Saturday, March 2, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม ภาค 3: ตอนที่ 6 สังโยชน์ 10 ภาค 5

8. มานะ - มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนหรือคุณสมบัติของตน

เมื่ออริยบุคคลในลำดับต่างๆคลายตัวมันเองถึงจุดหนึ่ง คือการยึดติดเหลือเพียงเบาบางหรือคลายออกอย่างรวดเร็ว ไม่สืบต่อ(สันตติ)ยาวนาน มีสิ่งหนึ่งที่ยังคงยึดติดอยู่ในชั้นท้ายๆก็คือมานะในตัวตน ซึ่งตัวตนก็คือทั้งหมดแห่งทิฏฐิและปัญญานั่นเอง รวมถึงคุณสมบัติของตนที่ตนคิดว่ามีว่าเป็นด้วย เช่น ยึดว่าเราบรรลุแล้ว เราอริยะแล้ว เรามีสัจธรรมอันเป็นที่สุดแล้ว เราเป็นพระอนาคามีแล้ว เราเป็นผู้โปรดสัตว์แล้ว เราเป็นพระโพธิสัตว์ลงมาทำหน้าที่โปรด เราเป็นมหาบารมีบ้าง เบื้องบนสั่งมาบ้าง สิ่งที่เราพูดเป็นวาจาศักดิ์สิทธิ์บ้าง หรือแม้กระทั่งชื่อเสียงที่ไหลเข้ามาซึ่งช่วยโหมกระพือให้ความยึดติดในทิฏฐิมานะตนให้ยิ่งเหนียวแน่นมากขึ้น ฯลฯ ซึ่งทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็น "ที่ยืนหรือที่มั่นสุดท้ายของตัวตน" เพราะถ้าหมดจากนี้คือมันจะไม่มีอะไรให้ยึดเลย และอนุสัยของความเป็นสัตว์ที่ยังคงตกค้างอยู่ ก็ทำให้พระอริยะตั้งแต่พระอนาคามีลงไป ยังยึดในสัจธรรมอยู่ ยังยึดในความเป็นนั่นเป็นนี่อยู่ (และแม้จะมีเนื้อหาบารมีจริงๆอย่างที่อุปาทานเอา ก็ยึดไม่ได้เหมือนกันครับ) หรือบางทีก็ยึดว่าไม่เป็นอะไรก็มี

เมื่อยังยึดอยู่ก็ยังแบกอยู่ ยังมีความแตกต่างในทิฏฐิอยู่ว่ามีเรามีเขาอยู่ มันก็ไม่หมดจด ไม่กลมกลืน ทำให้เกิดแง่มุมในการถ่ายทอดสัจธรรม ไม่กว้างขวางออกไป เพราะสัจธรรมจริงๆมันคืออะไรก็ได้ที่ทำให้คลายจากความยึดติด เป็นการโปรดที่ไร้รูปแบบ ไม่ใช่ว่าต้องแบ่งเป็นการโปรดทางโลกหรือทางธรรม ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นการใช้รูปแบบคำตายตัวที่ถูกกำหนดเอาไว้ว่านี่คือสัจธรรม สัจธรรมคือความไม่ยึดติดในทุกอย่าง แม้กระทั่งรูปแบบการโปรดก็ไม่ได้ตายตัว สัจธรรมจริงๆไม่มีรูปแบบแน่นอนหรอกครับ การโปรดสัตว์จริงๆนั้นแนบเนียนไปกับทุกสภาวการณ์ ไม่มีตัวตนไปตั้งเอากับการโปรด ไม่ต้องยกตนขึ้นหิ้ง ไม่ต้องแอ็คอาร์ตอะไรให้ยุ่งยาก แล้วไม่ต้องคิดด้วยว่าจะโปรดยังไง แบบไหน เพราะเมื่อเรียบไร้แล้ว มันจะเป็นเนื้อหาการโปรดไปเองโดยอัตโนมัติ แล้วมันจะไม่เป็นภาระพันธะอะไร แต่ไอ้ที่ไปนั่งคิดเอาจริงเอาจังว่าจะโปรดยังไงเนี่ย แบบนี้เรียกว่ามานะครับ

แล้วมานะก็ไม่ใช่แค่มานะที่ยึดมั่นในตนเท่านั้นนะครับ ไปยึดกับอะไรก็เป็นมานะได้หมด หลงเป็นตัวตนกับตรงนั้นขึ้นมาได้หมด มานะจึงได้เป็นข้อท้ายๆของสังโยชน์ที่จะคลายออก หรืออย่างบางคนยึดหลวงพ่อฯมากๆ ก็ออกอาการกร่างกับคนอื่นก็มี อวดตัวก็มี คิดว่าตนเองเป็นองค์คุณเบื้องสูงก็มี นั่นก็เรียกมานะทั้งหมด

เมื่อมีมานะขึ้นมา มันก็จะตั้งเอาไปทุกครั้ง แล้วมันก็ไม่ทะลุทะลวง ไปดันทุรังดึงดันกับสภาวะต่างๆ ลังเลคิดว่าอันนี้โปรดดีหรือไม่โปรดดี แล้วก็มีตัวตนในการพูดโปรด พยายามจะใส่ตัวตนเข้าไป ซึ่งถ้าเรียบไร้จริงๆมันไม่มีไปแบ่งแยกหรอกว่าอะไรคือจะโปรดหรือไม่โปรด จะแบ่งว่าพูดสัจธรรมให้ฟังก็คือโปรด หรือจะไม่พูดสัจธรรมให้ฟังก็คือไม่โปรด แบบนี้ก็ไม่ใช่ มันไม่มีอะไรแตกต่าง ทุกอย่างคือโปรดอยู่แล้ว ทุกอย่างคือสละอยู่แล้ว ทุกอย่างคือเกื้อกูลอยู่แล้วโดยตัวมันเอง ก็แค่ให้มันว่างจากตัวตนในอะไรๆเอาไว้ ดับเอาไว้ดีๆ แล้วมันจะเป็นวาระที่จะโปรดเองโดยอัตโนมัติ โปรดแบบไม่มีใครโปรดใคร แนบเนียนไร้ร่องรอย ไม่ต้องคิดวางแผนให้ยุ่งยาก ไม่ต้องตั้งท่าให้มากความ แล้วก็ไม่ต้องกังวลด้วยว่าจะมีคนฟัง คนอ่าน คนสนใจหรือไม่ นอกจากนี้มันก็ไม่แบ่งแยกด้วยว่าอันนี้ทางโลก อันนี้ทางธรรม ถ้าขืนคิดมากไปมันก็จะเป็นการเอาทิฏฐิเข้าไปโปรดคนอื่นเข้าอีก เพราะสุดท้ายไม่ว่าการโปรดจะเป็นแบบไหน ถ้าผู้โปรดว่างเอาไว้ มันก็จะดึงเข้ามาที่เนื้อหาสัจธรรมเองในท้ายที่สุด

การเอาตัวเองไปตัดสินว่าใครมีภูมิธรรมขนาดไหน เป็นบัวเหล่าใด ก็ยังเป็นทิฏฐิมานะในการตัดสินให้ค่าคนอื่นเหมือนกัน คือไม่วางใจในความเป็นอัตโนมัติของสัจธรรมไปเสียเอง มันจึงมีมานะในการเผยแพร่ มีมานะในการพูดสัจธรรม โดยเนื้อหาความเป็นจริงก็ให้ว่างเอาไว้ แล้วสัจธรรมจะจัดสรรเองว่าจะต้องทำอะไรบ้าง พูดอะไรบ้าง มันก็จะพอดีๆไปเองโดยอัตโนมัติ นี่คือธรรมโดยธรรมชาติครับ ยิ่งถ้าไปพูดตัดสินคนอื่น ไปจัดหมวดหมู่ให้คนอื่น จบเห่เลย เพราะอะไรครับ มันไม่มีใครหรอกที่จะยอมรับว่าตัวเองเป็นบัวในตม บัวใต้น้ำ หรือเป็นคนเลว จริงไหมเล่า

แล้วการคลายจากมานะก็คือการคลายจากตัวเองนั่นแหละ จึงไม่ต้องเอาอะไรไปพยายามคลายอะไร ช่างมัน ปล่อยมัน เดี๋ยวมันคลายของมันเอง ไม่ต้องไปพยายามตอกย้ำอะไรมันก็คลายเอง เพราะไอ้ความพยายามนั่นแหละคือตัวตนที่ดิ้นรนจะแก้ปัญหา แล้วก็ไปติดเสียเอง ซึ่งจริงๆก็ไม่ได้ติดจริงหรอก หลงไปเองว่าติดทั้งนั้น

ขณะที่โมหะตัณหาอุปาทานเริ่มเบาบางลง ทุกข์เริ่มเบาบางลง และเริ่มเรียบไร้มากขึ้น ตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมมากขึ้น มันก็จะแจ้งตรงต่อโลกุตรธรรมไปเอง อะไรก็ตามที่เป็นเนื้อหาโลกุตระนั้นไม่มีตัวตนซ้อนลงไป แม้กระทั่งปัญญาก็เป็นปัญญาแบบฉับพลันเป็นไปเอง จะมีญาณวิถีก็จะเป็นไปแบบพอดีๆไปเอง ไม่ต้องไปขบคิดวิจัยวิจารณ์ให้เป็นอัตตามานะในปัญญาขึ้นมาอีก แล้วมันก็จะคลายตัวมันเองอยู่เรื่อยๆ สังโยชน์นั้นไม่ใช่การคลายออกที่ละข้อทีละอย่างนะครับ คลายตัวมันเองก็คือการคลายจากสังโยชน์ทั้งหมดพร้อมๆกัน เพียงแต่ว่าตัวต้นๆมันจะคลายออกก่อนตัวท้ายๆเท่านั้นเอง

มานะในสัจธรรมก็ถือว่าเป็นด่านสุดท้ายที่นับว่าโหดหินจริงๆ เพราะหลายท่านคลี่คลายจนมีเนื้อหาแห่งอริยบุคคลถึงจุดหนึ่งแล้ว ก็จะมั่นใจในสัจธรรมมากๆ ก็สรุปว่านี่แหละคือที่สุดแห่งธรรมแล้ว ไม่มีอะไรอีนอีก ก็จะกลายเป็นยึดไป บางทีหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านจึงต้องล้างให้ แต่ล้างมานะในธรรมนี่บางคนก็ถึงกับเหวอก็มีนะครับ

หรือบางคน เมื่อปัญญามันถึงรอบจนที่สุดแล้วก็จะพบว่า อะไรก็ได้ที่ช่วยให้คนคลี่คลาย เพราะแต่ละบุคคลล้วนติดขัดข้องคาไม่เหมือนกัน บางคนติดขัดข้องคาทางโลกจิตมันวนเวียนยึดติดในการที่จะแก้ปัญหาทางโลกก่อน เราจะเอาสัจธรรมไปพูดใส่เขาไม่ได้ มันเหมือนไปคนละเรื่องครับ

บางโอกาสก็ต้องวางกระบี่แห่งสัจธรรมลงเสียบ้าง ถ้าเข้าใจเนื้อหาที่แท้แล้ว ก้อนหินริมทางหรือแม้กระทั่งต้นไม้ใบหญ้าข้างทางก็หยิบขึ้นมาเป็นกระบี่ได้เหมือนกัน ไม่ต้องไปยึดในวิธีการอะไร พระธรรมมีตั้ง 84000 พระธรรมขันธ์ สไตล์การโปรดก็ต้องหลากหลายให้เข้ากับเนื้อหาบารมีของคนแต่ละคน ซึ่งถึงที่สุดแล้วทั้ง 84000 พระธรรมขันธ์ก็ไปจบที่สัจธรรมเหมือนกัน เพียงแต่จะจบชาติหนี้หรือชาติไหน เราก็ไม่มีสิทธิ์ไปเลือกให้เขา ทุกดวงจิตมีวาระที่จะจบอยู่แล้ว ไม่ต้องเอามานะเราไปพยายามจะโปรดให้ทุกคนจบในชาตินี้ ที่บอกว่านิพพานอยู่แล้วนั้น คือนิพพานรองรับสังสารวัฏอยู่แล้ว ไม่ต้องรีบร้อนพาคนจบ ให้วางใจ คลายใจกับการโปรดจริงๆ ไม่ต้องแบกการโปรดให้เป็นภาระหน้าที่อะไร ทำไปแบบเนียนๆ แบบไม่อะไรกับอะไร แล้วผู้ที่มีวาระจะจบก็จะวิ่งมาหาเองไม่ต้องประชาสัมพันธ์ ไม่ต้องโฆษณา เราเพียงปล่อยเนื้อหาออกไปนั่นแหละ เดี๋ยวระบบการเผยแพร่สัจธรรมก็จะจัดสรรส่งถึงมือคนๆนั้นเองโดยอัตโนมัติ

No comments:

Post a Comment