Friday, March 1, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม ภาค 3: ตอนที่ 2 สังโยชน์ 10 ภาค 1

บทความตอนนี้จะว่าด้วยทั้งหมดทั้งมวลของป้อมปราการ 10 ด่านที่นักปฏิบัติพยายามที่จะฝ่าไปให้ได้ ที่เรียกกันว่า สังโยชน์ 10

ส่วนเนื้อหาของสังโยชน์ 10 นั้น ผมขี้เกียจอธิบาย เพราะผมไม่ชอบจำรายละเอียด ก็เลยไปลอกสังโยชน์ 10 มาจาก wikipedia ทั้งดุ้นดังนี้ ไม่ต้องสนใจภาษาฟอสซิล เอ๊ย ภาษาบาลีมากนักนะครับ(ฮา)

สังโยชน์ คือ กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์, ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ หรือกิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจให้จมในวัฏฏะ มี 10 อย่าง คือ

ก. โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ได้แก่

1. สักกายทิฏฐิ - มีความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นของเรา มีความยึดมั่นถือมั่นในระดับหนึ่ง
2. วิจิกิจฉา - มีความสงสัยในคุณของพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
3. สีลัพพตปรามาส - ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงาย เห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร หรือนำศีลและพรตไปใช้เพื่อเหตุผลอื่น ไม่ใช่เพื่อเป็นปัจจัยแก่การสิ้นกิเลส เช่นการถือศีลเพื่อเอาไว้ข่มไว้ด่าคนอื่น การถือศีลเพราะอยากได้ลาภสักการะเป็นต้น ซึ่งรวมถึงการหมดความเชื่อถือในพิธีกรรมที่งมงายด้วย
4. กามราคะ - มีความติดใจในกามคุณ
5. ปฏิฆะ - มีความกระทบกระทั่งในใจ

ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง 5 ได้แก่

6. รูปราคะ - มีความติดใจในวัตถุหรือรูปฌาน
7. อรูปราคะ - มีความติดใจในอรูปฌานหรือความพอใจในนามธรรมทั้งหลาย
8. มานะ - มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนหรือคุณสมบัติของตน
9. อุทธัจจะ - มีความฟุ้งซ่าน
10. อวิชชา - มีความไม่รู้จริง

ซึ่งสังโยชน์ 10 ข้อนี้ นักปฏิบัติและนักอภิธรรมนำไปตีความได้ฮามาก แถมยังชอบไปพยายามเช็คว่าตัวเองถึงไหนแล้วเอาไปอวดกันอีก(รู้นะ...ฮา)

ก่อนอื่นต้องแก้เนื้อหาก่อน ที่บอกว่า สังโยชน์คือ กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์,ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ นั้นไม่ถูกต้องตรงเสียทีเดียวครับ

สังโยชน์ คือ กรรมที่ถูกตอกย้ำซ้ำๆกันมาหลายภพหลายชาติจนเกิดเป็นอนุสัยความเคยชินที่หลงไปตอกย้ำ หลงไปยึดติดแน่นเหนียวกับสิ่งต่างๆจนกลายเป็นกรรมอนุสัยกับสิ่งนั้นๆ เพราะถ้าไปแปลว่าเป็นกิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์ เดี๋ยวก็จะมีความพยายามที่จะไปแก้กิเลสที่ผูกอยู่นั้นอีก จริงๆมันไม่มีอะไรยึดติดกับอะไรจริงอยู่แล้ว หลงไปทั้งนั้น ก็ให้ฟังสัจธรรมความเป็นจริงตรงๆแล้วมันจะคลายจากอุปาทานในอะไรๆไปเอง ไม่ใช่ให้ไปเจริญอะไร

เอาเป็นว่าเริ่มที่ข้อแรก ที่ว่าด้วยสักกายทิฏฐิเลยก็แล้วกันจะได้รีบๆฮา

ทำไมพระพุทธเจ้าจึงไม่ได้บัญญัติว่า สังโยชน์ข้อแรกคืออัตตา รู้ไหมครับ?

ก็เพราะอัตตาจริงๆมันไม่มีไงเล่า!!!

ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?

ก็ขนาดพระพุทธเจ้าท่านยังไม่เคยตรัสเลยว่า มีอัตตานั่น มีอัตตานี่ ไม่เชื่อไปดูได้เลยว่าพระองค์ท่านพูดว่ามีอัตตาไหม (ลองไปดูตัวอย่างใน อทุกขมสุขีอัตตาสูตร หรือ ภัทเทกรัตตสูตร ก็ได้)

พระองค์ท่านจะตรัสแต่ว่า "เห็นว่า...อัตตา" หรือ "เกิดทิฏฐิ(ความเห็น)ว่า อัตตามี..." เห็นว่ามีอัตตาซ้อนในสภาวะนั่นนี่ไปเรื่อย

เห็นไหมครับว่าพระองค์ท่านไม่เคยบอกว่าอัตตามันมีจริงๆ มีแต่ "ความเห็นว่าเป็นอัตตา" หรือ ภาษาบาลีเรียกว่า สักกายทิฏฐิ ซึ่งแปลว่า ความเห็นว่าเป็นอัตตาตัวตน

แปลกไหมครับ พระพุทธเจ้าท่านทรงไม่เคยให้ใครละอัตตา ซึ่งผิดกับคำสอนของครูบาอาจารย์สมัยนี้ที่สอนให้ละอัตตากันตะพึดตะพือ พอสอนกันแบบนี้ก็เลยเอา "รู้" และ "เห็น" ของตนไปพิจารณาว่าไอ้นั่นเป็นอัตตา ไอ้นี่เป็นอัตตาแล้วไปวาง ไปละอัตตา หารู้ไม่ว่ามันเป็นสักกายทิฏฐิ หรือหลงทิฏฐิว่าเป็นตัวตนกันตั้งแต่ไป ตั้งรู้ ตั้งเห็น ตั้งพิจารณาแล้ว ด้วยเหตุนี้เอง ต่อให้ฝึกดูฝึกรู้จนแก่หงำเหงือก สะสมสมาธิ สะสมสติ สะสมปัญญาแก่กล้านานนับหลายสิบปีก็จะไม่บรรลุธรรมอะไรเลย เพราะไอ้ตัวที่เข้าไปรู้นั้นแหละ คือข้อแรกของสังโยชน์ 10 อันเป็นสมุทัย ที่นักปฏิบัติทั้งหลายหลงเข้าไป "เจริญ" แทนที่จะ"ละ" ทิฏฐิ ความเห็น ความหมายนั้นเสีย แถมไอ้ที่หลงสะสม หลงสร้าง หลงเจริญมาเนิ่นนานมันก็สลายดับหายไปหมดตามกฏไตรลักษณ์ไป โมฆะหมดสิ้น

นักปฏิบัติจะ "ละ" สักกายทิฏฐิได้ ไม่ใช่การพยายามไปละอัตตาครับ อัตตาเป็นสภาวะชั่วคราวที่เกิดจากแรงกรรม พอแรงกรรมหมดมันก็เสื่อมไปโดยตัวมันเองตลอด แต่ให้ปลงเสียซึ่งรู้ เห็น ความคิด ความเห็น ความหมาย หรือที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านบอกให้ปลงรู้ ปลงเห็นเสีย ปลงก็คือจะรู้จะเห็นจะไม่รู้จะไม่เห็นก็ช่างมัน ซึ่งท่านก็หมายถึงให้ปลงสักกายทิฏฐิเสียนั่นเอง เพราะเห็นทีไรก็หลงเห็นว่ามันมีนั่นมีนี่ เห็นทีไรก็เป็นโน่นเป็นนี่ทุกที เห็นทีไรก็มีกู(ตัวตน)ซ้อนลงไปในการเห็นทุกที แม้ว่าตอนพิจารณาไตรลักษณ์จะเห็นว่าสิ่งต่างๆมันเกิดดับไม่เป็นตัวตนก็จริง เกิดปัญญาก็จริง แต่หารู้ไม่ว่า ตัว "รู้" ของตัวเองนั่นแหละ คือการหลงว่าตัวเองกำลังเห็น กำลังรู้ กำลังเข้าใจ และกำลังเกิดปัญญาเข้าเต็มเปา ฮาไหมเล่าท่าน

ดังนั้นมันจึงไม่ใช่ที่การพิจารณาแล้วเห็นว่าสิ่งต่างๆหรือแม้กระทั่งการไปพิจารณาจิตให้เห็นไตรลักษณ์อะไร เพราะจิตเองก็ตกอยู่ใต้กฎไตรลักษณ์แน่นอนอยู่แล้ว เพราะไอ้ที่มานั่งมายืนพิจารณานั่นแหละคือความหลง(อวิชชา)และเป็นสักกายทิฏฐิไปเสียเอง หลงทำกรรมกับตัวรู้ไปเสียเอง หลงรู้ว่ามันเป็นไปตามไตรลักษณ์ หลงเห็นว่ามันเกิดดับ ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงบอกอยู่แล้วว่าทุกสิ่งล้วนตกอยู่ใต้กฎไตรลักษณ์ แปลว่าไม่ต้องไปดิ้นรนทำอะไรให้มันหลุดพ้น สภาวะธาตุ สภาวะธรรมทั้งหลายมันไม่มีสาระอะไรให้ยึดติดหรือเจริญอะไรอีกแล้ว ทีนี้รู้หรือยังว่าทำไมหลวงพ่อท่านถึงพูดปาวๆว่า ให้ปลงสมุทัยคือเหตุแห่งทุกข์ ไม่ใช่ไปเจริญสมุทัย

ไอ้รู้แล้ววาง เข้าใจแล้ววางนั่นน่ะ หลงทั้งนั้น หลงมีตัวเองในการรู้ หลงมีตัวเองในการวาง แต่ไม่วางตัวมันเอง ที่คอยไปดู ไปรู้ ไปพิจารณา ไปมีปัญญาอะไรนั่น การละสักกายทิฏฐิของนักปฏิบัติจึงยากเย็นแสนเข็ญแบบที่สอนๆกัน เพราะคนสอนก็ไม่รู้ตรงนี้ไง สอนให้ไปเจริญสักกายทิฏฐิเฉยเลย

อ่านดีๆนะครับ การละสักกายทิฏฐิ คือ การปลงการดูการรู้(เพราะการตั้งดูตั้งรู้ก็เป็นสักกายทิฏฐิโดยตัวมันเอง)แล้วก็จะแจ้งไปเองว่า อัตตามันไม่เคยมีแบบที่เราหลงคิดหลงเข้าใจเอาเองว่ามันมี จะได้เข้าใจแจ้งเองว่าทุกอย่างมันนิพพานอยู่แล้ว ไม่มีอะไรเกิดดับอยู่แล้ว(เพราะว่างจากตัวตน จึงไม่มีอะไรเกิด อะไรดับ) ทุกสรรพสิ่งล้วน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้ว ไม่ใช่ไปพิจารณาไตรลักษณ์แบบที่สอนๆกัน แบบนั้นเรียกว่าเจริญสักกายทิฏฐิครับ ไม่จบ

อย่างที่ผมเคยบอกไงว่า ไม่มีใครแจ้งตอนเป็นปุถุชน มันก็ตามนั้น คือปลงเสียซึ่งการหลงรู้หลงเห็น แล้วมันจะแจ้งเองว่าอะไรเป็นอะไร เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ตรงต่อนิโรธ คือดับ ว่างจากตัวตน (สภาวะ)ธรรมทั้งหลายก็จะพ้นจากแรงอุปาทาน หมดความหลงไปแบ่งแยก หมดแรงกรรมในการยึดติด กลายเป็นเนื้อเดียวกับธรรมอื่นๆที่นิพพานอยู่แล้ว ไม่มีตัวตนซ้อนในสภาวะธรรมอยู่แล้ว เรียกว่า สมังคีธรรม เป็นธรรมเอกที่พ้นจากตัวตนเข้าไปยึด มันจึงไม่มีอะไรเกิด ไม่มีอะไรดับ เพราะพ้นไปแล้วจากสภาวะธรรมที่มันอนิจจังทั้งหลาย นี่คือทั้งหมดทั้งมวลของ ศีล สมาธิ ปัญญา ในเนื้อหาของโลกุตรธรรม ไม่ใช่ให้ไปเจริญแยกเป็นข้อๆแบบทีทำกันอยู่ในแวดวงกรรมฐาน

จบตอนที่ 1 ครับ

มาข้อที่สองฮาไปใหญ่

วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งข้อนี้นักปฏิบัติและนักอภิธรรมทั้งหลายก็ว่าตัวเองผ่านหมดแหละ คือเชื่อไปเลยทื่อๆตรงๆว่ามีจริง เป็นจริง

แต่ถามครับว่าทำไมวิจิกิจฉาถึงได้มาต่อท้ายสักกายทิฏฐิ แถมทุกคนบอกว่าข้อนี้ตนเองได้แน่ๆ เพราะมั่นคงกับพระรัตนตรัยมาก?

ที่วิจิกิจฉามาอยู่ต่อท้ายสักกายทิฏฐิก็เพราะว่าเมื่อใดก็ตามที่ละความเห็นว่าเป็นตัวเป็นตนหรือปลงรู้แล้ว ทิฏฐิที่เห็นว่าเป็นตัวตนมันก็จะนิโรธหรือดับลง ส่วนจะดับสั้น ดับยาวก็ไม่ต้องไปสนใจ

เมื่อสักกายทิฏฐิดับลงแล้ว มันก็จะว่างจากความเห็นว่าเป็นตัวตนทันที(หรือเรียกย่อๆว่าว่างจากตัวตนก็ได้) พอว่างแล้วนั่นแหละมันก็จะไปตรงต่อเนื้อหานิพพาน ซึ่งก็คือเนื้อหาของพระรัตนตรัย

แต่ทีนี้ก็ถามกลับว่า พระรัตนตรัยที่เข้าใจกันนั้นคืออะไร?

โดยปุถุชนจะเข้าใจแบบนี้ครับคือ พระพุทธ คือองค์พระพุทธเจ้า พระธรรมคือคำสอนของพระพุทธเจ้า พระสงฆ์คือสาวกของพระพุทธเจ้า อันนี้คือการเข้าใจในแบบโลกียวิสัย

แต่เนื้อหาจริงๆของพระรัตนตรัยคือ มหาสุญญตา ครับ คือว่างจากตัวตนหรือ ว่างจากความเห็นว่าเป็นตัวตน เมื่อไหร่ที่นิโรธหรือนิพพาน มันก็จะเป็นเนื้อเดียวสอดคล้องไปกับพระรัตนตรัยเองโดยอัตโนมัติ ทีนี้ล่ะหมดความสงสัยจริงๆ เพราะตรงต่อเนื้อหาแห่งพระรัตนตรัยไปเสียเอง ฮาพอได้ไหม?

มาข้อสามดีกว่า

สีลัพพตปรามาส - คือ ความถือมั่นศีลพรต ซึ่งสีลัพพตปรามาสจริงๆแล้ว เกิดขึ้นเมื่อหลงว่ามีตัวเองไปถือศีลนั่นแหละ กลายเป็นตัวเองมีศีล ตัวเองถือศีล ตัวเองบริสุทธิ์เพราะศีล แต่ดันไม่บริสุทธิ์จากความหลงว่าเป็นตัวเอง

ทีนี้รู้หรือยังว่าทำไมองคุลิมาลถึงได้บรรลุธรรมทั้งๆที่ศีลไม่ครบ เพราะท่านไม่ได้มียึดติด(ถือมั่น)กับศีลนั่นเอง จึงไม่หลงว่าตัวเองถือศีลอะไร อีกอย่างคือที่ท่านฆ่าไปทั้งหมดนั้นเป็นเพียงการชำระกรรมต่อกันเท่านั้น

อีกข้อหาหนึ่งที่นักปฏิบัติหรือนักอภิธรรมชอบยกขึ้นมาอวดกันคือ ถ้า ศีลไม่มีบรรลุไม่ได้ อันนี้ฮามาก เพราะข้อแรกของสังโยชน์คือ สักกายทิฏฐิ ครับ ถ้านักปฏิบัติหรือแม้กระทั่งครูบาอาจารย์บอกว่าศีลไม่ครบบรรลุธรรมไม่ได้ก็

โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงาย เห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร หรือนำศีลและพรตไปใช้เพื่อเหตุผลอื่น ไม่ใช่เพื่อเป็นปัจจัยแก่การสิ้นกิเลส เช่นการถือศีลเพื่อเอาไว้ข่มไว้ด่าคนอื่น การถือศีลเพราะอยากได้ลาภสักการะเป็นต้น ซึ่งรวมถึงการหมดความเชื่อถือในพิธีกรรมที่งมงายด้วย

No comments:

Post a Comment