Saturday, March 2, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม ภาค 3: ตอนที่ 3 สังโยชน์ 10 ภาค 2

สักกายทิฏฐินี่เป็นด่านแรกของอริยมรรคเลย ถ้าใครไม่ผ่านด่านนี้ก่อน คือไม่ปลงรู้(ตัวตนในรู้) คลายออกจากการติดรู้ อริยมรรคก็จะไม่เดินครับ อริยมรรคนั้นอาศัยจากการฟังสัจธรรมตรงๆนี่แหละ เพราะเนื้อหาสัจธรรมนั้นคือความว่างที่ส่งจากจิตสู่จิต ซึ่งอานุภาพของสัจธรรมตรงนี้จะไปช่วยคลายอุปาทานความยึดติดในใจ อริยมรรคก็เริ่มเดิน คลายตัวมันเองออกมา ผู้ที่ได้ฟังสัจธรรมตรงๆจึงคลี่คลาย เกิดความโปร่งโล่งเบาจากการคลี่คลายของกรรมที่กดทับธาตุขันธ์(ถ้าจะให้เทียบก็ประมาณโสดาปัตติมรรค แต่ก็ไม่ต้องการให้ยึดติดกับขั้นตอนจนเกินไป เพราะบางท่านก็ฉับพลันทะลวงหมดทุกขั้นเลยก็มี)

จวบจนเมื่อปลงตัวตนในรู้ลงได้แล้ว มันก็จะนิโรธทันที คือว่างจากตัวตนบนกายธาตุจิตธาตุ แต่จะนิโรธดับเป็นช่วงสั้นๆหรือนิโรธดับยาวเท่าใดหรือจะดับแบบอรหันต์เลยนั้นก็ขึ้นอยู่กับบารมีของแต่ละบุคคลแล้ว

เมือบุคคลนั้นได้เข้าใจแจ่มแจ้งในเนื้อหาแห่งสุญญตา หรือนิโรธ หรือนิพพานด้วยการตรงต่อสัจธรรมเองแล้ว นั่นแหละครับ สัมมาทิฏฐิอันเป็นอริยมรรคตัวแรกจะเกิดขึ้นกับตนทันที คือรู้แล้วว่าว่างจากตัวตนมันเป็นยังไง สัมมาทิฏฐิ จึงทำหน้าที่ในการคลายตัวมันเองออกเรื่อยๆโดยอัตโนมัติ คือรู้แล้วว่า ไม่ต้องไปตั้งอะไรมันจะคลายเอง แค่ปล่อยมัน มันก็คลายเอง สัมมาทิฏฐินั้นจะเกิดขึ้นเมื่ออริยมรรคเดินเท่านั้น หากบุคคลนั้นดับว่างไปแล้ว อริยมรรคจึงไม่มีเกิดขึ้นอีก อริยมรรคจะเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอัตโนมัติเพื่อคลายตัวมันเองจากการยึดติดในสรรพธรรมทั้งปวงออกเท่านั้น หากไม่มีอะไรยึดกับอะไร อริยมรรคก็จบโดยตัวมันเอง

และเมื่อบุคคลนั้นได้ละสักกายทิฏฐิเป็นเบื้องต้นแล้ว วิจิกิจฉา อันเป็นข้อที่สองของสังโยชน์  คือ ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็จะหมดไปทันที เหมือนมันพ่วงกันอยู่ ซึ่งข้อนี้เองนักปฏิบัติและนักอภิธรรมทั้งหลายก็ว่าตัวเองผ่านหมดแหละ คือเชื่อไปเลยทื่อๆตรงๆว่าพระรัตนตรัยมีจริง เป็นจริง

แต่ถามครับว่าทำไมวิจิกิจฉาถึงได้มาต่อท้ายสักกายทิฏฐิ แถมทุกคนบอกว่าข้อนี้ตนเองได้แน่ๆ เพราะมั่นคงกับพระรัตนตรัยมากๆ?

ถามต่อมาอีกว่า พระรัตนตรัยที่เข้าใจกันนั้นคืออะไร?

โดยปุถุชนจะเข้าใจแบบนี้ครับคือ พระพุทธ คือองค์พระพุทธเจ้า พระธรรมคือคำสอนของพระพุทธเจ้า พระสงฆ์คือสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งสูงสุดของชาวพุทธ ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ใครจะมาแตะไม่ได้ของสูง อันนี้คือการเข้าใจในแบบโลกียวิสัย

แต่เนื้อหาจริงๆของพระรัตนตรัยคือ มหาสุญญตา ครับ คือว่างจากตัวตน หรือว่างจากความเห็นว่าเป็นตัวตน เมื่อไหร่ที่นิโรธหรือนิพพาน มันก็จะเป็นเนื้อเดียวสอดคล้องไปกับพระรัตนตรัยเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งก็ไม่ใช่อะไร ไม่มีอะไร ว่างจากตัวตนเราเขา ทีนี้ล่ะหมดความสงสัยจริงๆ เพราะตรงต่อเนื้อหาแห่งพระรัตนตรัยไปเสียเอง ถึงตรงนี้จะยังยืนยันว่าตัวเองผ่านข้อนี้อีกไหมท่านทั้งหลาย?

ก็ถ้ามันว่างจากตัวตนไปแล้ว ตัวตนที่เคยแบกความสงสัยดับลงไป แล้ววิจิกิจฉาจะไปอยู่ที่ไหนครับ เมื่อเหตุดับ ผลก็ดับไปพร้อมๆกันนั่นแหละ จบข่าว

ทีนี้มาถึงข้อสาม

สีลัพพตปรามาส - คือ ความถือมั่นศีลพรต ซึ่งสีลัพพตปรามาสจริงๆแล้ว เกิดขึ้นเมื่อ "หลงว่ามีตัวเองไปถือศีล" นั่นแหละ กลายเป็นตัวเองมีศีล ตัวเองถือศีล ตัวเองบริสุทธิ์เพราะศีล ตัวเองในศีล คอยสาละวนอยู่กับศีลขาดบ้าง ต่อศีลบ้าง หมกมุ่นกับการรักษาศีล แต่มันดันไม่บริสุทธิ์จากความหลงว่าเป็นตัวเอง ข้อนี้เข้าข่ายเบียดเบียนตัวเองนะครับ ตราบใดที่ยังยึดติดในอะไรๆอยู่ ศีลมันก็ไม่บริสุทธิ์หรอก เพราะศีลอันเป็นอธิศีลหรือศีลอันบริสุทธิ์จริงๆ มีแค่สองข้อเท่านั้นคือ ไม่เบียดเบียนผู้อื่นและไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เชื่อไปดูได้เลยว่าข้อศีลทั้งหมด เอาของพระสงฆ์มาดูก็ได้ เพราะเยอะที่สุด จะได้หายสงสัย ไปดูได้เลยว่าทุกข้อของศีลพระสงฆ์นั้นสรุปลงได้เพียงแค่สองข้อใหญ่ คือไม่เบียดเบียนตนองและผู้อื่นเท่านั้น

เบียดเบียนผู้อื่นนี่เรารู้กันอยู่แล้ว แต่ไอ้เบียดเบียนตัวเองนี่รู้กันหรือเปล่าว่า แม้ "ตั้ง" ขึ้นมาเพียงขณะจิตเดียวก็เบียดเบียนตัวเองแล้วครับ เพราะมันก็จะเกิดทุกข์กับ"ตัวเอง"ตรงนั้นทันที นี่แหละครับที่ผมบอกว่าแค่ต้องตั้งขึ้นมานิดเดียวก็เบียดเบียนตัวเองแล้ว

ทีนี้รู้หรือยังว่าทำไมองคุลิมาลถึงได้บรรลุธรรมทั้งๆที่ศีลไม่ครบ เพราะท่านไม่ได้มียึดติด(ยึดมั่นถือมั่น)กับศีลนั่นเอง จึงไม่หลงว่าตัวเองถือศีลอะไร อีกอย่างคือที่ท่านฆ่าไปทั้งหมดนั้นเป็นเพียงการชำระกรรมต่อกันเท่านั้น คนอื่นต่างหากที่ไปตีค่าให้ราคาว่าท่านชั่ว ซึ่งความดีความชั่วนี้ จะให้พูดกันตรงๆแบบไม่ต้องเกรงใจใครก็ต้องบอกว่า มันเป็นแค่การให้ค่าตามตัณหาของผู้คนเท่านั้น ชอบก็บอกว่าดี ไม่ชอบก็บอกว่าเลว ดังนั้นดีเลวมันเป็นเพียงสมมติที่โลกให้ค่าเอาไว้ แต่มันไม่เกี่ยวอะไรกับการบรรลุธรรมเลย เป็นเพียงแค่กรรมเท่านั้น ไม่ต้องไปให้ค่าอะไร

อีกข้อหนึ่งที่นักปฏิบัติหรือนักอภิธรรมชอบยกขึ้นมาอวดกันคือ ถ้า ศีลไม่มีบรรลุไม่ได้ อันนี้ฮามาก เพราะข้อแรกของสังโยชน์คือ สักกายทิฏฐิ ไม่ใช่ศีล ครับ ถ้าละสักกายทิฏฐิได้ ก็บรรลุธรรมขั้นหนึ่งขั้นใดทันที สังโยชน์ไม่ได้มีคำว่าศีลขึ้นหน้านะครับดูให้ดีๆ อย่าขัดแย้งกันเอง ถ้านักปฏิบัติ นักอภิธรรมหรือแม้กระทั่งครูบาอาจารย์ทั้งหลายบอกว่าศีลไม่ครบบรรลุธรรมไม่ได้ ก็แสดงว่าองคุลิมาลท่านก็เป็นอรหันต์ปลอมงั้นเหรอ?

องคุลิมาลนี่เป็นตัวอย่างที่ทำให้ชาวพุทธอึ้งสุดๆแล้วในทุกด้าน(ซึ่งผมก็ชอบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างเสียด้วย นัยว่าเถียงกันไม่ออก) ศีลก็ไม่ครบ ฆ่าคนมากมาย ถ้าเป็นสมัยนี้คงได้บันทึกกินเนสบุ๊คไปแล้วว่าฆ่าคนมากที่สุดในโลก แถมยังวิ่งไล่ตามฆ่าพระพุทธเจ้าอีกแน่ะ แต่บรรลุอรหันต์แบบค้านสายตากรรมการ(ที่เป็นปุถุชน)เฉยเลย

ไม่ใข่ว่ารักษาศีลจะไม่ดีนะครับ แต่ต้องเข้าใจให้ตรงว่าเนื้อหาของศีลนั้นคือ "การละเว้น" ไม่ใช่ "การมีเจตนาละเว้น" เพราะการมีเจตนาไปละเว้นนี่มันเบียดเบียนตนเองชัดๆ ทำให้ศีลเป็นภาระแก่ตน เข้าข่ายเบียดเบียนตนเอง แล้วถามจริงว่ามี "ใคร" ที่ไหนเล่าที่ละเว้น ทุกอย่างมันอนัตตาอยู่แล้ว มันไม่มีใครอยู่แล้ว การละเว้นที่แท้จริงนี้ก็คือ ให้มันพ้นไปจากการเข้าไปถือ เข้าไปรักษาศีล อันเป็นภาระเป็นทุกข์ซ้อนลงในศีล เป็นกรรมซ้อนศีลลงไปอีก พระพุทธเจ้าไม่ได้ลงมาประกาศสัจธรรมให้เป็นภาระเอาไว้แบกหรอกครับ พระองค์ท่านมาปลดแอกทางใจ พาให้เราหลุดพ้นจาก(สิ่งที่เราหลงว่าเป็น)ภาระต่างหาก

ส่วนใครที่ชอบแอบเช็คตัวเองบ่อยๆว่า โหย...กูนี่ศีลครบเว้ย ก็ขอให้รุ้ไว้เถอะว่าศีลไม่บริสุทธิ์นะจ๊ะ เพราะยังมีตัวตนซ้อนในศีลอีก อันนี้ถือว่าเข้าข่ายสีลัพพตปรามาสเลยตรงๆก็ว่าได้ คือ มีตัวตนเข้าไปถือศีลพรตอย่างงมงาย ก็ไม่งมงายได้ยังไงเล่า พระพุทธเจ้าท่านก็บอกอยู่แล้วว่าทุกอย่างอนัตตา(ไม่มีตัวตน)อยู่แล้ว จะมีใครไปถือ ไปรักษาศีลอีกเล่า?

พระอริยะนั้นไม่ต้องรักษาศีลครับ เพราะโลกธาตุทั้งหมด "ไร้ค่า" ไปโดยสิ้นเชิงแล้ว คือไม่อะไรกับอะไร ไม่ต้องไม่ตั้งกับอะไร ตรงเนื้อหาสัจธรรมไปแล้วนั่นแหละ คือการละจากเจตนา(ตัวตนในอะไรๆ)ทั้งปวง เป็นอธิศีลอันบริบูรณ์อยู่แล้ว

แล้วรู้ไหมครับว่าทำไม สามข้อแรกนี้ถึงได้ผูกติดกันเป็นพวง คือบุคคลใดที่บรรลุเป็นพระโสดาบันจะต้องละ 3 ข้อแรกนี้ให้ได้ก่อน?

คำตอบคือ เพราะ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส นี้มันก็คือทั้งหมดของ "ตัวตน" นั่นเอง สักกายทิฏฐิ นั้นก็คือตัวตนที่ซ้อนในรู้ในเห็นในวิญญาณ วิจิกิจฉาก็เกิดบนรู้บนเห็นของตัวเอง สีลัพพตปรามาสก็มาจากมีตัวตนที่หลงเข้าไปถือศีลนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ เมื่อละสักกายทิฏฐิลงได้ อีกสองข้อติดกันก็พลันหายไปด้วยเลยนั่นเอง

คงอึ้งกันพอหอมปากหอมคอแล้วนะ เอาไว้อ่านต่อตอนหน้าก็แล้วกัน

No comments:

Post a Comment