Friday, March 1, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม ภาค 3: ตอนที่ 1 การปฏิบัติโดยไม่ปฏิบัติ

ลองอ่านทวนซ้ำๆดูสิครับ ไม่งงให้เตะ เพราะขนาดผมที่ว่าชำนาญเรื่องภาษา ยังอ่านไปก็งงไปว่านี่ตกลงจะให้ปฏิบัติหรือไม่ให้ปฏิบัติกันแน่?

หลังๆมานี้ การสอนปฏิบัติโดยไม่ต้องปฏิบัติ เริ่มที่จะมีสอนแพร่หลายกันในหลายสำนักแล้ว ซึ่งจากที่ผมได้แวบเข้าไปอ่านไปสังเกตดูมาหลายที่ ก็พบว่าเกือบจะตรงแล้วล่ะ "เกือบจะ"ก็แปลว่ายังไม่ตรงนะครับ อย่าเพิ่งดีใจไป ส่วนใหญ่ไปติดตรงการปฏิบัติและการใช้สมมติอยู่ทั้งนั้น จะพูดมากไปไม่ได้ เพราะผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์ ถ้าไปติดแล้วแก้ยากมากครับ คือแต่ละท่านก็เข้าใจและยึดเอาตามอนุสัยเก่าของตน นี่ยังไม่นับรวมทิฏฐิมานะในธรรมอีกน่ะ

จริงๆที่วัดร่มโพธิธรรมเอง สิ่งที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่าน ก็คือการปฏิบัติแบบไม่ปฏิบัตินี่แหละครับ เพียงแต่ท่านกล้าที่จะบอกให้ทิ้งตัวปฏิบัติไปเลย คือไม่ต้องสนใจที่จะดู ที่จะรู้ ที่จะปฏิบัติ ที่จะเข้าไปตรวจสอบสภาวะธรรมของตน ไม่ต้องคอยเช็คจิตแบบไหนใจอย่างไรไปเลย ไม่ต้องคอยเช็ดว่าตนเองอริยะขั้นไหนแล้วด้วย

ที่หลวงพ่อท่านต้องใช้สมมติบัญญัติแบบผ่าเปรี้ยงชนิดล้างบางกันขนาดนี้ ก็เพราะหลวงพ่อท่านเห็นว่า การไปจดจ่อปฏิบัตินั้น ก่อให้เกิดเป็นอัตตาตัวตนซ้อนลงในการปฏิบัติ ไม่เชื่อก็ลองบอกใครสักคนสิครับว่า ให้ไปปฏิบัติธรรม เชื่อได้ว่าแทบทุกคนก็จะลงมือปฏิบัติกันอย่างเอาจริงเอาจังทันที จะไปตั้งท่าปฏิบัติทันที แบบนี้นี่แหละครับ ผิดธรรมเต็มๆ จนกลายเป็นกรรมซ้อนธรรม หรือฝ่ายที่สอนว่าให้ปฏิบัติแบบไม่ปฏิบัติเองก็เถอะ ผู้ที่ได้รับการสอนแบบนี้ก็จะพะวง คอยเช็ค คอยสังเกต คอยกังวล คอยๆๆๆ อีกหลายคอยจนกลายเป็นตัณหาในการคอยที่จะอะไรสักอย่าง เสร็จแล้วก็บังสัจธรรมไปในที่สุด คือไม่กล้าทิ้งตัวเองในอะไรๆนั่นแหละ มันเลยบังเอา

และขึ้นชื่อว่าการปฏิบัติแล้ว ทุกคนพอได้ฟังแล้วก็จะนึกต่อเอาเองได้เลยเป็นอัตโนมัติเลยว่า ปฏิบัติแล้วต้องได้ผลอย่างใดอย่างหนึ่งจากการปฏิบัติ แล้วนั่นแหละ คือตัณหาในการคอยเช็ค คอยสังเกต คอยรู้ คอยเข้าใจ พอคอยมากๆ ก็เกิดเป็นภพล่ะทีนี้ ไหนล่ะตัดภพตัดชาติที่สัญญาเอาไว้ นี่ก็เพราะสอนกันแบบติดปฏิบัติ ติดวิธีการนั่นแหละ สอนให้ปฏิบัติ ลูกศิษย์ก็ติดปฏิบัติ ไอ้ที่หลุดมาจนสว่างก็น้อยคนเหลือเกิน ส่วนใหญ่จะมืดไปกับการปฏิบัติเกือบหมด

แต่ละคนที่ปฏิบัติ พอได้ผลนิดหน่อยก็เอาแล้ว มาแชร์กัน มาอธิบายว่าได้อย่างนั้นได้อย่างนี้ ทำแบบนั้น ทำแบบนี้ ที่สุดก็ไปติดตรงวิธีการกันหมด แล้วก็ไม่มีใครจบจริงสักคน

ส่วนหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านจะบอกให้ทิ้งสิ่งเหล่านี้ให้หมดอย่างเด็ดขาด ไม่ต้องคอยเช็คอะไรอีก ไม่ต้องคอยห่วงอะไร ไม่ต้องคอยที่จะทำอะไรให้ได้ผลอะไร ทิ้งเลยตรงๆ พอคนฟังกล้าทิ้งตัวปฏิบัติ สติเดิมแท้ที่มีอยู่แล้วในทุกดวงจิตดวงวิญญาณก็จะไม่มีอะไรบดบังอีกต่อไป แจ้งออก สว่างไสวได้ทันทีอย่างฉับพลัน ซึ่งเมื่อถึงตรงนั้นก็จะรู้และเข้าใจในเนื้อหาสัจธรรมเอง โดยที่ไม่ต้องคอยไปเช็คไปรู้ ไปเข้าใจทีละขั้นว่าถึงไหนแล้วบรรลุหรือยัง เพราะลำดับขั้นต่างๆที่อุปโลกน์ขึ้นมานั้นมันก็จะไปบัง ทำให้ติดขัดข้องคาอีก มันไม่ฉับพลัน

ผู้ที่ตรงเนื้อหาอริยะแล้วจะรู้และเข้าใจได้เอง โดยที่ไม่ต้องไปคอยวนเช็ค วนเปรียบเทียบกับอะไรครับ

ที่หลวงพ่อท่านให้ทิ้งตัวปฏิบัติ หรือทิ้งรู้นั้น จริงๆมันทิ้งไม่ได้หรอกครับ เพราะธรรมชาติของรู้ก็คือ "รู้อยู่แล้ว" แต่พอท่านบอกให้ทิ้งรู้ รู้หรือไม่รู้ก็ไม่เอา ผู้ฟังก็จะทิ้ง "อัตตา"ที่ซ้อนลงในรู้ทันที คือไม่จงใจจะรู้ ที่สุดมันก็จะรู้เปล่าๆแบบไม่ปรุงแต่งไปบนอวิชชาไปเอง นั่นแหละครับสติอริยะแบบที่ใฝ่หากันมานาน

ส่วนกลุ่มที่สอนว่ารู้แล้วละ นั่นก็ยังติดรู้ครับ คือสอนให้รู้ มันก็จะมีตัวตนซ้อนลงไปนิดนึงตรงที่รู้แล้วจะละ อย่างนี้ก็ยังไม่พ้นอาการติดรู้ ติดนิดเดียวก็ไม่จบแล้วครับ

หรือมีบางกลุ่มสอนว่าให้รู้ด้วยจิตเป็นกลาง รู้เบาๆ แบบนี้ก็ยังติดเข้าไปทำอีกครับ คือคนจะติดไปทำให้มันเบาๆ รู้เบาๆ ประคองรู้เบาๆ เสร็จแล้วไอ้ที่ประคองนั่นแหละคือตัวตนในจิตล่ะ ทีนี้จะไปไหนพ้นเล่า

อีกปัญหาหนึ่งของการสอนให้ปฏิบัติก็คือ พอจบคอร์ส ผู้ปฏิบัติก็อีลุ่ยฉุยแฉกเลย ประมาณว่า ขอกูพักบ้างเหอะวะ ปฏิบัติเคร่งกันมาหลายวัน(อ้าว...งงสิครับ) หรือถ้าใครขยันเอากลับไปปฏิบัติที่บ้าน การปฏิบัติก็จะแยกส่วนออกจากกันชัดเจนคือ ไปปฏิบัติก่อนนอนหรือตอนเช้า เท่านั้น ส่วนที่เหลือก็รั่วไปเรื่อย เป็นแบบนี้ไง ถึงต้องรี่เข้าไปหาคอร์สปฏิบัติเก็บตัวกันปีละหนสองหน แบบที่ขยันมากขึ้นมาหน่อย ก็ปฏิบัติไปพร้อมกับการทำงานตลอดเวลา เชื่อเถอะครับว่าการปฏิบัติแยกส่วนออกมาแบบนี้ผมก็เคยมาแล้ว และมันทำให้เราเหมือนคนบ้าครับ

เพราะอะไร?

ยกตัวอย่างก็แล้วกัน สำนักดูจิตสอนว่าให้ดูจิตอย่างต่อเนื่อง อย่าส่งจิตออกนอก พอสอนแบบนี้ก็เอาล่ะสิครับ แต่ละคนก็มุดเข้าไปดูกันข้างในเลย ดูกันทั้งวัน ประคองรู้ ทรงรู้กันทั้งวัน บางขณะก็เหมือนคนบ้า คือหลุบตาลงต่ำมัวแต่ดูจิตตัวเอง กลัวไม่รู้ บ้าไหมเล่า

โดยเนื้อหาความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะดูจิต จะส่งจิตออกนอกหรือเข้าใน มันก็เป็นเนื้อหาความวกวนของสังสารวัฏทั้งนั้น กลุ่มนี้พยายามที่จะผสานการปฏิบัติให้เข้ากับชีวิตประจำวัน อ่านให้ดีๆนะครับ ผสาน "การปฏิบัติ" ให้เข้ากับ "ชีวิตประจำวัน" แล้วทีนี้นึกดูสิครับว่ามันจะผสานได้จริงไหม

มันเป็นไปไม่ได้เลย เพราะพอเอ๊ะมีสติขึ้นมาก็ตั้งปฏิบัติเอาแล้ว เป็นตัณหาในการดูการรู้ตลอด จะเอาสติท่าเดียว อย่างนี้มันจะไปกลมกลืนได้ยังไงเล่า มีแต่ความแปลกแยกของผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ พอการปฏิบัติมันกลายเป็นภาระเข้า มันก็จะเหมือนกับคนเล่นยิมส์ คือพอเหนื่อยๆก็พักแช่ หลง ไหล เสร็จแล้วก็กลับเข้าไปแช่ในอนุสัยเก่าอีก อย่างนี้ต่อให้ปฏิบัติอีกร้อยปีก็ไม่พ้นหรอกครับ

ที่หลวงพ่อท่านให้ทิ้งตัวปฏิบัติแบบ ไม่อะไรกับอะไร ไม่ต้องไม่ตั้งกับทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามา พอท่านสอนแบบนี้ การปฏิบัติก็จะกลายเป็นเนื้อเดียวกับชีวิตประจำวันไปอย่างแนบเนียนครับ หมดภาระไปคอยเฝ้าคอยทำให้มันดี ดีหรือไม่ดีก็ช่างมันปล่อยผ่าน เพราะไปแก้อะไรไม่ได้แล้ว ไม่ใช่สาระอะไรอยู่แล้ว ปล่อยให้ผ่านแล้วผ่านเลย ดีก็ไม่เอา เลวก็ไม่เอา แบบนี้เรียกบรรลุธรรมครับ

พอหลวงพ่อท่านสอนให้ทิ้งการปฏิบัติแบบนี้ มันก็จะกลายเป็นสติตัดอัตโนมัติอยู่เนืองๆตลอดเวลาโดยตัวของมันเอง โดยที่ไม่มีคอร์สหรือหลักสูตรมาแบ่งแยก สติก็จะอัตโนมัติบ่อยขึ้นเรื่อยๆไปเองโดยที่ไม่ต้องเข้าไปทำ พอไม่ต้องทำ มันก็ไม่เป็นภาระอะไร

พระพุทธเจ้าท่านมาเพื่อให้ปลง ให้จบกิจ ปลดภาระให้กับสรรพสัตว์นะครับ ไม่ใช่เอาภารกิจมาให้ทำ เพื่อให้จบ ก็ลองถามตัวเองสิครับว่า การปฏิบัติผสานเข้ากับชีวิตประจำวันน่ะ มันง่ายไหม

มันไม่ง่ายหรอกครับ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่มีอัตตาตัวตนเข้าไปจัดการน่ะ อะไรๆมันก็เป็นภาระ และไม่อัตโนมัติทั้งนั้น ต้องสาละวนปฏิบัติตลอด สุดท้ายแล้วมันก็จะเข้าไปมีมานะ มีความพยายามในการเจริญสติให้ต่อเนื่อง ซึ่งก็เป็นตัณหาซ้อนในการรู้ตลอด เป็นความอยากที่จะให้มันต่อเนื่อง ก็เข้าไปทำมันจนเป็นกรรมซ้อนธรรม

โดยเนื่อหาจริงๆแล้ว ไม่ใช่ที่การ "ฝึก" สติให้มันต่อเนื่องครับ แบบนั้นมันเป็นสันตติไปแล้ว(ความต่อเนื่องของสังสารวัฏ) แต่ให้ "ปลง" อัตตาตัวตนที่กดทับซ้อนลงไปบนสติให้หมด แล้วไอ้ความเป็นจิตมันก็จะคลายออกเอง ดับไปเอง(สันตติขาดจากกัน) พอสังสารวัฏดับบ่อยๆ สติเดิมแท้ที่อริยะอยู่แล้ว ก็จะรู้ต่อเนื่องไปเอง แจ้งไปอง โดยไม่ต้องมีตัวเราเข้าไปทำให้มันต่อเนื่อง

หน้าที่ของสติเดิมแท้นั้น ก็คือ รู้เปล่าๆครับ “just รู้” หรือ "เพียงแค่รู้เปล่าๆ" จริงๆ เป็นการรู้ที่ ไม่ปรุง ไม่เลือก ไม่ตัดสินค่า ไม่ให้ค่าอะไร ไม่มีความหมายในการรู้ และมันรู้เองอยู่แล้วโดยอัตโนมัติ อริยะอยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้ว ไม่ต้องไปฝึกอะไรเพิ่ม แค่ปลงส่วนที่เป็น "เรา" ที่ชอบเข้าไปเจ้ากี้เจ้าการสภาวะธรรมต่างๆ เดี๋ยวมันก็แจ้งของมันเองอยู่แล้ว

ส่วนท่านที่รู้ว่าเย็น ร้อน อ่อน แข็ง นี่ถือว่าไหลไปตามการปรุงแต่งถึงตัวสมมติบัญญัติแล้ว เพราะจริงๆสภาวะธรรมทั้งหลายมันก็ไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว ไม่มีชื่อเรียกอยู่แล้ว เป็นเพียงสมมติบัญญัติที่ถูกอุปโลกน์แปะเอาไว้เท่านั้น จริงๆมันก็ไม่ใช่อะไร แล้วจะเอาใครหรืออะไรไปรู้เย็น ร้อน อ่อน แข็งอีกเล่า หลงทั้งนั้น

แต่พอไปสอนให้ฝึกเอาสติ “ตามดู”  จิต คนมันก็เข้าไปดูสิครับ พอส่งการบ้านทีไรก็ไปบอกว่าเขามืด เขาก็งงสิ อ้าวก็ดูตามที่สอนนั่นไง ทำไมมึดได้ล่ะ ซึ่งหารู้ไม่ว่าไอ้คำว่า “ดู” เนี่ย มันเป็นกิริยาของดวงตา เป็นกิริยาที่มีเจตนาของการจ้องดู เพ่งดู ซึ่งไอ้การจ่อจ้องลงไปดูนี้แหละ กลายเป็นอัตตาซ้อนลงไปในการดูแล้ว เป็นโลกียวิสัยในการดูการรู้ พอไปดูจิตมันก็จะสร้างภาพ(ปรุงแต่ง)ขึ้นมาด้วยว่ากำลังดูอะไร เห็นอะไร นี่แหละครับหลงไปแล้วกับการปฏิบัติ หลงไปแล้วกับอวิชชาโดยไม่รู้ตัว

ก่อนที่ผมจะเจอหลวงพ่อท่านประมาณสามเดือน ผมเกิดอาการประมาณว่า ดูจิตทีไรทำไมเห็นตัวกูขึ้นมาดูทุกที สุดท้ายก็แก้เองไม่ได้ ทิ้งไม่เป็น มีแต่คนบอกว่า ก็ให้ดูไปเรื่อยๆดู จนผมเบื่อ ก็เลยเลิกดู แม้เลิกแล้ว มันก็ยังตามดูเป็นอัตโนมัติ ซึ่งรำคาญมากครับ ดูรู้ ดูพิจารณาอยู่นั่น จะหลับจะนอนมันยังดู แต่พอเจอหลวงพ่อเท่านั้นแหละมันหยุดเลย พอหยุดปั๊บมันวางไปเลย อย่างที่ผมเคยเขียนเล่าประสบการณ์ต่อหน้าหลวงพ่อให้อ่านกันแล้วเมื่อต้นปี 53

กรณีนี้ไม่ใช่เกิดกับผมคนเดียวนะครับ มีญาติธรรมอีกท่านหนึ่งเป็นเหมือนผมนี่แหละ อาการเหมือนกันเป๊ะเลย พออ่านเรื่องเล่าที่ผมไปกราบหลวงพ่อจบไม่นาน ก็โทรมาคุยกับผมไม่เกิน 15 นาที แค่นั้นก็ว่างไปเลย ดับไปเลย

สัจธรรมที่หลวงพ่อท่านถ่ายทอดนั้น ทำให้เกิดอริยมรรค อริยผลอย่างฉับพลันจริงๆ เพราะความเด็ดขาดในการใช้สมมติบัญญัตินั้นมีส่วนอย่างมากในการพาให้คนฟังเด็ดขาดตามไปด้วย ถ้าใช้สมมติไม่คม มัวแต่จะอลุ้มอล่วย มัวแต่พยายามที่จะใช้คำสละสลวยปรุงแต่งมากๆ ความเด็ดขาดก็จะลดลง หรือถ้าถ่ายทอดกันแบบงงๆอย่าง "ให้ปฏิบัติโดยไม่ปฏิบัติ" คนฟังก็ไปไม่เป็นครับ นานๆเข้าก็จะหลงและสับสนจนเลิกราไปอีก

สมมติบัญญัตินั้นถ้าไปใช้ตามของเก่าซึ่งผู้ปฏิบัติแต่ละคนก็จะเข้าใจสมมติบัญญัตินั้นๆไปตามทิฏฐิของตนเองอยู่แล้ว ไม่ได้เข้าใจเนื้อหาที่แท้จริง ไปติดขัดข้องคากับความเข้าใจผิดๆของตนตลอด ด้วยเหตุนี้เองหลวงพ่อท่านจึงล้างบัญญัติทั้งหมด ใช้คำง่ายๆ ถ่ายทอดแบบไม่ให้มีแง่มุมไปยึดเอาอีก สัจธรรมจึงมีอานุภาพมาก กระทั่งสามารถคลี่คลายผู้ฟัง หรือทำให้ผู้ฟังบรรลุฉับพลันได้เลย

ส่วนความเด็ดขาดในการใช้สมมติบัญญัติจะมีผลในการล้างโมหะได้อย่างไร เอาไว้ติดตามเนื้อหาเกี่ยวกับสังโยชน์ 10 ก็แล้วกันครับ

No comments:

Post a Comment