Saturday, March 2, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม ภาค 3: ตอนที่ 4 สังโยชน์ 10 ภาค 3

มาถึงภาค 3 ต่อด้วยพระสกทาคามีกันต่อ

พระสกทาคามีนั้นก็คลายออกจากสังโยชน์ได้ 3 ข้อ เหมือนพระโสดาบันครับ แต่สำหรับท่านจะคลายออกจากตัวเองมากกว่า ความแรงในการกระทบของผัสสะอายตนะทั้งหลายจะไม่มากเท่าพระโสดาบัน จะคลายออกตัวตนจนเบาบางยิ่งขึ้น ยิ่งคลายออกก็จะยิ่งสว่างมากขึ้น ใสมากยิ่งขึ้น ตัณหาก็จะเบาบางลง กามราคะและปฏิฆะในข้อที่ 4 และ 5 ก็จะเบาบางลงด้วย ถึงตรงนี้ก็จะหมดตัวพุ่งเอามุ่งเอาแล้วครับ หากสละไปเรื่อยๆก็จะเข้าสู่ชั้นอนาคามี ซึ่งเป็นอริยบุคคลที่คลายออกจากสังโยชน์ข้อ 4 และ 5 ได้อย่างเด็ดขาด

ว่าแล้วเราก็มาถึงสังโยชน์ข้อ 4 และ 5 กันเลย

ข้อ 4 คือ กามราคะ หรือ มีความติดใจในกามคุณ

อันนี้เป็นข้อที่ฮาไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันเลยครับ เพราะคนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าพระอรหันต์หรือพระอนาคามี มีเพศสัมพันธ์ไม่ได้ ก็เลยเอามาจับผิดว่าใครเป็นหรือไม่เป็นอรหันต์ ทั้งๆที่จริงๆแล้วไม่มีปุถุชนคนใดเข้าใจพระอรหันต์หรอก เข้าใจเอาเองในมุมของตนเองทั้งนั้น ส่วนที่ชอบเดินถือ Checklist ตรวจคนโน้นคนนี้น่ะ ส่วนใหญ่มักจะเจอของปลอมที่พยายามทำให้ตรงกับข้อกำหนดของการละสังโยชน์ ทั้งๆที่พระอรหันต์นั้นท่านถึงกับว่า "ไม่ใช่อะไร" ดังนั้นบางองค์อาจจะเข้าป่า บ้างก็แต่งตัวคล้ายคนบ้า ฯลฯ อำพรางตนไม่ให้คนทั่วไปรู้ เพราะคนส่วนใหญ่นั้นเรียกว่าบ้าอุปาทานก็ได้ พอเจอของจริงแล้วก็ยกขึ้นหิ้ง กราบไหว้บูชา ดรามา ขอหวย ทำโน่นทำนี่ให้ จัดการแช่แข็งเอาไว้ในแบบที่ตนคิดว่าควรจะเป็น ห้ามเป็นอย่างอื่น และอาจจะถึงขึ้นหาประโยชน์จากองค์ท่านก็ได้ ทั้งๆที่องค์ท่านก็ไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว บอกแล้วว่าคนสมัยนี้น่ะกรรมมันเยอะ 555

จริงๆแล้วธาตุขันธ์ของพระอรหันต์และพระอนาคามีก็ยังมีและทำงานปกติทุกหน้าที่ล่ะครับ ขันธ์ห้ามีมันก็ทำงานไปตามธรรมของมันเอง จะมีเพศสัมพันธ์ก็มีได้ครับ แต่ไม่เกิดความตัณหาราคะหรือมีความติดเนื้อต้องใจอะไร ถ้าจะมีเพศสัมพันธ์ก็จะเป็นไปเพราะการชำระกรรมเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ไม่ได้ไหลตามอารมณ์ทั้งหลาย กายและใจมันก็ทำงานของมันไป แต่ไม่มีตัวตนซ้อนลงไปในอารมณ์ใดๆ มันจึงไม่ติดใจอะไรเลย ทุกอย่างเกิดดับของมันเองไม่มีความหมาย ไม่มีการตอกย้ำอะไร บรรลุทุกสภาวะ ซึ่งคนทั้งหลายเข้าใจผิดว่าเป็นพระอรหันต์จะมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้ อันนี้เข้าใจผิด มีได้ครับ แต่เป็นไปเพราะการชำระกรรมเท่านั้น ซึ่งพระอรหันต์ทั้งหลายในสมัยพุทธกาลก็ต้องรับกรรมกันหมดหนีไม่พ้น บางองค์กรรมหนักขนาดทำให้ละขันธ์เลยก็มี

หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมเป็นถึงพระอรหันต์ถึงไม่พ้นกรรม จริงๆแล้วเรียกให้ถูกว่า "พ้นทางใจ" จะตรงกว่า คือต้องรับกรรมทางกายอยู่ หนีไม่พ้น แต่กับจิตนั้นมันไม่มีเชื้อขึ้นมาเสวยผลรับเวทนาแล้ว กรรมที่ได้รับจึงเบาบางลงเพราะไม่กระทบใจ สักแต่ว่ารับกรรมไป โดยธาตุขันธ์ก็ไม่ใช่ของเราอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องกามคุณนี่ไม่ได้หมายถึงเรื่องเพศสัมพันธ์อย่างเดียวนะครับ กามยังหมายรวมไปถึงการเสพความบันเทิงเริงใจผ่านผัสสะอายตนะทั้งหลาย ไม่ว่าจะทางโลกทางธรรมก็แล้วแต่ อย่างนี้ก็เรียกว่ากามคุณเหมือนกัน แค่ติดใจเพลงสวดนี่ก็เป็นกามแล้ว ซึ่งพระอรหันต์นั้น ท่านก็ทำได้หมดล่ะครับ ดูหนัง ฟังเพลง เพราะบางทีมันเป็นอนุสัยเก่าของท่าน แต่ท่านก็ไม่ติดใจอะไร ดูผ่านแล้วก็ผ่านเลย ไม่อินกับอะไร ผ่านมันทุกสภาวะ จึงไม่เป็นกรรมกับสภาวะใดๆอีก เรียกว่าจะดูจะฟังอะไรก็ทะลุผ่านไปหมด ไม่มีอะไรติดจิตติดใจเลย ที่บางทีต้องดูก็เพราะว่าจะได้เข้าใจสังสารวัฏว่ามันไปกันถึงไหนแล้วเท่านั้น

5. ปฏิฆะ - มีความกระทบกระทั่งในใจ

ความปฏิฆะขัดเคืองนั้นเกิดจากการเข้าไปยึดในสภาวะธรรมใดสภาวะธรรมหนึ่ง แค่เพียงยึดนิดเดียวมันก็จะเกิดเป็น ความเห็นความหมายของสิ่งนั้น สิ่งที่เหลือก็จะเกิดมีความหมายและกลายเป็นสังสารวัฏพรึ่บขึ้นมาพร้อมๆกันทันที พอยึดเข้าไปแล้ว ความอึดอัดขัดเคืองเกิดเพราะสิ่งนั้นมันเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมของมันเอง แต่ดันไปมี"เรา"ไม่พอใจความเปลี่ยนแปลงนั้นขึ้นมาก็เลยเกิดปฏิฆะขัดเคือง

ที่พระโสดาบันยังมีปฏิฆะกับสิ่งต่างๆอยู่บ้างนั้นก็เป็นเพราะยังติดในกามราคะอยู่ คือยังมีความพึงพอใจในสิ่งที่มากระทบผัสสะอายตนะทั้งหลายอยู่ ซึ่งราคะเองนั้นเป็นสภาวะที่มีลักษณะแช่ จม ยึดติด จึงเกิดกามสุขขึ้น แต่พอไปแช่ในสิ่งที่เป็นอนิจจังนานๆ แล้วสิ่งนั้นมันแปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย ก็จะเกิดเป็นความปฏิฆะขึ้นได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่พระโสดาบันคลายออกจากกามราคะ ไม่ติดใจในกามคุณทั้งหลาย หมดการจมแช่ในราคะจริตแล้วนั้น อาการปฏิฆะก็จะหมดไปด้วยทันที เพราะมันพ่วงกันอยู่ คือถ้าไม่ติดเนื้อต้องใจอะไร มันก็จะผ่านแล้วผ่านเลยตลอด ไม่เอามานั่งนึกถึง ฝันถึง หรือรู้สึกอินถึงอะไรอีก

ซึ่งพระอริยบุคคลที่ละกามราคะได้ ปฏิฆะจึงหมดไปด้วยโดยปริยาย พระอริยบุคคลชั้นนี้เรียกว่า พระอนาคามี ครับ

อีกอย่างนะครับ ในสมัยพุทธกาลนั้น ผู้เผยแพร่สัจธรรมจริงๆ ไม่มีปุถุชนนะครับ เป็นพระอริยะล้วนๆ ตั้งแต่ขั้นอนาคามีขึ้นไปครับ ส่วนที่เหลือก็ให้คลี่คลายตนเองจนแจ้งก่อนแล้วค่อยทำหน้าที่โปรดครับ ไม่ต้องรีบร้อน ไม่อย่างนั้นเนื้อหาสัจธรรมจะผิดเพี้ยน ไม่มีคนไหนทิฏฐิมานะเผยแพร่ด้วยความอยากความปรารถนาส่วนตน หรืออุดมการณ์ของตนอย่างเช่นทุกวันนี้ ที่ผู้คนมากมายเผยแพร่สัจธรรมโดยพื้นฐานทิฏฐิแง่มุมการตีความของตน เนื้อหาสัจธรรมก็เลยผิดเพี้ยนกลายเป็นพระสัทธรรมปฏิรูปกันหมดโดยไม่รู้ตัว จนต้องตามแก้ไม่รู้จบ

แต่ถ้าแก้ไม่ได้ ปรับไม่ได้ ทิฏฐิมานะในตนจัดเกินไป ก็คงต้อง "ล้าง" กันสักทีล่ะครับ ให้เปลี่ยนภูมิจากภาคหยาบเสียจะได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แล้วจะเข้าใจอะไรได้ง่ายขึ้นอีกเยอะเลย

No comments:

Post a Comment