Saturday, March 2, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม ภาค 3: ตอนที่ 5 สังโยชน์ 10 ภาค 4

มาถึงสังโยชน์เบื้องสูงกันดีกว่า สังโยชน์ 5 ข้อแรกนั้นเป็นสังโยชน์อันเป็นสังสารวัฏภายใน ส่วน 5 ข้อที่เหลือเป็นสังสารวัฏภายนอกอันเป็นเหตุให้เกิดสังสารวัฏซ้ำซ้อนขึ้นภายในอีกทีหนึ่ง

ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง 5 ได้แก่

6. รูปราคะ - มีความติดใจในวัตถุหรือรูปฌาน

แปลกใจไหมครับที่รูปราคะถึงได้มาอยู่ตรงสังโยชน์เบื้องสูงซึ่งเหนียวแน่นกว่า "สักกายทิฏฐิ"ที่ดันไปขึ้นเป็นข้อแรกในกลุ่มสังโยชน์เบื้องต่ำซะงั้น

เหตุก็เพราะสักกายทิฏฐิถือเป็นตัวต้นที่ทำให้เกิดสังสารวัฏทั้งหมดไงครับ จะแจ้งตรงต่อนิพพานในเบื้องต้นมันต้องที่ต้นขั้วตรงนี้เลย คือถ้ายังไม่คลายออกจากสักกายทิฏฐิ หรือความ"เห็น"ว่าเป็นตัวตน มันก็จะยังมีตัวหลงเข้าไปทำตัวเป็นผู้รู้ที่คอยไปพิจารณาและวางสิ่งที่ถูกรู้อยู่ร่ำไป ไม่พ้นการปฏิบัติแบบโลกียวิสัยสักที ทั้งๆที่ทุกสรรพธรรมทั้งหลายมันเป็นอิสระต่อกันอยู่แล้ว ไม่ได้ยึดติดกันจริงอยู่แล้ว(แม้เราจะเห็นตำตาก็เถอะ แต่เราหลงลืมไปว่ามันเกิดจากการรวมกันด้วยแรงกรรมชั่วคราวหมดแรงกรรมก็สลายไป) ก็หลงไปทำกรรมกับการวาง มีตัณหาในการวางสิ่งต่างๆ เพื่อหวังจะให้ "ตัวเอง" เบาคลาย แต่อันที่จริงแล้วไม่ใช่ครับ

นักปฏิบัติเกือบทั้งหมดไปหลงเอานาม(จิต)ไปวางรูป วางอรูปอยู่นั่น จึงเข้าลักษณะโลกียะวิสัย คือเอาตัวไปทำเอา แบบนี้ไม่เรียกว่าละสังโยชน์ครับ เพราะสักกายทิฏฐิยังไม่คลายออก ยังมี"ผู้รู้" หรือจิต หรือนาม คือ มีสักกายทิฏฐิ เข้าไปหลงวางสิ่งที่ถูกรู้ ก็ได้แต่หลงไปปฏิบัติเท่านั้นเอง ไม่ได้วางตัวมันเอง(สักกายทิฏฐิ)จริงๆ ต่อเมื่อละสังโยชน์ได้แล้ว พันธนาการส่วนอื่นๆที่เหลือจะค่อยๆคลายออกไปเอง ไม่ใช่การเอาเราเข้าไปวางอะไร

เปรียบเหมือนนีโอในหนังเรื่อง The Matrix นั่นแหละครับ ตอนอยู่ใน The Matrix (โลกเสมือนจริง)นั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในโลกจริง เป็นเพียงภาพมายาที่ระบบ Matrix สร้างขึ้นตาม algorithm (กฏแห่งกรรม) ให้เห็นได้สัมผัสได้ทั้งนั้น ทั้งๆที่เจ้าตัวเองหลับฝันอยู่ในแคปซูลเป็นเพียงแบตเตอรี่ก้อนหนึ่งของระบบ

เราก็เหมือนกัน ทุกคนที่เราเห็นเราสัมผัสอยู่ล้วนเป็นเพียงภาพมายาที่เราสร้างขึ้นเองจากการรวมธาตุขึ้นมาเป็นกายและใจเท่านั้น เป็นฝันที่เหมือนจริงมาก แต่พอรู้เห็นผ่านอายตนะทั้งหลายจึงหลงทึกทักเอาว่าทุกอย่างที่เห็นได้ สัมผัสได้ เป็นจริงขึ้นมา ซึ่งทุกสิ่งที่เราทำไปในสังสารวัฏล้วนโมฆะทั้งหมด ไม่ว่าจะดิ้นรนไขว่คว้ามากแค่ไหน ก็สูญเปล่าหมด เอาไปไม่ได้สักอย่าง โลกธาตุนี้จึงเหมือนถัง Recycle ขนาดใหญ่นั่นแหละ นี้คือเหตุแห่งสังโยชน์เบื้องสูง 5 ข้อ

รูปราคะนั้นคือความติดใจในวัตถุหรือรูปธรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง ของใช้ คน สัตว์ สิ่งของ วัดวา ที่อยู่ที่อาศัย ทุกอย่างที่เป็นวัตถุธาตุ หรือแม้แต่องค์หลวงพ่อเองก็เป็นแค่รูปนามเหมือนกันไม่มีเว้น ที่หลงเห็นว่ามีจริงเป็นจริง(เพราะไม่มีความจริงอื่นจะพิสูจน์ยืนยันได้ว่าไม่จริง นอกจากที่เห็นจะๆเฉพาะหน้า) จิตมันจึงไหลไปยึด(เป็นภพ) ไปเกิด(เป็นชาติ)กับสิ่งนั้นสิ่งนี้ตลอด

ซึ่งแม้จะละสักกายทิฏฐิได้แล้วแต่ราคะอันเกิดแก่รูปและนามธรรมทั้งหลายยังมีอยู่ เนื่องจากการรับรู้ทั้งหลายตกอยู่ใต้อำนาจของผัสสะอายตนะตลอดเวลา ได้รับรู้และปฏิสัมพันธ์ผ่านรูปธรรมทั้งหลายที่เราสัมผัสอยู่ตลอดมันจึงก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์แบบนามกับรูป ความติดใจในรูปจึงคลายออกยากกว่าความหลงเห็นว่าเป็นตัวเอง

ยิ่งรูปธรรมทั้งหลายที่ช่วยให้ผ่อนคลายสบายตัว อย่างเช่นสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายหรือบุญกุศลและลาภสักการะทั้งหลาย ยิ่งทำให้เกิดราคะจมแช่ในโลกียสุขได้ง่ายๆ ด้วยเหตุนี้หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ จึงมีอุบายให้ลูกศิษย์บางคนออกจากความเป็นความอยู่ อย่าติดความเคยชิน อย่าติดความสบาย อย่าติดวัตถุ พระบางรูปอยู่วัดอื่นมีลาภสักการะมากมาย แต่พอมาอยู่ในวัดกลับเป็น Nobody ไม่มีคนรู้จัก ก็ทำใจไม่ได้ออกจากวัดไปก็มี เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้จมแช่จนก่อให้เกิดเป็นราคะจริตทั้งหลายในรูปธรรม คลายกันไม่ออก บางคนอยู่ข้างนอกยึดอะไรมาก็เอามายึดต่อในวัด มันก็ไม่ตรงเนื้อหาสัจธรรมเสียที

หรืออย่างที่หลวงพ่อท่านทุบแท็ปเล็ตของลูกศิษย์ในวัดก็เพราะท่านรู้ว่า คนไหนติดวัตถุ(บางคนติดองค์ท่าน) หรือแม้บางท่านที่เราเห็นว่าเขามีอะไรตั้งเยอะแยะหรูหราฟุ่มเฟือยดูเหมือนไม่ปลง ไม่ละ เหมือนจะยึดติด แต่จิตมันไม่เกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้งสิ่งเหล่านั้นแล้วก็มี ดังนั้นอย่าไปเอาคุณสมบัติที่คิดกันเอาเองไปตัดสินพระอริยะเลยครับ เพราะธาตุขันธ์เปล่าๆของท่านหมดตัวตนไปแล้ว มันจึงไม่ใช่อะไรแม้แต่อย่างเดียวที่จะให้ตัดสินว่าใช่หรือไม่ใช่อะไร

7. อรูปราคะ - มีความติดใจในอรูปฌานหรือความพอใจในนามธรรมทั้งหลาย

อรูปราคะ คือ การมีความพึงพอใจ จมแช่อยู่กับสภาวะธรรม การปรุงแต่งในนามธรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอุดมการณ์ แนวความคิด ชื่อเสียง สภาวะธรรมอันเกิดจากการปฏิบัติธรรม อภิญญา สติ สมาธิ นิมิตร องค์ฌาน ความพอใจในการเผยแพร่ธรรม ความพอใจในการโปรดสัตว์ หรือแม้แต่การติดโลกียสุขในสมาธิจนเกิดคำพูดว่า "ความสุขยิ่งกว่าความสงบไม่มี" นั้นก็พูดออกมาจากพื้นฐานของความเหนียวแน่นใน อรูปราคะ คือยินดีพอใจที่จะทรงแช่อยู่ในความสงบแห่งองค์ฌาน แต่ที่มันสบายและสงบนั้น ไม่ใช่จากอานุภาพแห่งนิพพานครับ เป็นเพียงฤทธิ์ตกค้างของแรงอุปาทานที่ยึดในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเท่านั้น ต่อเมื่อคลายออกจากองค์ฌานแล้วเมื่อไหร่ เดี๋ยวก็กลับไปบ้าๆบอๆเหมือนเดิม

อรูปราคะนี้ บางทีมันซ่อนตัวมาได้ละเอียดซับซ้อนนัก ซึ่งก็รวมไปถึงการยึดติดในสัจธรรมด้วย หรือประเภทยึดติดความไม่ยึดติดนั่นก็ใช่ คือพยายามที่จะไม่ยึดติดในทุกเรื่อง ทั้งๆที่จริงๆแล้วจะยึดหรือไม่ยึดมันก็ของมันเอง ยึดได้ก็คลายได้ ไม่ยึดได้เดี๋ยวก็ยึดได้ แต่ไม่ใช่บังคับตัวเองให้ไม่ยึดอย่างเดียว แบบนั้นก็เรียกว่ายึดในความไม่ยึดติดอยู่นั่นแหละ ซึ่งบางทีกว่าจะคลายออกจากตรงนี้ก็ใช้เวลานาน เหมือนหลงวนในเขาวงกตของใจตัวเองเลย บางครั้งได้ฟังสัจธรรมที่จี้เข้าไปตรงเหตุตรงนั้นพอดี มันก็จะคลายตื่นออกอย่างฉับพลัน

จริงๆแล้วไม่มีอะไรยากเลยครับ เราไปสร้างความอยากขึ้นมาตรงที่ไปนึกคิดก่อน และพอเราเอ๊ะอ๊ะขึ้นมากับสภาวะใดสภาวะหนึ่ง มันจึงมี "เรา"ขึ้นมารู้สึกว่ายากไง มันก็จะหลงไปวนพยายามแก้กับสภาวะนั้นแล้วก็ไปติดในสภาวะอื่นต่อไปเป็นลูกโซ่(ถึงเรียกสังสารวัฏว่า วัฏฏะ(วน)ไง) ไม่ว่าจะสภาวะแบบไหนอย่างไรมันก็ไม่มีค่ามีความหมายอะไรอยู่แล้ว ก็ช่างเลย มันก็จะตื่นออก โพล่งออก แจ้งออกตรงนั้นทันที "ไม่" ไปเลย กับทุกสภาวะรูปธรรมนามธรรม ซึ่ง "ไม่" ในที่นี้ไม่ใช่การปฏิเสธนะ แต่คือมันไม่ติดไม่หลุดอยู่แล้วโดยความเป็นจริง ปมทั้งหลายในใจล้วนแต่เป็นเพียงมายาทั้งนั้น

No comments:

Post a Comment