ไม่พยายามไปประคองให้มันไม่เผลออะไร เพราะเกณฑ์ที่จะไปตัดสินว่าเพ่งหรือเผลอมันก็มาจาก "ตัวเอง" นั่นแหละ ตัวเองที่เรียกว่า สักกายทิฏฐินั่นเอง

ซึ่งพอสติมันพ้นออกจากการบังคับควบคุมโดยสักกายทิฏฐิแล้ว มันก็จะเป็นเนื้อหาอริยะ ซึ่งทุกอย่างจะเป็นไปโดยอัตโนมัติของมันเอง มหาสติก็เกิดเองมหาสัมปชัญญะแห่งอริยะก็เกิดเองพร้อมกันฉับพลัน โดยที่ไม่ต้องเข้าไปทำสติ ทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมแต่อย่างใด

สติอริยะนั้นไม่ต้องไปเลือกว่าต้องไปรู้สภาวะที่ชัดที่สุด เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่สติมันทำงานอัตโนมัติของมันเอง มันจะไม่มีการเลือกในสภาวะว่าจะต้องรู้อะไร มันจะรู้อัตโนมัติของมันเองเลย ก็การเลือกที่จะรู้นั่นแหละคือการหยุดเพื่อที่จะปรุงแต่งแล้วว่า อันไหนชัด ก็ถ้าอันไหนชัดมันก็หลงอุปาทานตัวเองไปแล้ว ที่เหลือไม่ต้องคิดต่อเลยว่ามันจะอริยะยังไง

ซี่งการที่หลักสูตรวิปัสสนาแทบทุกสำนัก มักจะสอนกันให้คลำ "หา" ความรู้สึกที่รู้ตัวอย่างอิสระให้เจอ หรือคลำหาความรู้สึกที่มันจะรู้ได้อย่างเป็นกลาง การที่สอนกันแบบนี้ก็เพราะว่าไม่เข้าใจเนื้อหาของมหาสติและมหาสัมปชัญญะว่าเกิดจากอะไร จึงพยายามเข้าไปทำเพื่ออุปโลกน์มันขึ้นมา แล้วก็ยึดเอาเป็นแนวทางปฏิบัติ คนสอนก็สอนผิด คนเรียนก็ไม่รู้หรอกว่ามันใช่ที่เขาสอนกันหรือเปล่า ก็ได้แต่เออออกันไปเรื่อย

การเข้าไปคลำหรือไปทำความรู้สึกขึ้นมา เป็นพียงการหาอุปาทานให้สติเท่านั้น ไม่ได้เกิดมหาสติและมหาสัมปชัญญะอย่างแท้จริง แต่ที่ส่วนใหญ่ต้องสอนกันแบบนั้น ก็เพราะคนสอนอนุมานเอาจากสภาวะที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าของตน ซึ่งจริงๆแล้วสภาวะธาตุสภาวะธรรมทั้งหลายมันก็ไม่ใช่อะไร มันก็เป็นธรรมชาติของมันอยู่อย่างนั้น เกิดดับ เปลี่ยนแปลงไป ไม่เป็นตัวตน ก็ถ้าไม่เป็นตัวตนแล้วจะเอาอะไรไปเป็นประมาณได้เล่าว่าอันนี้เป็นสัมปชัญญะอันนี้ไม่เป็น เพราะสติจริงๆนั้นรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของธาตุธรรมโดยบริสุทธิ์ของมันเอง มันจึงไม่ปรุงแต่งว่าเป็นอะไร มันจึงไม่จำว่ารู้หรือเห็นอะไรไปบ้างแล้ว และเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร คือถ้ารู้ถึงขั้นนั้นมันก็กลายเป็นการปรุงแต่งในสติไปเรียบร้อยแล้ว เกิดรูปเกิดนามเกิดเป็นสังสารวัฏเรียบร้อยแล้ว

พอคนสอนเข้าไปสังเกตสภาวะของตนเพื่อเอาไปสอนศิษย์ สุดท้ายก็ต้องสอนไปตามที่สังเกตเอาได้จากความรับรู้เชิงโลกียวิสัยจากผัสสะอายตนะทั้งหลาย ซึ่งเป็นสภาวะที่ไม่ใช่อะไร ไม่มีความหมายอะไร เพราะนิพพานนั้นไร้รูปไร้นาม ไร้ลักษณ์ อธิบายไม่ได้ พอสอนให้ไปหาสภาวะที่มันไม่ใช่อะไร ได้แต่อนุมานเอา คนฟังคนเรียนก็ได้แต่พยายามควานหา "สภาวะ" ที่ว่าให้เจอแล้วก็ยึดเกาะเอาเป็นอารมณ์ภาวนาไปโดยที่ไม่รู้ว่าไอ้สภาวะนั้นมันก็ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้ว จะไปหาสาระอะไรจากสภาวะธรรมทั้งหลายได้อีก

สัจธรรมจริงๆจึงไม่ใช่บอก ไม่ใช่สอนให้ใครอุปาทานเอาอะไรเป็นอารมณ์ แต่ให้ปลงจิต ปลงใจ ปลงการอุปาทาน ปลงการยึดเกาะต่อสภาวะธรรมทั้งหลายลง สัจธรรมที่ถ่ายทอดจึงมีแต่การล้างแง่มุมของปัญญาของทิฏฐิที่ติดคาอยุ่ให้หมด พอหมดแง่มุม มันก็จะเกลี้ยงเอง มันจะพิสุทธิ์ไปเอง กว้างขวางออกเอง หมดตัวหมดตนไปเอง ว่างไร้จากตัวตนไปเอง เป็นมหาสติ มหาสัมปชัญญะไปเอง จะเอาอะไรมาเป็นประมาณไม่ได้ ถ้าหาสภาวะอะไรมารองรับ มาเป็นประมาณเมื่อไหร่ มันจะอุปาทานเกิดภพเกิดชาติขึ้นมาทันที แล้วจะเอาตรงไหนเป็นสติ เป็นสัมปชัญญะได้อีกเล่า ก็ที่อุปาทานเข้าไป มันก็คือการจมแช่อยู่กับสภาวะทั้งหลายแห่งตัวตนนั่นเอง

ก็ปล่อยสติให้มันทำงานของมันเอง เพราะรู้คือหน้าที่ตามธรรมชาติของมันอยู่แล้ว ไม่ต้องไปบังคับรู้ซ้ำลงไปอีก มันก็รู้ของมันเอง ถ้าไปบังคับก็จะเกิดความหมายในรู้ขึ้นมา แบบนั้นก็ปรุงแต่งไปเรียบร้อยแล้ว เป็นตัวตนในการรู้ไปเรียบร้อยแล้ว

ถ้ายังมีตัวตนซ้อนรู้ไปเรื่อยๆ แบบนี้ พนันได้เลย ต่อให้อีกสิบกัปป์ กี่สิบพุทธันดรก็ไม่จบ

No comments:

Post a Comment