Sunday, March 3, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม ภาค 3: ตอนที่ 7 สังโยชน์ 10 ภาค 6

มาต่อด้วยสังโยชน์ข้อที่ 9 ว่าด้วยความฟุ้งซ่าน

9. อุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่าน

ความฟุ้งซ่านเกิดจากอะไร?

ความฟุ้งซ่านเกิดจากการที่มันพยายามจะหาที่ยึดเกาะเป็นชิ้นเป็นอัน แต่มันหาไม่ได้ ก็ได้แต่ซัดส่ายไปพยายามจะหา ซึ่งอาการฟุ้งซ่านนี้ นักปฏิบัติส่วนใหญ่จะแก้ไขด้วยการเพิ่มกำลังสมาธิ ใส่พลังเข้าไปให้จิตมันมีกำลังในการยึดเกาะ(อุปาทาน) ซึ่งมันก็แก้ไขได้เป็นครั้งๆไป หมดแรงสมาธิก็เอาอีก ด้วยเหตุนี้ นักปฏิบัติจึงต้องทำสมาธิอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะดับสภาวะความฟุ้งซ่านนี้ แล้วมันก็จะทำให้ดูเหมือนว่าสามารถตัดอุทธัจจะลงไปได้แล้ว แต่นักปฏิบัติหารู้ไม่ว่า อุทธัจจะนั้นมีเหตุจากการที่มันพยายามเป็นอัตตาขึ้นมานั่นแหละ มันจึงแส่ส่ายหาที่ยึดเกาะ พอเกิดอัตตาในสภาวะธรรมใดขึ้นมาจนนิ่งแล้วไอ้อาการฟุ้งซ๋านจึงหายไปชั่วคราว ย้ำว่าชั่วคราวนะครับ เพราะถ้ายังมีตัวตนในอะไรๆมันก็พร้อมจะฟุ้งซ่านตลอดเวลา

สำหรับความฟุ้งซ่านอันเกิดจากการคลายตัวเองนั้นเกิดขึ้นเมื่อ อัตตาหรือุปาทานต่อสิ่งต่างๆเริ่มเบาบาง มานะเริ่มจางคลายลง ไอ้อนุสัยเก่าๆของแต่ละท่านก็จะตีรวนขึ้นมา บางท่านเจริญปัญญามาเยอะ มันก็จะเกิดอาการวิจัยธรรมบ้าง ปรุงแต่งในธรรมทั้งหลายบ้างจนฟุ้งซ่าน แส่ส่ายไปหมด เบื่อๆอยากๆ พะอืดพะอมสิ้นดี เรียกว่าเคยไปเจริญอะไรไว้มันก็จะออกมาล้างกันเป็นระยะๆ ซึ่งจริงๆไอ้ความฟุ้งซ่านนี้ไม่ได้ออกมาเป็นลำดับท้ายๆแบบที่เรียงเอาไว้ แต่มันจะคลายของมันออกมาเรื่อยๆตามลำดับ สลับหรือคละกับสภาวะอื่นๆที่ตีขึ้นมา

แต่ถึงจุดหนึ่งที่มันจะทิ้งธรรม หรือทิ้งที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวลำดับท้ายๆ อย่างพระรัตนตรัย หรือสิ่งที่รัก แม้จะเข้าใจแล้วว่ายึดไม่ได้ แต่มันก็จะเกิดอาการซัดส่าย ฟุ้งซ่าน พยายามจะหาสิ่งยึดเหนี่ยว เป็นธรรมดาของมัน ทำให้บางทีก็เกิดอาการสองจิตสองใจ จะเลือกไม่เลือก จะอย่างไรดี แบบไหนดี ยึดไม่ยึด เอ๊ะหรือเรายึดหรือเปล่าวะ พอเริ่มฟุ้งซ่านมันก็จะเอ๊ะอ๊ะไปหมด สิ่งที่จะช่วยได้ก็คือความเด็ดขาด จะฟุ้งก็ช่างมัน ไม่ต้องไปเลือกในสภาวะใด เพราะมันก็ไม่ได้เลือกจริง เป็นแต่เพียงการหลงปรุงแต่งไปเองว่าเลือกได้ทั้งนั้น ก็ช่างมัน ปล่อยให้มันเกิดเองดับเองนั่นแหละ ไม่ต้องไปอะไรๆกับมัน มันจะผ่านหรือไม่ผ่านก็ช่าง จะคลายหรือไม่คลายก็ช่าง ไม่ต้องดิ้นรนที่จะแก้อะไร ยอมให้หมดใจ ยอมชนิดที่ว่าชีวิตนี้ถ้ามันจะดับลงก็ช่างมันเลย เพราะบางทีมายาที่ตีขึ้นมาหลอกเรานั้น ก็เนียนมากๆ ขนาดที่พาเราหลงไปปรุงแต่งอะไรได้ตั้งมากมาย

หรือบางทีก็หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านก็ออกอุบายลวงให้ความความยึดติดที่หลบซ่อนตัวอยู่ตีขึ้นมา เพื่อที่จะล้างให้มันคลายออกก็มี

ความฟุ้งซ่านนั้นมาพร้อมๆกับอนุสัยเก่าๆเดิมๆของเราเอง ขึ้นกับว่าเจริญจิต เจริญสมาธิ เจริญทิฏฐิปัญญามามากแค่ไหน มันก็จะฟุ้งซ่านไปตามปริมาณและลักษณะกรรมเก่าที่ตีกลับขึ้นมา แต่หากว่าถ้าอนุสัยเด็ดขาดอยู่แล้ว มันก็จะไม่ค่อยมีความฟุ้งซ่านเท่าไหร่ แม้มันจะเกิดขึ้นบ้างแต่ก็จะผ่านไปอย่างรวดเร็ว สำคัญคืออย่าไปผลักไสมัน อย่าพยายามไปดับมัน มันก็เป็นสภาวะธรรมแบบหนี่งที่ไม่มีความหมายอะไร ก็ช่างมัน แต่สัจธรรมไม่ใช่การปฏิเสธสภาวะนะครับ สภาวะนั้นมีอยู่แต่เราก็นอกเหนือความหมายแห่งความเป็นสภาวะใดๆไปเลย

มาถึงข้อสุดท้ายอันเป็นด่านที่ทุกคนปรารถนาจะก้าวข้ามไปให้ได้ในชาตินี้ นั่นก็คือ

10. อวิชชา ซึ่งในวิกิพีเดียนั้นแปลเอาไว้ว่า คือ ความไม่รู้จริง

แต่ที่สุดแล้วก็ไม่ได้บอกว่าต้องรู้ "อะไร" จริงถึงจะล้างอวิชชาได้

ถ้าแปลคำว่า อวิชชา เป็น ความไม่รู้จริง มันก็จะเกิดปัญหาและตัณหาทำให้ผู้ปฏิบัติหรือชาวพุทธทั้งหลายวิ่งแสวงหาที่จะรู้จริงให้ได้ ก็เลยกลายเป็นศาสนาแห่งปัญญาไป เจริญปัญญากันทั่วบ้านทั่วเมือง เจริญปัญญาจนทุกแง่ทุกมุมแล้วก็ยังไม่จบ ขนาดที่รู้หมดล่ะว่าอรหันต์จิตจะดับไม่เหลือ แต่ตัวเองก็ดับจิตไม่ได้ พยายามแล้วพยายามอีก บางคนปฏิบัติไปจนเกิดอาการ "ว่าง" ไปหมด ซึ่งกลายเป็นว่าเป็นการ "ว่างจากสภาวะ" คือวางสภาวะทุกอย่างหมดแล้วเหลือ"ตัวเอง"(สักกายทิฏฐิ)โด่เด่อยู่อย่างนั้นท่ามกลางสภาวะทั้งหลาย ประมาณว่า รู้ เห็น นั่นไม่ใช่เรา นี่ก็ไม่ใช่เรา ก็เลยนึกเอาว่ากูจบแล้วโว้ยกันเป็นแถว นั่นไงมีกูขึ้นมาดู ขึ้นมาสรุป ขึ้นมาจบอีกแล้วตลอด หารู้ไม่ว่า "กู" ที่ไปพิจารณาธรรมจนซาบซึ้งถึงทรวงนั่นแหละคือตัวไม่จบเองเลย

อวิชชานั้นจริงๆคือ โมหะหรือความหลงครับ ความหลงนั้นเกิดขึ้นทุกครั้งที่เกิดการปรุงแต่งเป็นจิตขึ้นมา ซึ่งความหลงนี้มันยอกย้อนมาก ไปคิดเอาวิเคราะห์เอาในเชิงตรรกะไม่ได้เลย กระดิกอะไรขึ้นมานิด มีความหมายในความเป็นนั่นนี่ขึ้นมาหน่อยก็เอาแล้ว หลงไปอีก มันล็อคตายหมด ทำอะไรไม่ได้แม้แต่นิดเดียว

ผู้ปฏิบัติธรรมทั้ง 100% นับรวมถึงผู้ที่ได้ฟังสัจธรรมด้วย ก็พยายามอย่างยิ่งที่จะหมดหลง พยายามฟังสัจธรรมเพื่อล้างโมหะและพ้นจากอวิชชาให้ได้ บางคนถึงขนาดนั่งวิจัยธรรมกันเลย่วา แบบนี้หลง แบบนี้ไม่หลง ซึ่งแค่คิดว่าจะวิจัยธรรมก็หลงไปแล้ว จะไปหาความหมายอะไรกับสภาวะธรรมทั้งหลายที่ไม่ใช่อะไรอีกเล่า

ซึ่งอันที่จริงแล้วถ้าวางใจได้อย่างเด็ดขาดตั้งแต่แรก มันก็ไม่ต้องไปหลงวิจัยธรรมอะไรแล้วล่ะครับ ง่ายนิดเดียววางใจกับทุกเรื่องแม้กระทั่งจะนิพพานหรือไม่นิพพาน มันก็พ้นจากอวิชชาตรงนั้นเดี๋ยวนั้นทันที แต่โดยอนุสัยเก่าที่เจริญกายเจริญจิตเจริญปัญญากันมาอย่างหนักหนาสาหัส มันก็อดไม่ได้ที่จะวิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ ลังเลสงสัยบ้างเป็นเรื่องปกติธรรมดา ซึ่งสิ่งที่เหนียวแน่นเหล่านี้เอง ที่ยังทำให้ไม่หลุดพ้นอย่างบริบูรณ์ ก็ให้มันคลายออกมาเอง ไม่ต้องไปทำอะไรให้หายหลงอีก มันไปเร่งเอาไม่ได้เลย เพราะแค่ไปลงมือทำอะไรให้คลายให้ว่างก็หลงแล้ว ทุกสรรพธาตุ สรรพธรรมมันจะคลายของมันเอง หมดหลงก็ของมันเอง นิพพานก็ของมันเอง ไม่ใช่มีเราไปนิพพาน

และเมื่อไหร่ก็ตามที่พ้นไปจากอวิชชาแล้ว มันจะพ้นจากวิชชาไปด้วยเลย หมดโง่หมดฉลาด นั่นก็คือ นิพพาน ซึ่ง "ว่างจากตัวตน" ในทุกสภาวะ ไม่เลือกสภาวะอะไร ไม่เลือกแม้กระทั่งสังสารวัฏหรือนิพพาน เพราะมันไม่มีความแตกต่างอะไร "ว่างเปล่า"จากความหมายอยู่แล้ว ก็เลยไม่มีจิตเกิดดับกับอะไร พ้นเกิดดับทันที พ้นจากกฏไตรลักษณ์ทันที เพราะที่สุดแล้วมันไม่มีความแตกต่างกันเลยแบบที่เราเข้าใจ สัจธรรมจริงๆนั้นถึงขนาดที่ว่า หลงหรือไม่หลงก็ไม่แตกต่าง นิพพานหรือสังสารวัฏก็ไม่แตกต่าง จะยึดหรือไม่ยึดก็ไม่แตกต่าง มันขาดหมดจากความหมายแห่งสมมติ เรียบไร้เสมอกัน แม้กระทั่งไร้หรือไม่ไร้ อัตตาหรืออนัตตาก็หมดความหมาย มันจึงหมดห่วงหมดกังวลกับอะไรๆอีก เป็นอิสรภาพที่แท้จริง พ้นไปจากความหมายแห่งสมมติจริงๆ ซึ่งบางท่านที่คิดว่าเข้าใจสัจธรรม มันจะไปแอบยึดอยู่ฝั่งเดียว โดยผลักไสสภาวะที่ทำให้หลง ผลักไสความเป็นสังสารวัฏ ผลักไสสภาวะของความอึดอัดขัดเคือง ซึ่งถ้าแจ้งจริงๆ มันไม่มีอะไรเป็นอะไรแม้แต่นิดเดียว มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้นเป็นธรรมโดยธรรมอยู่เองแล้วแบบไม่มีความหมายในความเป็นอะไรเลย จึงไม่ต้องห่วงหรือกังวลใดๆอีก เรียกว่านอกเหนือทุกสภาวะธรรม มีก็เหมือนไม่มี มีก็ชั่วคราว ไม่มีก็ชั่วคราว ยึดก็ชั่วคราว ไม่ยึดก็ชั่วคราว แต่ก็ไม่มีความหมายอะไร ที่สำคัญคือไม่ติดขัดข้องคากับอะไรเลย ไม่เอ๊ะอ๊ะว่าหลงหรือไม่หลง ทะลุทะลวงกับทุกสภาวะ

ถึงตรงนี้หลายคนคงงงและสับสน ว่าอ้าวที่ตามหานิพพานมาชั่วชีวิตนี่ก็เป็นเรื่องหลอกลวงน่ะสิ จริงๆถ้าไปคิดวิเคราะห์ วิจัยเอาก็งงแบบที่ว่านั่นแหละครับ เพราะวิจัยเอาบนความหลงมันก็ไม่รอดหรอก จริงๆมันไม่มีอะไรหลอกอะไรหรอกครับ โมหะมันหลอกตัวเองเรื่อยๆนั่นแหละ หลอกเราว่ามันมีจุดเริ่มต้น หลอกเอาว่ามันมีจุดจบ หลอกเอาว่าต้องแสวงหา หลอกเอาว่าต้องทำความเพียรเพื่อให้มันจบ มันบรรลุ โดยหารู้ความจริงว่า ทุกอย่างเสื่อมไปเป็นธรรมดาในทุกๆขณะอยู่แล้ว โดยไม่มีความหมายอะไร ก็จบตรงที่มันไม่มีอะไรนั่นแหละ เรื่องบ้าๆบอๆทั้งหมดมันก็แค่ความฝันเรื่อยเปื่อย

ว่ากันจริงๆ แม้กระทั่งการปรุงแต่งเองก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริงด้วยซ้ำ เป็นเพียงสภาวะธรรมที่เกิดและดับเองตามปัจจัยเหมือนกัน ไร้ความหมายในความเป็นการปรุงแต่งโดยสิ้นเชิง เพียงแต่เราไปให้ค่าให้ความหมายมันเองมันจึงเป็นการปรุงแต่งขึ้นมา

พระอรหันต์นั้นท่านก็จบของท่านได้ แต่ไม่ใช่จบแบบว่า เราบรรลุแล้ว เราจบแล้ว เช็คทุกสภาวะเทียบเคียงกับคำครูบาอาจารย์แล้วอนุมานว่าเราจบแล้ว เพราะแค่คิดว่าเราบรรลุแล้ว เราจบแล้วก็ยังหลงเลย คือถ้าแจ้งจริงๆมันจะเข้าใจเลยว่า มันไม่มีอะไรบรรลุอะไร ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว จุดจบจริงๆเลยไม่มีปรากฏ จบหรือบรรลุอะไรนั่นก็หลงอุปโลกน์ อุปาทานในสภาวะหนึ่งสภาวะใดกันเอาเองทั้งนั้น นั่นแหละคือหมดอวิชชาหมดวิชชา มันไม่มีสาระอะไรจะให้ห่วงหาอาทรอีกต่อไปแม้กระทั่งนิพพาน

การแสดงออกภายนอกของพระอรหันต์นั้น ท่านก็ไม่ได้ขัดแย้งอะไรกับโลก สามารถเดินตามกฏกติกาทั้งหลาย ทำตัวเหมือนปกติ ไม่มีความแปลกแยกแตกต่างจากสภาวะทั้งหลาย เพราะหมดความหมายในการแบ่งแยก หมดสิทธิ์ที่เราจะไปอ่านเกมท่านเลย เพราะท่านจะเหลือเพียงกิริยาอาการภายนอกเท่านั้น เรียกว่ามีบทอะไรก็เล่นไปแต่ไม่อิน ไม่ไหลตามความเห็นความหมายไปดวย แต่จิตที่จะดำริขึ้นต่อภพต่อชาติมันหมดลงไปแล้ว เพราะหมดเชื้อที่จะอุปาทานในอะไรๆ ธาตุขันธ์ที่เหลือก็ทำงานไปโดยอัตโนมัติ จนกว่าจะหมดวาระกรรมก็ดับขันธ์ทันที

พระอรหันต์นั้นท่านจบได้เฉพาะตัว พอตรงเนื้อหาสัจธรรมแล้ว ท่านก็จะเลือกเก็บตัวไม่ให้เกิดกรรมเพิ่มในการต่อภพต่อชาติ ไม่ให้เกิดกรรมสัมพันธ์กับสรรพสัตว์อีก เรียกว่ากรรมท่านเบาบางแล้วก็สามารถจบได้ แต่ท่านใดที่กรรมยังพอมีต่อภพต่อชาติก็จะไปจบเอาภพชาติต่อๆไป (เรื่องพระอรหันต์นั้น ยังมีเรื่องราวนอกเหนือจากที่มีผู้บันทึกเอาไว้อีกมากมายนัก ซึ่งถือเป็นเรื่องอจิณไตย คือไปคิดเอาแบบปุถุชนก็ไม่สามารถเข้าใจได้จริง แถมยังจะสร้างอุปาทานผิดๆขึ้นมาด้วย)

ส่วนในบางท่านที่สามารถจบให้กับตัวเองได้และตรงต่อเนื้อหาของสัจธรรมแล้ว แต่มีปณิธานเก่าปรากฏออกมา ซึ่งอาจจะมาในรูปแบบของการระลึกได้บ้าง หรือกระทำไปโดยอัตโนมัติบ้าง ในการเกื้อกูลสังสารวัฏไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เหล่านี้ล้วนเป็นเนื้อหาของเหล่าพุทธภูมิที่ลงมาโปรดสัตว์ตามบารมีและภารกิจของตน ซึ่งพระโพธิสัตว์ที่มีเนื้อหาของพระอรหันต์เหล่านี้ก็อาจจะเป็นพระมหาโพธิสัตว์หรือพระอรหันตโพธิสัตว์ก็ได้ครับ แต่ไม่ต้องไปสนใจหรอก สนใจแต่เนื้อหาแท้ๆดีกว่า

สรุปคือสังโยชน์ทั้ง 10 ข้อ ล้วนเป็นเนื้อหาแห่งความยึดติดและโมหะอวิชชาความหลง ที่มีต่อสภาวะธาตุ สภาวะธรรมทั้งหลาย ที่มันไม่มีความหมายในความเป็นอะไรทั้งนั้น และจะคลายออกก็ด้วยการที่ไม่ต้องไปตั้งเอาอะไรกับสภาวะธาตุสภาวะธรรมทั้งหลายอีก ไม่ต้องไปมีความหมายอะไรกับอะไรในทุกๆสภาวะทุกๆขณะ มันจะเกิดก็ให้มันเกิดตามเหตุปัจจัย จะคลายก็คลายของมันเองไปตามเหตุปัจจัย แต่จะคลายออกโดยบริบูรณ์เมื่อไหร่ก็ช่างมัน เรื่องของมัน ไปกะเกณฑ์เอาอะไรไม่ได้เลย

และถ้าเข้าใจความหมายแห่งสังโยชน์อย่างถูกต้องก็จะพบว่า เราไม่สามารถที่จะไปปฏิบัติเพื่อที่จะละจากสังโยชน์ได้แม้แต่น้อย เพราะการละสังโยชน์มีวิธีเดียวก็คือ การคลายออกจากอุปาทานอันเหนียวแน่นในจิตต่อตัวมันเองและสิ่งต่างๆทั้งสภาวะแห่งรูปธรรมและนามธรรม จะไป "ทำ" ไป "วาง" ไป "ปล่อยวาง" ให้มันคลายไม่ได้เลย เพราะการหลงไปปฏิบัติก็เป็นการปฏิบัติเอาบนสักกายทิฏฐิ คือหลงเอาตัวเข้าไปทำ แล้วมันจะคลายออกจากสักกายทิฏฐิและสังโยชน์ได้อย่างไร

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านก็สรุปมาให้แล้วสั้นๆว่า "ไม่" แค่นั้น แต่ "ไม่" ในที่นี้ไม่ใช่การปฏิเสธสภาวะทั้งหลาย แต่หมายความว่า ไม่ต้องไม่ตั้ง ไม่อะไรกับอะไร ไม่อยู่แล้ว ไม่มีความหมายอะไรอยู่แล้ว ของจริงมันไม่เกิดไม่ดับไปกับสภาวะธรรมทั้งหลายอยู่แล้ว ไม่ไปข้องเกี่ยวกับสภาวะธาตุสภาวะธรรมทั้งปวงอยู่แล้ว คือให้พ้นไปเสียจากการเข้าไปหลงปรุงแต่ง หลงไปอุปาทานยึดติดกับสภาวะใดๆอีก แม้กระทั่งว่าจะนิพพานหรือไม่นิพพานก็ไม่ต้องไปสนใจ แล้วมันก็จะคลายออกจากสังโยชน์ทั้ง 10 ของมันเอง แล้วแจ้งไปเอง

ซึ่งกระบวนการทั้งหมด มันเป็นไปของมันเอง ไม่สามารถมีเราเข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรหรือไปทำอะไรได้เลย  พอเราปล่อยธาตุธรรมทั้งหลายที่เคยหลงว่าเป็นเราให้มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยตามธรรมของมันโดยไม่ต้องปรุงแต่ง ไม่ต้องซ้อนเจตนาลงไป มันก็จะคืนคลายพลังงานกรรมทั้งหมดออกจนนิพพานไปเอง ทิ้งธาตุธรรมหยาบๆที่เคยว่ายวนใน 31 ภพภูมิไปเอง นอกเหนือภพภูมิไปเอง

แต่ถ้ายังมีตัวเองบังสัจธรรมอยู่เหมือนที่เคยๆปฏิบัติ เคยศึกษา ยังหวังความเข้าใจในสัจธรรม มันก็จะได้แต่ความเข้าใจหรือการปรุงแต่งเอาบนสักกายทิฏฐิเท่านั้น ซึ่งเป็นความเข้าใจในธรรมโดยปรุงแต่งผ่านโมหะอวิชชา ไม่ตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมจริงๆ ส่วนใหญ่เพราะความกลัว ไม่กล้าทิ้ง ไม่กล้าปลง กลัวไม่รู้ กลัวไม่มีปัญญา กลัวเรื่องความเป็นความอยู่ กลัวความดับสูญ กลัวว่าจะเพี้ยน ฯลฯ ไอ้ที่กลัวเพราะไปตีความเอาเอง เอาแต่"ตัวเอง"ไปเป็นประมาณทั้งนั้น

ก็เล่นนั่งบังสัจธรรมที่มันนิพพานอยู่แล้วตลอด มันจะแจ้งได้ยังไงเล่าท่านทั้งหลาย

No comments:

Post a Comment